โดย.....ดร.พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์

          ในบรรดาเครื่องมือทางไอทีทั้งหลาย นับตั้งแต่เครื่องและระบบคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์เครือข่าย ระบบสื่อสาร
โทรคมนาคม ตลอดจนอุตสาหกรรมการผลิตชิ้นส่วนและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ หากจะถามว่า ประเทศไทยอย่างเราจะ
ทุ่มไปทางไหน ก็มีทางเลือกเชิงนโยบายให้ได้สองอย่าง อย่างหนึ่งคือหว่านไปให้หมดเผี่อจะมีอะไรดี ๆ เด่น ๆ เกิดขึ้น
อีกอย่างหนึ่งคือทุ่มเฉพาะอย่างให้ดีเลิศประเสริฐศรีไปเลย

          หากจะสมมติว่าใช้วิธีหลัง คือจะทุ่มเฉพาะบางเรื่องไป เพื่อไม่ให้ทรัพยากรการลงทุนลงแรงกระจัดกระจายก็จะ
ต้องเลือกเอาว่า การส่งเสริมอุตสาหกรรมไอทีของไทยนั้นจะพุ่งเป้าไปที่ใดเป็นพิเศษ หนึ่งในตัวเลือกที่สำคัญในปัจจุบันคือ
การพัฒนาอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์นั่นเองที่เป็นเช่นนี้เพราะเหตุผลหลายประการ ประการแรก หากมองในระดับโลกก็มี
สถิติที่ชี้ให้เห็นถึงความเจริญเติบโตอย่างไม่หยุดหย่อนของอุตสาหกรรมสายนี้ ในสหรัฐอเมริกาเอง เมื่อยุคไอทีเริ่มเฟื่อง
อย่างเช่น ในปีพ.ศ. 2530 มีการใช้จ่ายในไอทีอยู่ในราว 142,000 ล้านเหรียญ ในจำนวนนี้ เป็นการลงทุนในอุปกรณ์
สื่อสารเสียร้อยละ 30 คอมพิวเตอร์ร้อยละ 25 อุปกรณ์สำนักงานอัตโนมัติ (Office Automation) ร้อยละ 23
และซอฟต์แวร ์
ร้อยละ 22

          ล่าสุดจากสถิติในปี พ.ศ. 2543 ของกระทรวงพาณิชย์สหรัฐ พบว่ามูลค่าการใช้จ่ายในไอทีของประเทศเพิ่มขึ้น
กว่าสามเท่าตัวจาก 13 ปีก่อนหน้านี้ ตกในราว 467,000 ล้านเหรียญ แต่ที่น่าสังเกตคือสัดส่วนการลงทุนได้เปลี่ยนไป
นำโด่งโดยการใช้จ่ายในซอฟต์แวร์สูงถึงร้อยละ 40 ในขณะที่สื่อสารลดลงเป็นร้อยละ 25 คอมพิวเตอร์ร้อยละ 23 และ
โอเอเหลือเพียงร้อยละ 12

          คำอธิบายอย่างง่าย ๆ คือ "ภาวะอิ่มตัว" ของการที่ประชาชนและธุรกิจมีเครื่องไม้เครื่องมือไฮเทคไว้ใช้ประจำ
บ้านประจำสำนักงานเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ มีผลทำให้ความต้องการในฮาร์ดแวร์ลดลงตามลำดับ แม้ว่าในเชิงปริมาณจะยัง
คงสูงอยู่ก็ตาม แต่ที่สวนทางกันคือความต้องการในตัว "สมองสั่งการ" หรือ "ซอฟต์แวร์" ซึ่งทำให้ผู้ใช้สามารถทำงานที่
ต้องการได้อย่างดีมีประสิทธิภาพ ที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และไม่มีทีท่าว่าจะเพลาลงแต่อย่างใด

          อันนี้เองที่ทำให้เอกชนไทยที่ทำธุรกิจซอฟต์แวร์ตั้งเป้าให้มูลค่าของอุตสาหกรรมนี้เพิ่มขึ้นเป็น 90,000 ล้าน
ในไม่กี่ปีข้างหน้า ซึ่งก็เป็นเป้าหมายที่น่าสนใจ

          ล่าสุด ในเวทีซอฟต์แวร์ระดับโลก แม้ในยามที่เกิดภาวะซบเซาทางเศรษฐกิจทั่วโลก แต่ก็ยังมีความเห็นในวง
ผู้สันทัดกรณีเช่นกลุ่มการ์ตเนอร์ที่คิดว่าความต้องการทางด้านซอฟต์แวร์จะเพิ่มสูงขึ้นอย่างย้อนกระแสเศรษฐกิจในปี
สองปีนี้

