สรุปผลการหารือ
วิเทศเสวนา
"บทบาทของฝ่ายเลขาธิการอาเซียน
และการเพิ่มประสิทธิผลการดำเนินภายใต้กรอบอี อาเซียน"
วันที่ 5 พฤศจิกายน 2545
ณ ศูนย์ประสานงาน อี อาเซียน
ชั้นที่ 11 อาคารมหานครยิบซั่ม ถนน ศรีอยุธยา กรุงเทพฯ 10400
เวลา 10.00-12.30 น.
................................................
เริ่มงานวิเทศเสวนา: เวลา
10.00 น.
ผู้เข้าร่วมเสวนา: รายละเอียดตามเอกสารแนบ
ความเป็นมา
ประธานคณะทำงานอี
อาเซียน (ดร. พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์) ชี้แจงที่มา และภารกิจของศูนย์ประสานงานอี
อาเซียนว่าได้จัดตั้ง
ขึ้นภายใต้การสนับสนุนด้านการเงินจาก เนคเทค เพื่อเป็นกลไกรองรับการดำเนินงานของฝ่ายเลขานุการคณะทำงานอี
อาเซียน และ
สนับสนุนการทำหน้าที่ของประธานคณะทำงานอี อาเซียน ซึ่งมีภารกิจสำคัญคือ
#
การขับเคลื่อนแผนงานภายใต้กรอบความตกลง 5 ด้าน (โครงสร้างพื้นฐาน การเปิดเสรีด้าน
IT การส่งเสริมการพาณิชย์
อิเล็กทรอนิกส์การเสริมสร้างความเข้มแข็ง และการสร้างรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์) สู่ภาคปฏิบัติ
#
ประเด็นท้าทายในขณะนี้คือ การส่งเสริมความร่วมมือกับภาคเอกชน และการร่วมมือกับประเทศคู่ค้า
(Dialogue
Partners) ตลอดจนองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องต่างๆ เพื่อระดมทรัพยากรทุกด้าน
ซึ่งขณะนี้ นับว่ามีความคืบหน้า
ในการดำเนินงานที่เป็นรูปธรรม ดังตัวอย่าง จากการจัดทำบันทึกความเข้าใจเกี่ยวกับความร่วมมือด้าน
ICT ระหว่าง อาเซียน กับ จีน
รวมถึงข้อเสนอการให้ความช่วยเหลือทางวิชาการจัดหลักสูตรอบรมระยะปานกลางด้าน IT
ต่างๆโดยสถาบันการศึกษาที่มีชื่อเสียงของ
จีนโดยตรง ในขณะที่เกาหลียินดีจัดตั้งเงินกองทุนเพื่อการลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำด้าน
IT ในภูมิภาคอาเซียนเป็นเงินปีละ 1 ล้าน
เหรียญสหรัฐในเวลา 5 ปี นอกจากนี้ ยังได้เริ่มมีการหารือกับอินเดีย รวมทั้งการแสวงหาความร่วมมือกับองค์กรระหว่างประเทศที่สำคัญ
อาทิ UN ICT Task Force, World Bank, Asia Pacific Telecommunity (APT)
#
ในขณะที่การดำเนินงานด้านอี อาเซียนกำลังมีความคืบหน้าไปด้วยดี ก็กำลังจะมีการถ่ายโอนอำนาจการบริหารจัดการ
ในระดับอาเซียนจากความรับผิดชอบภายใต้ของ SEOM ไปสู่กระบวนการ TELMIN/ TELSOM
ในขณะเดียวกัน ประเทศไทย
ก็กำลังอยู่ในช่วงรอยต่อของการถ่ายโอนอำนาจ โดยมีการจัดตั้งกระทรวง เทคโนโลยีสารสนเทศ
และการสื่อสารขึ้นใหม่เพื่อรับผิดชอบ
ภารกิจทั้งในส่วนของโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม และ การใช้ประโยชน์ รวมทั้งการลดบทบาทตัวเองของกระทรวงพาณิชย์
ซึ่งแต่
เดิมทำหน้าที่หัวหน้าคณะผู้แทนไทยในคณะทำงานอี อาเซียน
วัตถุประสงค์การเสวนา
1) เพื่อสนับสนุนการเตรียมความพร้อมของหน่วยงานที่รับผิดชอบการดำเนินงาน
ภายใต้กรอบความร่วมมือ อี-อาเซียน
โดยเฉพาะในช่วงการถ่ายโอนอำนาจดังกล่าว ในประเด็นการกำหนดกระบวนการ ขั้นตอน โครงสร้าง/
กลไกการดำเนินงาน ตลอด
