โดย.....ดร.พิเชฐ
ดุรงคเวโรจน์
เทศกาลตรุษจีนในปีนี้คงจะคึกคัก
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งเป็นปีแรกที่ได้ก้าว
เข้าสู่กระแสโลกาภิวัตน์อย่างเป็นทางการ ด้วยการเป็นสมาชิกรายล่าสุดจากจำนวน
143 ประเทศของ องค์การการค้าโลก
(WTO)ความจริงตั้งแต่วันที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2544 เป็นต้นมา หากจะมีการฉลองชัยกันในประเทศจีนก็อาจจะมีการฉลอง
ชัยในประเทศอื่น ๆ ที่เตรียมตัวลอดช่องกฎหมายที่กำลังจะเปิดกว้างขึ้นของประเทศจีนเข้าไปทำมาค้าขายในตลาดที่มี
ผู้บริโภคมากที่สุดในโลก คือใน ราว 1,300 ล้านคน แม้ยังเป็นที่คาดเดากันอยู่และคงจะต้องคาดเดากันไปอีกหลายปีว่า
"ใครได้ใครเสีย" ในการที่จีนเข้าสู่ระบบการค้าโลกนั้น แต่ "ความแน่นอน"
ที่กำลังเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วก็คือ ช่วงปรับเปลี่ยน
ให้เข้ากับกฎเกณฑ์ของ WTO ภายใน 5 ปี ซึ่งรวมถึงการลดเลิกการผูกขาดของรัฐวิสาหกิจ
การลดภาษี และมาตรการอื่น ๆ
เพื่อความเสมอภาคทางการค้าที่เท่าเทียมกับประเทศสมาชิกอื่น ๆ
คาดคะเนกันว่า
ภายในสามสี่ปีข้างหน้า จีนจะมีส่วนแบ่งตลาดการส่งออกโลกถึงร้อยละ 6.8 คิดเป็นสองเท่าของ
สถิติเมื่อเจ็ดปีที่แล้ว ในขณะที่การนำเข้าก็จะขยายตัวตามในอัตราร้อยละ
6.6 ผลคือเกิดการระดมทุนที่เรียกว่า การลงทุน
โดยตรงจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment) ที่ประเทศจีนจะดูดเข้ามาทวีคูณ
จากสถิติ 50,000 ล้านเหรียญ
สหรัฐในปีที่ผ่านมา หรือคิดเป็นร้อยละ 30 โดยประมาณของ FDI ทั่วโลก
ผลกระทบทางด้านลบที่อาจจะตามมา
คือภาวะการว่างงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเอาไขมันออกจาก รัฐวิสาหกิจ
ซึ่งจะมีผลทำให้เกิดการเลิกจ้าง ว่ากันว่าเพียงสามสี่ปีที่ผ่านมา มีคนตกงานไปแล้ว
35 ล้านคนใน กิจการรัฐวิสาหกิจเพราะ
การล้มละลายบ้าง การลดขนาดองค์กรบ้าง และการเปลี่ยนระบบบริหารเป็นแบบเอกชน
(Corporatization แต่ยังไม่ถึงกับ
Privatization)ใครจะได้หรือใครจะเสียในเกมส์ "ไพ่ในมือจีน" นี้คงต้องดูลงไปเป็นรายสาขาของธุรกิจและอุตสาหกรรม
ตัวอย่างเช่นอุตสาหกรรมผลิตคอมพิวเตอร์พีซี ซึ่งประเทศจีนเองเป็นผู้ผลิตส่งออกเช่นเดียวกับประเทศยักษ์ใหญ่อย่างสหรัฐ
หรือญี่ปุ่น เมื่อสิบปีที่แล้ว จีนมีการส่งออกคอมพิวเตอร์ไปยังตลาดสหรัฐเพียงหนึ่งเปอร์เซ็นต์
มาบัดนี้ยอดส่งออกเพิ่มสูงขึ้น
เป็น 13 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ญี่ปุ่นสามารถส่งคอมพิวเตอร์ออกไปขายได้น้อยลงหนึ่งเท่าตัวในระยะเวลาเดียวกัน
ปัจจุบันจีนเป็นประเทศส่งออกพีซีใหญ่เป็นอันดับสามของโลก
แต่จะแซงญี่ปุ่นเข้ามาเป็นอันดับสองภายในสี่ปี
ข้างหน้าความสำเร็จของจีนทางด้านการผลิตคอมพิวเตอร์ส่วนหนึ่งมาจากจีนไต้หวัน