          ในธุรกิจซอฟต์แวร์เองก็มีการประยุกต์ใช้ที่หลากหลาย เช่น ซอฟต์แวร์ที่จะรองรับอี-คอมเมิร์ซทางอินเทอร์เน็ต
(Internet Commerce) ที่สะบักสะบอมจากผลของการล่มสลายของธุรกิจ ดอทคอมในตลาดหุ้นแนสแดค มีผลทำให้
ธุรกรรมทางด้านนี้ตกลงกว่าร้อยละ 30 แต่จะโผล่ขึ้นฟ้าอีกครั้งหนึ่งในปีหน้าด้วยการถีบตัวเข้าแดนบวกในอัตราการ
เติบโตประมาณร้อยละ 12

          ซอฟต์แวร์วางแผนด้านทรัพยากรขององค์กรหรืออีอาพี (Enterprise Resource Planning) ซึ่งร่วงลงมา
ร้อยละ 25 เมื่อปีที่แล้ว ก็จะดีวันดีคืนและจะหยุดร่วงอย่างช้าในปีหน้าเพื่อกลับเข้าสู่สภาพปกติ ในทำนองเดียวกัน
ซอฟต์แวร์ใหญ่ ๆ ที่ใช้ในระบบบริหารลูกค้า (Customer-relationship Management) ก็ดีซอฟต์แวร์ที่ใช้ในระบบ
Supply-chain Management ก็ดี รวมไปจนถึงซอฟต์แวร์ที่ใช้ในการบูรณาการ (Application/Integration/
Middleware) ทั้งหลายก็จะเติบโตอย่างน้อยร้อยละ 10 ภายในไม่เกินสิ้นปีหน้า ที่ยังคงเส้นคงวาแม้เศรษฐกิจถดถอยคือ
ซอฟต์แวร์ประเภทรักษาความปลอดภัย (Security Software) ซึ่งโตมาอย่างสม่ำเสมอในช่วงร้อยละ 10 ถึง 20

          หันกลับมาดูตลาดความต้องการซอฟต์แวร์ในประเทศไทยบ้าง แม้ว่าความต้องการในธุรกิจเอกชนเองอาจจะตก
ลงไปตามสภาวะเศรษฐกิจโดยรวม แต่ผู้ประกอบการไทยต่างหวังว่า รัฐบาลจะสร้างอุปสงค์ขึ้นเพื่อก่อให้เกิดการผลิตและ
การให้บริการซอฟต์แวร์

          ความต้องการที่รัฐสร้างตลาดให้ได้มีอยู่ 2 จุดใหญ่ ๆ จุดแรกคือการสร้างตลาดจากนโยบายปฏิรูประบบราชการ
โดยใช้ไอทีเป็นเครื่องมือ หรือที่เรียกกันง่าย ๆ ว่า "รัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์" (e-Government) นั่นเอง ทั้งกระทรวงเก่า
กระทรวงใหม่ที่จะเข้าสู่ยุคไอที ก็จะต้องลงทุนทั้งในระบบบริหาร (back office) และระบบการให้บริการ (front office)

          ตลาดใหญ่อีกตลาดหนึ่งซึ่งยังพูดกันน้อยคือ ตลาดการศึกษาที่ใช้ไอที หรือจะเรียกว่าตลาด e-Education,
e-Learning ก็ได้ หากเป็น e-Education เป้าหมายคือโรงเรียนและสถาบันการศึกษา แต่หากเป็น e-Learning

จะกว้างใหญ่ไพศาลไปอีกมากเพราะรวมไปถึงตลาดแรงงานที่ต้องยกระดับทักษะ (Skill Upgrade) มูลค่าจึงมหาศาล

          การที่รัฐจะสร้างตลาดดังกล่าว แน่นอนว่าจะต้องมีงบประมาณลงมาใช้จ่าย แต่ที่เป็นความท้าทายอีกประการหนึ่ง
คือ การบริหารจัดการเพื่อให้การลงทุนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ลงทุนแล้วมีการใช้จริง ใช้แล้วประชาชนได้ประโยชน์
จริงและที่จะท้าทายอีกชั้นหนึ่งก็คือ การสร้างบุคลากรที่จะมารองรับอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทย การตัดสินใจเชิงนโยบาย
ที่จะนำเข้าผู้เชี่ยวชาญด้านซอฟต์แวร์จากต่างประเทศเพื่อถ่ายทอดทักษะและเทคโนโลยี ตลอดจนการให้ความรู้แก่ผู้ใช้
ในวงกว้าง

          คงจะต้องรอดูก้าวต่อไปของรัฐบาลที่มีภาพผู้นำไฮเทคต่อไป โปรดติดตาม

-----------------------------------------------
หมายเหตุ : บทความนี้เขียนลงหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ คอลัมน์ "ทางด่วนสายไอที"
                  เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2545