จนสนับสนุน การเสริมสร้างความเข้มแข็งของคณะผู้แทนไทย ในเวทีความร่วมมือระหว่างระหว่างประเทศ
อีกทั้งเป็นโอกาสอันดีที่
จะได้มีการทบทวนบทบาท จุดอ่อน จุดแข็งในระยะที่ผ่านมา เพื่อโอกาสการปรับระบบการทำงานของคณะผู้แทนไทย
ในคณะ
ทำงานอี-อาเซียน ให้สอดคล้องกับการจัดกลไกการบริหารจัดการของอาเซียนโดยรวม ตลอดจนการประสานความร่วมมือภายใน
ประเทศในเวทีอื่นๆ
2) ในโอกาสนี้
เนื่องจากประเทศไทย ได้ ผู้ทีรงคุณวุฒิที่เคยมีบทบาทสำคัญยิ่งในตำแหน่งรองเลขาธิการ
สำนักเลขาธิการ
อาเซียน คือ ดร. สุทัศน์ เศรษฐ์บุญสร้าง จึงได้เรียนเชิญมาเป็นผู้ให้ความรู้
และร่วมเสวนา ในประเด็นการเพิ่มประสิทธิผลการ
ดำเนินงานภายใต้กรอบอี อาเซียน จากการเรียนรู้บทบาท จุดอ่อน จุดแข็งของฝ่ายเลขาธิการอาเซียน
ในฐานะกลไกสำคัญในการขับ
เคลื่อน กิจกรรม ความร่วมมือของสมาชิกสู่ภาคปฏิบัติ เพื่อโอกาสการทำความเข้าใจกลไกการปฏิบัติภาร
กิจของฝ่ายเลขาธิการอาเซียน
เรียนรู้จุดอ่อน จุดแข็ง อันจะเป็นช่องทางในการเพิ่มความเข้มแข็ง ประสิทธิภาพ
และ ประสิทธิผลการดำเนินงาน
3) เพื่อโอกาสการแลกเปลี่ยนความรู้
และประสบการณ์ในหมู่นักวิชาการไทย ภาครัฐ และภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง ในการ
แสวงหาความร่วมมือภายใต้กรอบ อี อาเซียน และ ด้านอื่นๆ
สรุปสาระการบรรยายของ ดร. สุทัศน์ เศรษฐ์บุญสร้าง
ผู้บรรยาย นำเสนอข้อเท็จจริงเกี่ยวกับบทบาทของอาเซียน
และกลไกการดำเนินงานของฝ่ายเลขาธิการอาเซียน ในประเด็น
สำคัญๆ ดังต่อไปนี้
ประโยชน์จากความร่วมมืออาเซียน
#
ประโยชน์โดยตรง ได้แก่เงินช่วยเหลือภายใต้โครงการต่างๆ
และ/ หรือ นโยบายต่างๆ ที่อาศัยการผลักดันร่วมภายใต้
กรอบอาเซียน ประโยชน์ในส่วนนี้โดยข้อเท็จจริง นับว่าเป็นส่วนน้อย ซึ่งอาจประมาณเป็นตัวเลขได้เพียงร้อยละ
20% ของประโยชน์
โดยรวมที่ควรจะคาดหวังได้จากอาเซียน เนื่องจากอาเซียนมีข้อจำกัดด้านทรัพยากรการเงิน
#
ประโยชน์โดยอ้อม เป็นโอกาสในการเสริมสร้างศักยภาพของประเทศ
และ โอกาสที่จะมีสิทธิ มีเสียง ในการผลักดัน
นโยบายของประเทศสู่เวทีระดับนานาชาติ ตลอดจนโอกาสในการรักษาผลประโยชน์ของประเทศไทยในเวทีโลก
ประโยชน์ในส่วนนี้
จึงนับว่ามีความสำคัญมากกว่าส่วนแรกอย่างมหาศาล ซึ่งน่าจะให้น้ำหนักได้ประมาณ
ร้อยละ 80 ของประโยชน์โดยรวม
เงื่อนไขการบริหารจัดการภารกิจ
เงื่อนไขสำคัญที่จะต้องนำมาพิจารณาในการบริหารจัดการภารกิจภายใต้กระบวนการความร่วมมือ
อาเซียน ก็คือ มุมมองใน
การพิจารณาปัญหาเศรษฐกิจของประเทศในปัจจุบันนั้น ไม่สามารถพิจารณาได้จากมุมมองในฐานะของประเทศไทยเท่านั้นเพราะโลก
ปัจจุบัน เป็นโลกในยุคไร้พรมแดน ซึ่งมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมต่างๆรอบตัวเรา
และมีนัยในทางปฏิบัติ (implications)
มากมาย ที่สำคัญคือ ต้องอาศัยหลักในการบริหารจัดการทรัพยากร โดยต้องมองข้ามพรมแดนประเทศ
(cross border) และต้อง
พยายามปรับตัวให้ทันกับสิ่งแวดล้อมที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป มิฉะนั้น ก็จะตกยุคสมัย
