|
โดย.....ดร.พิเชฐ
ดุรงคเวโรจน์
ท่ามกลางความปั่นป่วนทางเศรษฐกิจของภูมิภาคอเมริกาใต้
โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศอาเยนตินา ธุรกิจไฮเทค
อย่างเช่นคอมพิวเตอร์ก็ได้รับผลกระทบจนหน้าเขียวกันไปตาม ๆ กัน เพราะแนวโน้มที่คนจะเก็บสตางค์ไว้ใช้ยามยาก
มีมากกว่าการลงทุนซื้อคอมพิวเตอร์เครื่องละหลายหมื่นไว้ใช้ แม้จะเป็นที่มาของการเรียนรู้
แต่ก็สู้กระแสความกลัวอดอยาก
ไปไม่ได้อย่างแน่นอน
ในประเทศบราซิล
บริษัทชื่อว่า "เมทรอน" ก็เป็นอีกหนึ่งบริษัทที่กำลังประสบปัญหาขายคอมพิวเตอร์ไม่ออก
อย่างหนัก จนกระทั่งวันหนึ่ง ลาภอันมหัศจรรย์ก็มาถึง เมื่อกระทาชายนาย
ซิลวิโอ ซานโตส เป็นดั่งพระมาโปรด
นายซานโตสของบราซิลก็คือ คุณไตรภพของไทยนั่นเอง ทุกครั้งที่คุณซานโตสเอ่ยปากเรื่องใดในรายการ
"เกมเศรษฐี"
ของบราซิล ประชาชนคนดูก็ให้ความสนใจอย่างกว้างขวางและ ต่อเนื่อง เหตุเกิดขึ้นเมื่อครั้งที่กลุ่มบริษัทคอมพิวเตอร์เป็น
สปอนเซอร์ของรายการ โดยขอให้พิธีกรเอื้อนเอ่ยโฆษณาถึงโปรโมชั่นขายคอมพิวเตอร์เพื่อ
"ลดช่องว่างดิจิทัล" คุณซานโตส
ก็บรรยายสรรพคุณเสร็จสรรพ ถึงความคุ้มค่าของการซื้อคอมพิวเตอร์ พรินเตอร์
และซอฟต์แวร์ซึ่งลดราคาให้เป็นพิเศษ
สำหรับรายการนี้ พูดทีไรก็ทำให้ผู้ชมหน้าจอทีวีกริ๊งกร๊างเข้ามาสอบถามยังศูนย์รับโทรศัพท์ของกลุ่มบริษัทนี้ทุกครั้งไป
ถึงโปรโมชั่นที่เรียกว่า "คอมพิวเตอร์สำหรับคนเป็นล้าน" (Computer
of the Million) อันเด็ดสะระตี่นี้
สองสามเดือนของรายการที่มีโฆษณาดังกล่าวนี้
มีคนซื้อคอมพิวเตอร์ไปเหนาะ ๆ 18,000 เครื่อง เผอิญว่าครึ่ง
หนึ่งมาจากบริษัทเมทรอนนี้เอง ซึ่งเป็นหนึ่งในสี่บริษัทที่เข้าร่วมรายการ
และมีผลทำให้เมทรอนขายเครื่องได้มากกว่าสินค้า
ของนอกชื่อดังที่เรารู้จักกันในประเทศไทยดี อย่างน้อยก็ในไตรมาสนั้น หลังจากนั้นคุณซานโตสก็เลือกที่จะให้เมทรอน
เป็นสปอนเซอร์คอมพิวเตอร์เจ้าเดียวในรายการ
ย้อนกลับมาดูประวัติของบริษัทนี้
ซึ่งเริ่มโดยกระทาชายนายลีโอน พิจิออตโต เมื่อสิบกว่าปีก่อนทำมิเตอร์แท็กซี่
แบบอิเล็กทรอนิกส์ขายเมื่ออายุยี่สิบนิด ๆ แล้วขยายสินค้าออกมาเป็นเครื่อง
ป้องกันความดันไฟฟ้า สำหรับคอมพิวเตอร์
หลายปีผ่านไป รัฐบาลบราซิลผ่อนคลายการนำเข้าสินค้าต่างประเทศ นายลีโอนก็เลยนำเข้าชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์
แล้วขาย
ต่อให้กับห้องแถวต่าง ๆ ที่นิยมประกอบคอมพิวเตอร์ทีละสิบยี่สิบตัวขายให้กับชาวบ้านจากหลังร้าน
แต่นายลีโอนก็ใจแข็ง
ไม่ประกอบขายเอง เพราะคิดอย่างไรก็คิดไม่ออก ว่าจะไปขายสู้กับบริษัทยักษ์ใหญ่โดยไม่เจ็บตัวได้อย่างไร
จนกระทั่ง
ลูกค้าหลายรายเริ่มถามว่าทำไมหนุ่มลีโอนไม่ประกอบขายเอง มากเข้านายลีโอนก็ทนไม่ไหว
ประกอบขายจนขายดิบขายดี
ได้ความว่า "'ขายถูก" ตรงกับความต้องการของลูกค้าพอดี (ประชาชนบราซิลหรือไทยก็คงไม่ต่างกันเท่าไหร่)
ในขณะที่
บริษัทอื่นทั้งชื่อดังและไม่ดังขายคอมพิวเตอร์ในราคาเครื่องละ 800 ถึง
