ร่วมแบ่งปัน Feedback ของคุณ
ขอขอบคุณสำหรับการเยี่ยมชม Nectec.or.th

เราได้จัดทำแบบสำรวจแบบง่ายๆ เพื่อจะได้ทราบถึงสิ่งที่
ผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์เราชอบและจะทำให้เราได้เรียนรู้
เกี่ยวกับคุณมากยิ่งขึ้น
 
ผลงานวิจัยเด่น

ผลงานวิจัยเด่น

app บริหารจัดการคุณภาพข้าวไทย

บริหารจัดการคุณภาพข้าวไทย

App บริหารจัดการคุณภาพข้าวไทย มีอะไรดี

เราเคยได้ยินไหมว่า ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว ประเทศไทยถือว่าเป็นอู่ข้่่าว อู่น้ำ มาตั้งแต่สมัยก่อน ทำให้ทุกประเทศอยากให้เราครัวโลก แต่เนื่องจากในโลกมีมาตรฐานมากมาย ทำให้เราไม่สามารถก้าวไปสู่มาตรฐานของโลกได้ หนึ่งในมาตรฐานสำหรับข้าวคือ GAP ซึ่งกว่าผู้ตรวจสอบคุณภาพจะผ่านมาตรฐานให้ชาวนาได้ เพราะเป็นงานเอกสาร เก็บข้อมูลซ้ำซ้อน ใช้เวลานาน ทำให้ผลิตผลตกค้าง เสียหายรายได้เป็นจำนวนมาก ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) โดยห้องปฏิบัติการวิจัยเครือข่ายไร้สายและโพรโตคอล ได้พัฒนาแอพพลิเคชั่น สำหรับระบบปฎิบัติการแอนด์รอยด์ โดยใช้ชื่อว่า "ระบบบริหารจัดการคุณภาพข้าว"

Mobile GAP Assessment

เป็นระบบบริหารจัดการคุณภาพข้าวตามมาตรฐาน GAP (Good Agriclture Practices) เพื่อช่วยเกษตรผลิตข้าวเปลือกที่ปลอดภัยจากสารพิษตกค้า่ง และผลิตข้าวเปลือกคุณภาพตรงตามพันธุ์ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพใ้ห้กับเจ้าหน้าที่ในการตรวจรับรองตามาตรฐาน GAP ได้สะดวก รวดเร็วยิ่งขึ้น โดยตัวแอพพลิเคชั่นสามารถใช้ได้บนอุปกรณ์เคลื่อนที่ที่ลงระบบปฏิบัติการ Android ไม่ว่าจะเป็น Tablet หรือ smart phone ทั้งยังผสมผสานเทคโนโลยี GPS และ Google Map ทำให้สามารถจัดเก็บข้อมูลในภาคสนามได้ทันที มีความแม่นยำ ลดปัญหาการกรอกข้อมูลซ้ำซ้อน และช่วยให้เกษตรสามารถขึ้นทะเบียนมาตรฐานได้อย่างรวดเร็ว


Lab

คุณวัชรากร หนูทอง
ห้องปฏิบัติการวิจัยเครือข่ายไร้สายและโพรโตคอล (WNP)
หน่วยวิจัยเทคโนโลยีไร้สาย ข้อมูล ความมั่นคงและนวัตกรรมอิเล็กทรอนิกส์เพื่ออนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อม

โปรแกรมวิเคราะห์ความคิดเห็นบนเว็บไซต์

s-sens

อะไรคือ S-Sense

เอสเซนส์ (S-Sense: Social Sensing) เป็นระบบวิเคราะห์ความคิดเห็นของบุคคลทั่วไปหรือกลุ่มลูกค้าบนโซเชียลมีเดียและเว็บบอร์ด ว่ามีความรู้สึกอย่างไรกับบริการหรือผลิตภัณฑ์ โดยระบบจะรวบรวมข้อความจากแหล่งต่างๆ เช่น Facebook Twitter YouTube หรือ Pantip.com เป็นต้น แล้วนำมาประมวลผลทางภาษาเพื่อแยกแยะ วิเคราะห์ และแสดงผลด้วยรูปแบบที่เข้าใจง่าย

S-Sense เป็นเครื่องมืออำนวยความสะดวกที่เหมาะสมกับยุคสมัย ที่เจ้าของกิจการบริการหรือผลิตภัณฑ์จะสามารถติดตามความเคลื่อนไหว หรือการตอบรับของกลุ่มลูกค้า ช่วยให้สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่แท้จริง และพร้อมรับมือกับปัญหาได้อย่างทันท่วงที

ทิศทางและโอกาสของเทคโนโลยี

เนื่องจากในปัจจุบันจำนวนปริมาณการโพสต์ข้อความแสดงความคิดเห็นของผู้บริโภคที่มีต่อยี่ห้อ ผลิตภัณฑ์หรือบริการต่างๆบนสื่อสังคมออนไลน์ได้เพิ่มจำนวนมากขึ้นอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง เสียงของผู้บริโภคเหล่านี้ไม่ว่าจะเป็นการกล่าวชื่นชม หรือตำหนิติเตียน ล้วนส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของผู้ที่ถูกวิจารณ์ทั้งสิ้น ดังนั้นความต้องการใช้งานเครื่องมือที่สามารถรวบรวม ติดตาม และวิเคราะห์เสียงของผู้บริโภคเหล่านี้เพื่อรับรู้ถึงความต้องการที่เกิดขึ้นบนสื่อสังคมออนไลน์เพื่อนำมาใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารลูกค้าสัมพันธ์ และช่วงชิงความได้เปรียบเชิงการแข่งขันจากคู่แข่งในตลาด จึงมีแนวโน้มที่จะเพิ่มมากขึ้นด้วยเช่นเดียวกัน