ตกอยู่ในกลุ่มล้าหลัง หลุดจากวงจรการพัฒนาของ
โลก กลายเป็นกลุ่มที่ต้องรอรับความช่วยเหลืออยู่อย่างไม่สามารถจะเป็นตัวของตัวเองได้
ระดับการไร้พรมแดนของโลกจะมีพิกัดที่สูงขึ้นเรื่อยๆในทุกส่วนของชีวิตประจำวัน
นัยสำคัญเพื่อการแก้ปัญหา และปรับตัวเอง
ให้แข่งขันได้ในระดับสากลนั้น จำเป็นจะต้องปรับเปลี่ยนกรอบแนวคิดจากการทำงาน
หรือ การเตรียมตัว เตรียมความพร้อมแต่ลำพังใน
ระดับประเทศ มาเป็นการทำงานที่ต้องมองข้ามพรมแดนของแต่ละประเทศออกไป แล้วหันมาให้ความสำคัญกับการทำงานเป็นทีม
เป็น
กลุ่มอุตสาหกรรมมากขึ้น อุตสาหกรรมต่างๆ ก็มีแนวโน้มที่จะรวมตัวกันมากขึ้น ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด
อาทิ อุตสาหกรรมรถยนต์ ที่ต้อง
อาศัยการประหยัดจากขนาด ทุกประเทศจึงทำการผลิตเพื่อตลาดในระดับที่กว้างขวางกว่าในระดับประเทศ
แม้แต่ประเทศจีนซึ่งมีฐาน
ประชากรจำนวนมหาศาล ก็ยังมองกว้างออกไปในระดับภูมิภาค เช่นเดียวกับอุตสาหกรรมด้าน
IT ที่ต้องพึ่งความต้องการในระดับภูมิภาค
อีกตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดเจน คือ ด้านตลาดการเงิน ซึ่งในปัจจุบัน มีการรวมตัวกัน
(integration) สูงมาก ระบบการเงินของทุกประเทศ
(ที่เป็นเศรษฐกิจเปิด) จะเชื่อมไปสู่ระบบสากล และต้องยึดถือตามกติกาสากล แม้ประเทศเล็กๆทุกประเทศ
ก็จะต้องเข้าไปมีส่วนร่วมใน
ระบบสากลที่มีขนาดใหญ่กว่ามากโดยแทบไม่รู้ตัว จนแทบจะกล่าวได้ว่า การดำเนินชีวิตประจำวันของเรา
ได้เข้าไปอยู่ในระบบโลกแล้ว
มากกว่าครึ่งหนึ่ง ทั้งที่เรายังไม่ค่อยพร้อม เนื่องจากขาดความตระหนัก (awareness)
กองทุนภายใต้กรอบความร่วมมืออาเซียน
#
เงินกองทุนอาเซียน (ASEAN Fund) นั้น เป็น
"cross breed" คือมีประเทศคู่เจรจามาร่วมลงขันด้วย ในระยะเริ่มก่อตั้ง
ได้แก่ ญี่ปุ่น (ประมาณ 20 ล้านเหรียญสหรัฐ) และ จีน (อีก 1 แสนเหรียญ) ASEAN
Fund ตามกรอบแนวคิดแรก0yfตั้งนั้น ต้องการจะ
ดึงภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในฐานะสมาชิก (corporate subscription) และช่วยลงขันบริจาคเงินเข้ากองทุน
แต่ก็กำหนดไว้เป็น
แนวคิดที่ยืดหยุ่น โดยที่ในช่วงแรก ยังไม่สามารถดำเนินการตามแนวคิดนี้ได้ เนื่องจากยังไม่ได้มองภาคเอกชนเป็นเป้าหมายการแก้ปัญหา
ด้านการขาดเงินทุนดำเนินการ และ เป็นประเด็นทางการเมือง
#
ASEAN Foundation เป็นเงินกองทุนในลักษณะ
Seed Fund ที่ประเทศญี่ปุ่นบริจาคในระยะแรก0yfตั้ง เป็นเงิน 20 ล้าน
เหรียญสหรัฐซึ่งต้องการให้ใช้ภายในเวลา 3 ปี ขณะนี้ เหลืออยู่ ประมาณ 10 ล้านเหรียญ
สาเหตุที่การใช้เงินกองทุนนี้ไม่เกิดประสิทธิผลส่วน
หนึ่ง น่าจะมาจากองค์กรที่จัดตั้งขึ้นไม่มีความเหมาะสมที่จะดูแลเงินกองทุนดังกล่าว
กลุ่มประเทศคู่เจรจาของอาเซียน
กลุ่มประเทศคู่เจรจาของอาเซียน จำแนกได้เป็น 4 กลุ่มใหญ่ๆคือ
1) Dialogue Partners
ที่ได้ให้ความช่วยเหลือแต่ดั้งเดิม ตั้งแต่ในยุคที่ประเทศส่วนใหญ่ในอาเซียนยังต้องผจญกับภัยรุกรานของ
