
โดย.....ดร.พิเชฐ
ดุรงคเวโรจน์
สวัสดีปีใหม่
พุทธศักราช 2545 แด่ท่านผู้อ่านที่เคารพทุกท่าน หวังว่าจะเป็นปีที่ดีขึ้นทั้งในชีวิตส่วนตัวและหน้าที่การงาน
ทั้งมีสติและปัญญาเป็นที่ตั้งกันถ้วนหน้าคิดอยู่หลายวันว่าจะเขียนอะไรเป็นปฐมฤกษ์สำหรับปีใหม่นี้
วัตถุดิบในสมองมีตั้งแต่การ
เผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจที่ยังดูท่าไม่ค่อยดี วงการไอทีที่ยังพอมีลมหายใจอยู่บ้าง
เมื่อเทียบกับหลายวงการ ขบวนการปฏิรูปการ
ศึกษาซึ่งนับวันความชัดเจนจะน้อยลง ไปจนถึงฐานรากของสังคมไทย จากสลัมสู่ชนบทก็เลยคิดว่าน่าจะเขียนถึงเรื่องอนาคต
เพราะทุกวันนี้เราถูกรุมล้อมด้วยเรื่องร้าย ๆ ค่อนข้างมาก และยังคิดว่าน่าจะเขียนอะไรที่สะท้อนให้เห็นภาพของเด็กของเยาวชน
ที่ยังเป็นความหวังและความถูกต้องของสังคมมองไปมองมาก็พบว่า "การเรียนรู้"
นับวันจะเป็นสิ่งสำคัญสำหรับชีวิตมนุษย์ ทั้งใน
ส่วนของการศึกษาการทำงาน วิถีชีวิต และการดำรงอยู่ในสังคมที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว
เราจะเสริมสร้าง "พลังแห่งการเรียนรู้"
ให้กับเยาวชนของเราได้อย่างไร ภายใต้ข้อจำกัดและเงื่อนไขของสังคมไทยและสังคมโลก
อย่างไรก็ตาม
การคิดภายใต้ข้อจำกัดและกรอบความคิดมักจะได้มาซึ่งแนวทางซ้ำ ๆ เดิม ๆ และมีพลังน้อย
เผอิญเมื่อ
เร็วๆ นี้ ผมได้มีโอกาสร่วมจัด "เวิร์คชอป" ชนิดที่เป็นเวิร์คชอปจริง
ๆ นั่นก็คือ ผู้เข้าร่วมมีส่วนร่วมและเป็นเจ้าของความคิด
สุดท้ายจริงๆ ในเรื่องไอทีกับการเรียนรู้ในระดับชุมชน ผลของเวิร์คชอปดังกล่าวผมจะนำเสนอในอีกเดือนสองเดือนข้างหน้า
เมื่อกิจกรรมเสร็จสิ้น แต่ในวันนี้จะขอประเดิมด้วยแนวคิดที่คุณอัลเฟรด
บอร์ค จากศูนย์เทคโนโลยีเพื่อการศึกษาของมหาวิทยาลัย
แคลิฟอร์เนียสาขาเออร์ไวน์ได้เขียนไว้ ในสิ่งพิมพ์ที่ชื่อว่า อินเทอร์เน็ตกับการอุดมศึกษา
หากจะฝันว่า
"การเรียนรู้" ในอนาคตนั้นจะมีคุณลักษณะอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เรายังคิดไม่ออกในปี
พ.ศ. 2545
แต่อาจจะโผล่มาในอีก 5 ปี 10 ปีข้างหน้า ความน่าสนใจก็เริ่มขึ้น เพราะทุกวันนี้
ความคิดของเรายืนอยู่บนพื้นฐานของ
ประสบการณ์อดีตและสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน อย่างมากเราก็จะอ้างถึง
"แนวโน้ม" ที่คาดว่าจะเกิดบนพื้นฐานของปัจจุบัน
แต่หากเราคิดคำนึงถึง "ความไม่แน่นอน" และ "ความไม่เที่ยง"
ของเหตุและปัจจัยในอนาคต โดยไม่จำกัดตัวเองถึงความเป็น
ไปได้หรือความเป็นไปไม่ได้แล้ว ผลลัพธ์หลายต่อหลายอย่างก็จะผุดขึ้นมาอย่างที่ว่า
บางครั้งก็จะทำให้เราได้คิดในหลายอย่าง
ที่ไม่เคยคิดมาเหมือนกัน คุณบอร์ครวบรวมความคิดของนักฝันหลายคนในเรื่องเดียวกันนี้แล้วเล่าให้เราฟังว่า
ในอนาคตนั้น