ซึ่งเคลื่อนย้ายฐานผลิตพีซีมายังผืน
แผ่นดินใหญ่เพื่อผลิตเพื่อปะยี่ห้อขายหรือที่เรียกว่า "โออีเอ็ม"
(Original-Equipment Manufacturing) ด้วยเหตุผล
ค่าแรงที่ถูกแถมบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง "เดลล์" และ "ไอบีเอ็ม"
ก็ยังไปตั้งรกรากที่นั่นอีก ทำให้พลังเพิ่มขึ้นมหาศาล เหมือน
อย่างที่ไอบีเอ็มและซีเกทมาตั้งฐานการผลิตฮาร์ดดิสก์ที่ปราจีนและโคราชนั่นเอง
เพียงแค่ตลาดการใช้พีซีและโทรศัพท์
มือถือในหมู่ประชากรจีนก็ทำให้พ่อค้าน้ำลายไหลยืดยาวเสียแล้ว ปี ๆ หนึ่งยอดการซื้อพีซีพุ่งขึ้นกว่าร้อยละ
20 ในขณะ
ที่ยอดผู้ใช้โทรศัพท์มือถือเลยสถิติโลกของสหรัฐไปเมื่อปีที่แล้ว นี้เอง
แต่การใช้พีซีของจีนมีข้อที่น่าสนใจอยู่ประการหนึ่ง
นั่นคือ ผู้จำหน่ายรายใหญ่กลับกลายเป็นบริษัทของจีนเอง
ชื่อ "ลีเจนด์กรุ๊ป" (Legend Group) ซึ่งมีฐานอยู่ที่กรุงปักกิ่ง
และเป็นผู้กำสิทธิ์ในการจัดหาคอมพิวเตอร์ให้กับรัฐวิสาหกิจ
ใหญ่ ๆ ของจีน ซึ่งต่อไปก็คงจะต้องแข่งขันกับบริษัทข้ามชาติมากขึ้นเป็นแน่ทางด้านโทรคมนาคม
ในลักษณะเดียวกัน
กับประเทศไทยที่ออกกฎหมายให้ต่างชาติเข้ามาร่วมลงทุนใน กิจการโทรคมนาคมได้มากขึ้นนั้น
จีนก็กำลังจะเปิดให้
บริษัทต่างชาติเข้ามาถือหุ้นในบริษัทโทรคมนาคมได้ 49% ภายในสามปีข้างหน้า
แต่อาจจะสงวนให้ทำได้ในบางบริเวณ
ของประเทศทางด้านอินเทอร์เน็ตเกือบจะไม่ต้องพูดกันมาก เพราะอัตราการใช้พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วยิ่งกว่าโทรศัพท์มือถือ
เสียอีก
โอกาสทางการค้าที่น่าชื่นชมก็ถูกค้านด้วยความปวดหัวเรื่องการควบคุมสื่ออินเทอร์เน็ต
ซึ่งท้ายที่สุดก็คุมไม่ได้
ถือเป็นความท้าทายที่ผู้บริหารหลังท่านประธานาธิบดีเจียงเจ๋อหมิน และนายกรัฐมนตรี
จู หรงจี จะต้องบริหารจัดการเพื่อ
หลีกเลี่ยงสิ่งที่เคยเกิดขึ้น เช่น ที่เทียนอันเหมิน เป็นต้น ยังมีอีกหลายวงการที่กำลังเคลื่อนตัวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว
ไม่ว่า
จะเป็นวงการผลิตรถยนต์ธุรกิจ ประกันภัย สินค้าเกษตร ตลอดจนภาคการธนาคาร
โดยเฉพาะธุรกิจประเภทหลัง ซึ่งคน
จีนกลัวภัยของความ ล้าหลัง จนทำใจกล้ายอมให้ธนาคารต่างชาติเข้ามาเร็วกว่าเพื่อน
เพื่อยกระดับ "เทคโนโลยี" ภาคการ
เงินให้ทันกับโลก
"ไพ่ในมือจีน"
ใบนี้จึงเป็นของจีนและคู่ค้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เวลาในการขับเคลื่อนความสัมพันธ์ทางการค้า
ไทย-จีน มีความเร่งด่วน ท่ามกลางประเทศคู่ค้าทั่วโลก
-------------------------------------------
หมายเหตุ : บทความนี้เขียนลงหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ คอลัมน์ "ทางด่วนสายไอที"
เมื่อวันที่
31 มกราคม 2545
|