ลัทธิคอมมิวนิสต์ ได้แก่ คานาดา สหรัฐ สหภาพยุโรป นิวซีแลนด์ ญี่ปุ่น ทำให้เงินช่วยเหลือส่วนใหญ่ในระยะนั้นมุ่งไปที่ความช่วยเหลือด้าน
มนุษยธรรม (humanitarian) เพื่อแก้ปัญหาความยากจน และปัญหาสังคมเป็นหลัก แต่ในปัจจุบัน
ประเทศเหล่านี้ได้ยกเลิกการให้ความ
ช่วยเหลือแล้วเป็นส่วนใหญ่ เมื่ออาเซียนมีความเติบโตทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
ทำให้เงินช่วยเหลือดังกล่าวค่อยๆหดหายไป
2) กลุ่มประเทศจีน
เกาหลี และ กลุ่ม อาเซียน+3 รวมถึงความช่วยเหลือจาก UNDP ซึ่งมีการปรับเปลี่ยนทิศทางการให้ความ
ช่วยเหลือในยุคปัจจุบัน
3) ญี่ปุ่น นับเป็นประเทศที่ได้ให้ความช่วยเหลือกับอาเซียนอย่างสม่ำเสมอ
4) รัสเซีย และ
อินเดีย สนใจให้ความช่วยเหลือ แต่ไม่มีเม็ดเงินมากนัก
5) ปากีสถาน นับเป็นประเทศคู่เจรจาที่ไม่เคยคิดจะให้ความช่วยเหลือกับอาเซียนในบรรดาประเทศคู่เจรจาดังกล่าว
กลุ่มที่น่าสนใจ
คือ กลุ่ม เกาหลี จีน และ ญี่ปุ่น ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศที่ได้เคยให้เงินช่วยเหลือในลักษณะ
seed fund ภายใต้ Cultural and Communications
ในวงเงิน 40 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งสามารถมีผลผลิตออกมาใช้จ่ายได้ประมาณ 2 ล้านเหรียญ
และส่วนใหญ่ได้ใช้ไปในกิจกรรมด้านวัฒนธรรม
แหล่งที่มาของเงินกองทุนอาเซียน
เพื่อให้เข้าใจกลไกการบริหารจัดการของอาเซียน
ในเบื้องต้น จะต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับแหล่งที่มาของเงินทุนที่สำคัญของ อาเซียน
ซึ่งอาจจำแนกได้เป็น 4 แหล่งใหญ่ๆ คือ
1) Dialogue Partners
รวมทั้ง Observers และ Sectoral Partners
2) องค์กรการเงินระหว่างประเทศที่สำคัญคือ
ADB/ WB/ IMF
3) องค์กรให้ความช่วยเหลือระหว่างประเทศ
อาทิ UNIDA, etc.
4) เงินบริจาคจากสมาชิกอาเซียนด้วยกันเอง
ซึ่งในส่วนนี้ มีทั้งที่เป็นเงินลงขันสำหรับการจัดตั้งเงินกองทุนอาเซียน และส่วนที่เป็นเงิน
บริจาคจากประเทศสมาชิกที่มีความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจมากกว่าทั้งในลักษณะ bilateral
และเงินที่ให้ความช่วยเหลือในลักษณะเป็นกลุ่ม
ดังกรณีตัวอย่างที่สิงคโปร์ได้ให้ความช่วยเหลือกับกลุ่มประเทศ CLMV
ในที่สุด ทั้ง
2 กองทุน เริ่มแข่งขันกันเองในการหาแหล่งเงินทุนเพิ่มเติม ทำให้ประเทศผู้ให้ความช่วยเหลือสับสน
เงินช่วยเหลือจึง
ขาดตอนอย่างไรก็ตามปัญหาการขาดแคลนเงินทุนของอาเซียน อาจไม่ใช่ปัญหาสำคัญ หากอาเซียนสามารถพัฒนาแผนงาน/โครงการที่ดี
ก็น่าจะสามารถขอรับความช่วยเหลือ ทั้งจากภาคเอกชน และ ประเทศคู่ เจรจา ตลอดจนองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศต่างๆได้
ข้อสังเกต
1) การใช้เงินกองทุนอาเซียนไปในกินกรรมที่มุ่งเน้นด้าน
วัฒนธรรม ดังกล่าว ยังเป็นการดำเนินงานใช้เงินอย่างไม่เต็ม
ประสิทธิภาพ (under-utilized) ยึดติดกับตัวบุคคล และมักจะเป็นการป้อนผลงานให้กับตนเอง
(คือฝ่ายเลขาธิการ) เป็นส่วนใหญ่
2) ทิศทางการให้ความช่วยเหลือจากประเทศคู่เจรจา
มีการเปลี่ยนแปลง กล่าวคือ ประเทศที่ให้ความช่วยเหลือหลายประเทศ