1200 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณสามถึงห้าหมื่น
บาทไทย คุณลีโอนจะขายได้ในราคาต่ำถึง 250 เหรียญหรือหนึ่งหมื่นบาทขาดตัวก็มี
หากดูสภาพเศรษฐกิจของประเทศก็จะเห็นได้ว่า
"ความพอดี" อยู่ที่ไหน เพราะคนเดินดินทั่วไปมีค่าจ้างขั้นต่ำ
เพียงเดือนละ 80 เหรียญหรือสามพันกว่าบาท ผู้บริโภคคอมพิวเตอร์กว่าร้อยละ
70 เป็นผู้ซื้อรายใหม่ที่ซื้อเป็นครั้งแรก
ปัจจัยในการตัดสินใจซื้อจึงอยู่ที่ "ราคา" และ "บริการ"
มากกว่าความต้องการในการเติมเครื่องเขียนซีดีหรือกล่องดีวีดีเป็น
แน่ แต่ก็ต้องชมว่าบริษัทอย่างเช่นเมทรอนเก่งพอที่จะเน้นเรื่องบริการ โดยเฉพาะการให้บริการไปติดตั้งคอมพิวเตอร์
เครื่องใหม่ถึงที่บ้านฟรี ๆ ซึ่งกว่าร้อยละ 40 ของลูกค้ามีความประสงค์อยู่แล้ว
แต่ในทางกลับกัน ความสำเร็จของบริษัท
เมทรอนก็ทำให้ห้องแถวที่ประกอบคอมพิวเตอร์เริ่มม้วนเสื่อกันไปทีละรายสองราย
มีสถิติที่ชี้ว่า อุตสาหกรรมประกอบ
คอมพิวเตอร์ห้องแถวมีตั้ง 15,000 ราย ซึ่งวงเล็บไว้เล็ก ๆ ว่าไม่จ่ายภาษีและค่าลิขสิทธิ์แต่ละรายอาจจะประกอบขายได้สัก
ยี่สิบสามสิบเครื่องต่อเดือนและไม่มีรับประกันหรือบริการหลังการขายแต่อย่างใด
แต่เมื่อรวมห้องแถวเข้าด้วยกัน ปรากฏ
ว่ากินตลาดคอมพิวเตอร์ไปกว่าครึ่ง
หลังจากมีคอมพิวเตอร์แล้ว
รายงานข่าวซึ่งมาจากหนังสือพิมพ์นิวยอร์คไทมส์กล่าวไว้ด้วยว่า ราคาค่าบริการ
อินเทอร์เน็ตของบราซิลก็ยังเป็นปัญหาอยู่เช่นเดียวกัน
เพราะสถิติที่กลุ่มองค์กรผู้ผลิตอิเล็กทรอนิกส์ชี้ให้เห็นว่า อุปสงค์
ของประชาชนมีมากถึง 15 ล้านคนเป็นอย่างน้อยที่ต้องการแต่ยังไม่มีไอทีใช้
เพราะไม่มีสตางค์ เพียงพอ ภาครัฐจึงต้อง
เข้ามาช่วยทั้งในส่วนของแรงจูงใจในอัตราเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำและมาตรการจูงใจอื่นๆ
ที่เรียบเรียงมาให้อ่านนี้มิใช่อะไรอื่น
นอกจากชี้ให้เห็นว่า รัฐจะต้องมีมาตรการที่ร่วมมือกับเอกชนในการจัดหาคอมพิวเตอร์และระบบไอทีอื่น
ๆ เช่น
อินเทอร์เน็ตให้ประชาชนได้ใช้และได้เข้าถึง ของบางอย่างอาจจะต้องคิดในลักษณะเดียวกับการสร้างถนนให้ประชาชน
ใช้ในลักษณะที่ เศรษฐศาสตร์เรียกว่า "สินค้าสาธารณะ" แต่อย่าจัดซื้อฮาร์ดแวร์กันอย่างไม่ลืมหูลืมตาหรือโกงระดับชาติ
โดยไม่มีใบเสร็จ ของบางอย่างก็อาจจะต้องอาศัยมาตรการที่จะจี้ให้กลไกตลาดสามารถรองรับความต้องการของประชาชน
ได้ โดยมีเป้าหมายของการพัฒนาสังคมการเรียนรู้บ้าง หรือการสร้างขีดความสามารถทางเศรษฐกิจบ้าง
มาเป็นตัวตั้งทาง
นโยบาย ก็จะเป็นที่มาของการสร้างกลไกที่เป็นแรงจูงใจให้เกิดผลทางเศรษฐกิจกับผู้ผลิต
หรือผู้ค้า ในขณะเดียวกับที่สร้าง
ปัจจัยเอื้ออำนวยให้ประชาชนมีของดียุคไฮเทคไว้ใช้ยกระดับภูมิปัญญา
----------------------------------------------
หมายเหตุ : บทความนี้เขียนลงหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ คอลัมน์ "ทางด่วนสายไอที"
เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2545
|