"ทุกคนคงจะอยากเรียนรู้" ส่วนหนึ่งเพราะเรียนแล้วรื่นรมย์ หรือเรียนแล้วถูกจริตก็แล้วแต่
แต่หากเป็นเช่นนั้นแล้ว คำว่า "การ
เรียนรู้ตลอดชีวิต" นั้นก็จะมีความหมายที่เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น
และจะมีประโยชน์มากมหาศาลต่อโลกที่เปลี่ยนแปลงเร็วมาก
เพราะหากโลกเปลี่ยนแปลงช้า ๆ ความจำเป็นดังกล่าวก็คงจะน้อยลงตามลำดับ
ทุกวันนี้ผมได้ยินว่าเด็กบางคนบอกคุณพ่อคุณแม่ว่าอยากนอนหลับแล้วไม่ต้องตื่น
เพราะตื่นแล้วต้องไปโรงเรียน อะไรกัน
จะขนาดนั้น บางคนคิดว่าโรงเรียนคือสถานจองจำหรือเรียกสั้น ๆ ว่าคุก ลองคิดดูว่าเด็กจะรู้สึกอย่างไร
เมื่อถูกกำหนดให้เรียน
เป็นคาบ ๆ ไม่ว่าจะเหนื่อย จะเมื่อย จะง่วง จะเบื่อ จะไม่สนใจขนาดไหน ทุกอย่างถูกโปรแกรมให้หมด
จะกระทั่งเด็กไทยทุกวัน
นี้ ตัดสินใจเองไม่เป็น แต่รับคำสั่งเก่งมาก
ในหลาย ๆ ปีข้างหน้า
คอมพิวเตอร์อาจจะอ่านทุกอย่างที่ขวางหน้าให้กับเรา เรามีหน้าที่ "สื่อสาร"
กับคอมพิวเตอร์
ก็เป็นการเพียงพอ หากสร้างภาพสุดขั้ว (สำหรับคนสมัยนี้) เช่นนี้ ในอนาคตเด็กอายุ
2 ขวบ หรือ 4 ขวบ ก็จะ "อ่านออกเขียนได้"
ไม่ใช่จากครู แต่จากคอมพิวเตอร์ เพราะความสามารถในการอ่านจะตามมาจากความสามารถในการพูด
และความสามารถใน
การเขียนจะตามมาจากการพูดกับคอมพิวเตอร์ เมื่อคอมพิวเตอร์ฉลาดมากขึ้นอีกหมื่นเท่า
เด็กในอนาคตก็จะเรียนรู้ด้วยระบบ
ติวเตอร์หรือผู้ช่วยสอน เพราะเด็กมีติวเตอร์ติดตัวตลอดเวลา หรือไปที่ไหนก็พบเจอติวเตอร์ได้
เช่น คอมพิวเตอร์นี้เอง การช่วย
สอนของคอมพิวเตอร์ที่ฉลาดจะมีสิ่งที่เรียกว่า "ปฏิสัมพันธ์"
อย่างไม่มีที่ติ สะดวก ได้ผล และไร้อารมณ์ (บางคนอาจจะไม่ชอบ)
คอมพิวเตอร์จะฉลาดพอถึงขนาดช่วยให้ผู้เรียนปรับตัวได้ โดยคอมพิวเตอร์เองนั่นแหละเป็นตัวปรับ
เช่นถ้านายสมชายเป็นคน
เข้าใจอะไรได้ช้า คอมพิวเตอร์ก็จะปรับการปฏิสัมพันธ์กับคุณสมชายในความเร็วและระดับการเรียนรู้ได้อย่างเหมาะสม
หรือหาก
คุณสมหญิงอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ คอมพิวเตอร์ก็จะค่อย ๆ ช่วยสะสมคำและประโยคให้คุณสมหญิงได้ปรับตัวอย่างถูกต้อง
ทุกวันนี้สถาบันการศึกษาและครูส่วนใหญ่ไม่ได้ปรับตัวตามสภาพของเด็กเลยมิใช่หรือ
นอกจากจะปรับได้แล้วการ
เรียนรู้ในวันข้างหน้าบางอย่างจะเร็วมาก เช่น เด็กไม่ถึงสิบขวบจะรู้แคลคูลัสได้อย่างดี
เพราะสิ่งแวดล้อมคอมพิวเตอร์เอื้อให้
เด็กเรียนรู้ได้เร็ว การเรียนรู้ทางไกลกลายเป็นของธรรมดา ที่บ้านก็ได้
เมื่อไหร่ก็ได้ แล้ววันหนึ่ง โลกของเราก็ปราศจาก
โรงเรียน !!!
----------------------------------------------
หมายเหตุ :
บทความนี้เขียนลงหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ คอลัมน์ "ทางด่วนสายไอที"
เมื่อวันที่
3 มกราคม 2545
|