เมื่อเห็นว่า อาเซียนมีความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจมากขึ้นเป็นลำดับ จึงไม่ตกอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีคุณสมบัติที่จะสามารถรับความช่วยเหลือ
ได้อีกต่อไป ความสนใจของประเทศให้ความช่วยเหลือ ได้มุ่งไปที่กลุ่มประเทศยากจนในทวีปแอฟริกาแทน
3) ทิศทางการให้ความช่วยเหลือในระยะที่
2 ตั้งแต่ในระยะ ค.ศ. 1995-96 ก่อนที่จะเกิดวิกฤตเศรษฐกิจในอาเซียน ได้เปลี่ยน
แปลงไปให้ความสำคัญกับความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจแทนกิจกรรมทางด้านสังคม ทั้งนี้
ทั้งประเทศสหรัฐ และสหภาพยุโรป รวมทั้ง ญี่ปุ่น
ต่างหันมาให้ความสำคัญกับกิจกรรม การปรับโครงสร้างพื้นฐานเศรษฐกิจ เพื่อรองรับการพัฒนาอย่างยั่งยืนของอาเซียน
อาทิ การให้ความ
สำคัญกับการฝึกอบรมเพื่อยกระดับคุณภาพ มาตรฐานสินค้า การสร้างความเข้าใจ และเตรียมความพร้อมกับกฎ
กติกา การค้าโลก เช่น
WIPO/ IPR เป็นต้น แต่ก็ได้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจขึ้นเสียก่อนที่ความช่วยเหลือเหล่านั้นจะเห็นผลในทางปฏิบัติ
4) ในขณะที่กำลังมีการเปลี่ยนแปลงทิศทางความร่วมมือดังกล่าว
แต่กลับปรากฏว่า โครงสร้างการบริหารจัดการของอาเซียน ยังไม่
พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง กระบวนการบริหารจัดการโดยเฉพาะด้านการเงิน ยังต้องผ่านกลไกของคณะทำงาน
ASEAN Standing
Committee (ASC) ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งมีจุดมุ่งหมาย
(agenda) ของตนเอง ไม่สอดคล้องกับทิศทาง
เศรษฐกิจของโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงเคลื่อนไหว อย่างรวดเร็ว ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ
ขาดการจัดลำดับความสำคัญโครงการ ด้านเศรษฐกิจยังได้รับ
ความสนใจน้อยกว่าด้านมนุษยธรรม และสังคม ซึ่งเป็น agenda ที่ล้าสมัยไปแล้ว และที่สำคัญอีกประเด็นหนึ่งคือ
ขั้นตอนการพิจารณา ใช้
เวลายาวนาน ไม่มีความคล่องตัว กว่าจะได้รับพิจารณาอนุมัติโครงการนั้นๆก็ล้าสมัยไปแล้ว
หรือไม่ทันกับการแก้ปัญหา จึงอาจกล่าวได้ว่ากลไก
ปัจจุบันของอาเซียน เป็นอุปสรรคขัดขวางการเพิ่มประสิทธิผลการแสวงหาความร่วมมือในอาเซียนเป็นอย่างมาก
สะท้อนให้เห็นความจำเป็นใน
การปรับโครงสร้างกลไกการบริหารจัดการของอาเซียนในภาพรวมอย่างขนานใหญ่
5) ความเคลื่อนไหวในปัจจุบัน
ในขณะที่ยังไม่สามารถยกเครื่องฝ่ายเลขาธิการอาเซียนได้ ปรากฏว่า กลุ่มความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ
เริ่มพยายามดิ้นรนให้หลุดพ้นจากวงจรนี้ โดยพยายามหันไปประสานกับประเทศคู่เจรจาโดยตรง
และพยายามพัฒนาจัดกลไกการบริหารจัดการ
ด้านการเงินภายในกลุ่มของตนต่างหาก แยกออกมาเป็นเอกเทศโดยไม่ผ่าน ASC การดำเนินงานด้านอี
อาเซียนนับเป็นตัวอย่างหนึ่งที่เห็น
ได้ชัด
6) การ restructure
อาเซียนโดยรวม จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับบทบาทของภาคเอกชน โดยให้ภาคเอกชนเป็นตัวผลักดันรัฐบาล
ให้สนับสนุนกิจกรรมด้านต่างๆให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคเอกชน
7) ระบบการบริหารจัดการของอาเซียน
เป็นระบบที่ซับซ้อน ในลักษณะการควบคุม 2 ระบบอยู่ด้วยกัน (Dualistic)โดยรับมาจากระบบ
ของ UN ซึ่งเน้นภารกิจในการให้ความช่วยเหลือคนยากจน จึงต้องการระเบียบตรวจสอบการใช้จ่ายที่รัดกุม
และมีขั้นตอนมาก เพื่อป้องกันการ
รั่วไหล ในขณะที่ขาดทิศทาง และการกำหนดกลยุทธ์ในการแสวงหาผลประโยชน์ร่วมกันในอาเซียน
เพื่อกำหนดเป็นนโยบายที่เป็นรูปธรรม
8) อาเซียน และผู้นำอาเซียนมักนำเสนอความริเริ่มใหม่ๆอย่างต่อเนื่อง
มีการสร้างวิสัยทัศน์ และภารกิจ (Engagement) ที่รอผลใน
ทางปฏิบัติอยู่ตลอดเวลา แต่ประเด็นที่เป็นคำถามสำคัญคือ จะมีการจัดลำดับความสำคัญอย่างไรหรือไม่นั้น
ยังไม่มีความชัดเจน ทำให้การ
ดำเนินงานสะเปะ สะปะ ไร้ทิศทาง และไม่สามารถติดตามความสำเร็จในเรื่องใดๆได้อย่างเป็นรูปธรรม
9) การเรียนรู้ด้าน
ศักยภาพ และ ขีดความสามารถการแข่งขันของสมาชิกอาเซียนน่าจะเป็นประโยชน์ และเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการ
กำหนดทิศทางนโยบายของ อาเซียนในภาพรวม ซึ่งประเทศสมาชิกน่าจะได้ให้ความสนใจ และกลับไปศึกษาผลงานการศึกษานั้นอย่างละเอียด
อย่างไรก็ตาม การจัดทำดัชนีขีดความสามารถการแข่งขันของแต่ละประเทศ ถึงแม้ว่าจะเป็นข้อมูลที่ดี
และมีประโยชน์ในระดับหนึ่ง แต่ประเด็นที่
น่าจะต้องให้ความสำคัญ และค้นหาเพื่อนำมาใช้ประโยชน์อย่างจริงจังมากกว่านั้นก็คือ
การศึกษาเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมสำคัญๆของอาเซียน อาทิ
อุตสาหกรรมรถยนต์ อุตสาหกรรม เกษตร ว่าแต่ละสมาชิกอาเซียน มีจุดอ่อน จุดแข็งอย่างไร
วิเคราะห์ทั้งทิศทาง และโครงสร้างอุตสาหกรรมของโลก
แต่ละประเภท และของอาเซียน เพื่อกำหนดกลยุทธ์ ทั้งจุดรุก และจุดถอยของอาเซียนให้ชัดเจน
โดยจะต้องยึดทิศทาง และนโยบายของอาเซียนใน
ภาพรวมเป็นหลัก การเจาะตลาด จะต้องมีการวางตำแหน่ง (position) ทั้งของอาเซียน
และสมาชิกแต่ละประเทศให้ชัดเจน ที่สำคัญอีกประการหนึ่ง
คือ การชี้ประเด็นทิศทางด้านการ วิจัย และ พัฒนาสินค้า (Research and Development)
ให้ชัดเจน ตลอดจน การชี้ช่องทาง และโอกาสการ
ดึงภาคเอกชนเข้ามีส่วนร่วม
กรณีตัวอย่าง
อุตสาหกรรมรถยนต์ในประเทศไทย เป็นศูนย์รวมการผลิตแทบทุกยี่ห้อ แต่เรายังขาดความเข้าใจกลยุทธ์การผลิต
การตลาด
ของแต่ละยี่ห้อ ว่ามีความเหมาะสมกับสถานการณ์ของประเทศไทยอย่างไร หรือไม่ เพื่อโอกาสในการกำหนดทิศทางการปรับตัวของอุตสาหกรรม
เหล่านั้นให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศไทย และเพื่อที่จะได้กำหนดตำแหน่ง และทิศทางการพัฒนาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การพัฒนาด้าน ICT
นับเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ และเป็นจุดแข็งของภูมิภาคนี้ เมื่อคำนึงถึงขนาดของตลาดในภูมิภาค
ประเด็นคำถามคือ
เราจะไปทางไหน ในขณะที่ high technology เป็นเรื่องที่ไม่สามารถจะเข้าถึงได้เลย
และ low technology ทุกประเทศสามารถจะเข้าถึงและพัฒนา
ได้ทัดเทียมกัน ที่ต้องทำความเข้าใจคือ IT sector เป็นเพียงส่วนเล็กในภาพใหญ่
เรื่องที่น่าสนใจมี อาทิ space technology แต่ก็เป็นเรื่องที่เล่นคน
เดียวไม่ได้ ในขณะนี้ อาเซียนมีprogram ด้าน ดาวเทียมเพื่อการสื่อสารเป็นจำนวนมาก
แต่ทำงานในลักษณะแยกส่วน ต่างคนต่างทำ เป็นเหตุให้ มี
กำลังการผลิต (capacity) ส่วนเกิน ในขณะที่ไม่สามารถซื้อเทคโนโลยีในระดับสูงได้
และ เป็นเรื่องที่มีความซับซ้อนเกี่ยวข้องกับกลุ่มผลประโยชน์
มากมาย รวมทั้งผลประโยชน์ทางการเมือง ในทางตรงกันข้าม หากมีดาวเทียมที่มีคุณภาพของอาเซียน
เพียง 2 ดวงก็จะสามารถให้บริการครอบคลุม
พื้นที่ได้อย่างทั่งถึงแล้ว ลดปัญหาความซ้ำซ้อน และการใช้ทรัพยากรอย่างสิ้นเปลืองลงได้อย่างมาก
ด้าน e-Commerce
เป็นประเด็นที่ให้ประโยชน์โดยตรงกับภาคธุรกิจ ในระยะเริ่มแรก เป็นเรื่องที่ภาคเอกชนได้เข้ามามีส่วนร่วม
โดย
เฉพาะในประเด็น การมีส่วนร่วมในการแลกเปลี่ยนและกำหนดประเด็นนโยบายที่สำคัญ แต่เมื่อดำเนินการไประยะหนึ่งภาคเอกชนกลับหายไป
เมื่อภาครัฐกลับเป็นผู้นำทั้งหมด การดำเนินงานจึงผิดทิศทาง
โดยสรุป มีความจำเป็นต้องมองภาพรวมระดับ
regionalให้ภาคเอกชนมีบทบาทนำ และต้องมีการจัดลำดับความสำคัญโครงการความร่วมมือ
ในระดับภูมิภาคร่วมกันการเสวนาแลกเปลี่ยนความเห็น
1) ในส่วนของภาคเอกชนไทยด้านอุตสาหกรรม
IT เห็นความสำคัญของการเข้าไปมีบทบาทในเวทีระดับภูมิภาค เพื่อระดมความร่วมมือ
ในการสร้างความเข้มแข็งของอุตสาหกรรม คอมพิวเตอร์ และขยายตลาดในภูมิภาค โดยในระหว่างวันที่
28-30 พฤศจิกายน ศกนี้ ประเทศไทยจะ
เป็นเจ้าภาพจัดประชุมสมัชชาครั้งที่ 20 ของ Asian-Oceanian Computing Industry
Organization : ASOCIO ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนภาครัฐ
ในระดับรัฐมนตรีด้าน IT ของประเทศต่างๆ และพยายามจะผลักดันให้ผู้แทนประเทศไทยเข้ารับตำแหน่งประธานสมัชชาสมัยหน้า
ซึ่งกำหนดให้
มีการเลือกตั้งใหม่ในการประชุมคราวนี้ เพื่อโอกาสในการผลักดันวาระการพัฒนาที่สอดคล้องกับความต้องการและ
แผนแม่บทการพัฒนาด้าน IT
ของประเทศไทย นอกจากนี้ยังมีความประสงค์จะผลักดันให้ไทยเป็น Production Hub ด้านIT
เพื่อเชื่อมโยงให้ประเทศเล็กๆในภูมิภาคอาเซียน
ยกระดับความสามารถการผลิตภายในประเทศของตน (โดยอาจใช้เชียงใหม่เป็นฐาน เนื่องจากรัฐบาลกำลังมีนโยบายให้ใช้เชียงใหม่เป็น
IT city)
และให้สิงคโปร์เป็นผู้นำด้านการตลาด ในประเด็นนี้ หากได้รับการสนับสนุน ภายใต้กลไก
การดำเนินงานขงอาเซียน และ อีอาเซียน น่าจะมี
น้ำหนักมากขึ้น โดยอาจจัดให้มี side meeting ร่วมกับการประชุม อี อาเซียน
2) ASEAN Industry
Hub เช่น กลุ่มอุตสาหกรรม เคมี เหล็ก ได้มีความร่วมมือระหว่างกัน เพื่อผลักดันรัฐบาล
แต่ขณะนี้นับว่ายังอ่อนแอ
ในกรณีของ ASEAN Affirmative Association ด้านรถยนต์ นับว่ามีการจัดโครงสร้าง
และวิธีการดำเนินงานที่ถูกทิศทางแล้ว แต่ปัญหาหลักของ
Industry Club คือประเด็นด้าน Conflict of Interest ทั้งภายใน และภายนอกประเทศ
ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของการแสวงหาความร่วมมือในกลุ่มภาค
เอกชน ซึ่งจะต้องหาวิธีการบริหารจัดการให้ได้
3) การนำเสนอความร่วมมือของภาคเอกชนในระดับภูมิภาค
หากอยู่ในรูปของการผลักดันในระดับนโยบายที่ทุกประเทศสามารถได้รับ
ประโยชน์ร่วมกันได้ น่าจะมีความเป็นไปได้มากกว่าในระดับการจัดทำโครงการร่วมกัน
ความร่วมมือในระดับโครงการนับว่ามีมูลเหตุจูงใจ แต่คงต้อง
เป็นเรื่องค่อยเป็นค่อยไป และต้องใช้เวลา ในเบื้องต้น ควรเริ่มด้วยการสร้าง Cohesive
Theme ให้กับกลุ่มก่อน ในขณะที่กลุ่มอาเซียนถือเป็นจุด
เชื่อมโยงที่ดี ควรใช้อาเซียนเป็นฐาน และการดำเนินงานภายใต้อาเซียนไม่จำเป็นต้องมีสมาชิกครบทั้ง
10 ประเทศ ความเป็นไปได้ น่าจะอยู่ที่การหา
แนวร่วม (alliance) โดยต้องมีกระบวนการ lobby กันก่อนด้วย ประเด็นคือจะต้องหยิบยกเรื่องของผลประโยชน์มาหารือกันให้ชัดเจน
การมองเป็น
กลุ่มแทนประเทศก็มีความสำคัญมาก การแบ่งงานกันระหว่างสิงคโปร์ ไทย และ มาเลเซียน่าจะมีความเป็นไปได้
และโครงสร้างใหม่ของอี-อาเซียน
ซึ่งมีกลไกของภาคเอกชนในรูปของ Private Sector Advisory Group ก็น่าจะเป็นช่องทางแสวงหาความร่วมมือที่ดีได้
4) ความริเริ่มที่เป็นรูปธรรมในอาเซียน
มักจะเกิดยาก เพราะมีการกีดกันระหว่างกัน เมื่อมีความรู้สึกขัดผลประโยชน์ ฉะนั้น
โครงการ
ที่ต้องการผลักดันร่วมกัน ควรมองที่ประโยชน์ร่วม และการแบ่งปันทรัพยากรด้านต่างๆร่วมกัน
แทนที่จะคำนึงถึงเฉพาะผลได้ภายในประเทศของตน
เอกสารแนบ
การเสวนา
"บาบาทของสำนักเลขาธิการอาเซียน และ การเพิ่มประสิทธิผลการดำเนินงานภายใต้กรอบความร่วมมืออี-อาเซียน"
วันที่ 5 พฤศจิกายน 2545
ณ ห้องประชุมศูนย์ประสานงานอี-อาเซียน
ลำดับที่ ชื่อ - นามสกุล
หน่วยงาน
วิทยากร
1 ดร. สุทัศน์ เศรษฐ์บุญสร้าง Price Waterhouse Coopers
ผู้เข้าร่วมเสวนา
2 คุณจำรัส สว่างสมุทร สมาคมธุรกิจคอมพิวเตอร์ไทย
3 คุณจิตตภัทร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
4 คุณจิตติภรณ์ ฉันทโรจน์ศิริ เนคเทค
5 คุณเจริญจิตร โพธิ์ทอง ศูนย์ประสานงานอี-อาเซียน
6 ดร. ชนม์ชนก วีรวรรณ ธนาคารเอเชีย
7 คุณชมพูนุท สุทธิธรรม สวทช.
8 คุณนัดดาเนตร ชื่นวนิช กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ
9 คุณปฐมพร ศรีอรุณเอี่ยม ศูนย์ประสานงานอี-อาเซียน
10 คุณปาริชาติ คฤหาสน์สุวรรณ กรมไปรษณีย์โทรเลข
11 คุณพัชราภรณ์ พึ่งธรรม กรมไปรษณีย์โทรเลข
12 ดร. พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ ศูนย์ประสานงานอี-อาเซียน
13 คุณภูมิศักดิ์ สมุทคุปต์ เนคเทค
14 คุณมนู อรดีดลเชษฐ์ สมาคมธุรกิจคอมพิวเตอร์ไทย
15 คุณรอยบุญ รัศมีเทศ เนคเทค
16 คุณวัชรี อิทธิอาวัชกุล กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ
17 คุณสกรรจ์ แสนโสภา กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ
18 คุณอรณา ฉันตระกูลโชติ กรมไปรษณีย์โทรเลข
19 คุณอารยา ดานุเสถียรพงศ์ เนคเทค