กว่าจะมาเป็น S-Sense

ในปัจจุบันเว็บได้ก้าวเข้าสู่ยุคเว็บ 2.0หรือที่เรียกกันว่า เว็บเครือข่ายสังคมออนไลน์ ซึ่งเป็นการใช้เทคโนโลยีเว็บ ผนวกกับการออกแบบเว็บ เพื่อวัตถุประสงค์ในการสนับสนุนการสร้างสรรค์ แบ่งปันและแลกเปลี่ยนข้อมูล การร่วมมือกันของผู้ใช้ข้อมูล จากการใช้งานอย่างแพร่หลายของเว็บเชิงสังคม ทำให้เกิดมีข้อมูลที่สร้างสรรค์ขึ้นโดยผู้ใช้หรือที่เรียกว่า “User Generated Content” เป็นจำนวนมาก ตัวอย่างของข้อมูลดังกล่าวประกอบด้วย คอมเมนต์ หรือ โพสต์ ซึ่งเป็นข้อความแสดงความคิดเห็นบนกระทู้และโซเชียลมีเดียต่างๆ แต่เนื่องจากข้อความส่วนใหญ่บนอินเทอร์เน็ตนิยมใช้ภาษาที่ไม่เป็นทางการหรือภาษาพูด รวมทั้งมีโครงสร้างประโยคที่ไม่ถูกต้องตามหลักไวยากรณ์ภาษาไทย จึงทำให้ยากต่อการวิเคราะห์ ดังนั้นคณะผู้วิจัยได้ทำการวิจัย ออกแบบและพัฒนาระบบ S-Sense ขึ้นมาด้วยเทคนิคการประมวลผลภาษาธรรมชาติสำหรับภาษาไทย (Thai Natural Language Processing) การทำเหมืองข้อความ (Text Mining) และการวิเคราะห์อารมณ์และความรู้สึกจากข้อความ (Sentiment Analysis) เพื่อให้สามารถวิเคราะห์ข้อความที่ใช้ภาษาพูดและไม่เป็นทางการได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทำงานอย่างไร

เริ่มจากระบบจะทำการติดตามและรวบรวมข้อความที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์/บริการ หรือเนื้อหาที่ผู้ใช้สนใจจากแหล่งข้อมูลต่างๆ ได้แก่ เครือข่ายสังคมออนไลน์ (เช่น Facebook หรือ Twitter) เว็บบอร์ด (เช่น Pantip.com) หรือข่าวออนไลน์ เป็นต้น หลังจากนั้นระบบจะทำการวิเคราะห์ข้อมูลเหล่านี้ โดยจะแบ่งการวิเคราะห์ออกเป็น 4 มุมมอง ได้แก่

      • วิเคราะห์คำสำคัญ (Keywords) คำบ่งบอกคุณลักษณะของสินค้าหรือบริการ (Feature Words) หรือคำที่มีการกล่าวถึงบ่อยครั้ง (Frequent Words)
      • วิเคราะห์จุดประสงค์ของข้อความ ว่าข้อความที่รวบรวมมาเป็นข้อความประเภทใด (Intention Analysis) เช่น ร้องเรียนปัญหา คำถามและร้องขอ หรือแสดงความคิดเห็น
      • วิเคราะห์ความคิดเห็นของข้อความว่าเป็นแง่บวกหรือลบ (Sentiment Analysis)
      • วิเคราะห์ระดับการใช้ภาษา (Language Usage Analysis) ว่ามีคำไม่สุภาพหรืิอไม่ และมีลักษณะเป็นภาษาเขียนหรือเป็นภาษาสนทนา

สำหรับผลของการวิเคราะห์จะถูกแสดงในรูปแบบต่างๆเช่น กราฟ หรือ Tag Cloud ผ่าน Interactive Dashboardเพื่อให้ง่ายและสะดวกต่อการใช้งานของผู้ใช้

นำไปใช้งานกับอะไร

      • การติดตามแบรนด์ (Brand Monitoring) หรือการวิจัยตลาด (Market Research) เพื่อสำรวจความพึงพอใจและติดตามทัศนคติของสาธารณะที่มีต่อผลิตภัณฑ์และบริการของตัวเองหรือของคู่แข่ง เพื่อให้ได้มาซึ่งความต้องการที่แท้จริงของลูกค้า ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการจัดการลูกค้าสัมพันธ์ให้ดียิ่งขึ้น และช่วยเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันให้สูงยิ่งขึ้นด้วย
      • การสำรวจผลการตอบรับ (Feedback) ของลูกค้าหรือสาธารณชนที่มีต่อผลิตภัณฑ์ใหม่ หรือแคมเปญใหม่
      • การสำรวจความผูกพันของพนักงานที่มีต่อองค์กร (Employee Engagement) โดยวิเคราะห์ข้อความที่เกี่ยวข้องกับองค์กรที่พนักงานได้โพสต์เป็นคำถามหรือแสดงความคิดเห็น

ท่่านสามารถทดลองใช้งานได้ที่ http://pop.ssense.in.th/


Lab

ห้องปฏิบัติการวิจัยเทคโนโลยีเสียง (SPT)

ระบบแนะนำสำรับอาหารกลางวันสำหรับโรงเรียน

thaischoollunch2

ระบบแนะนำสำรับอาหารกลางวันสำหรับโรงเรียนอัตโนมัติ

เด็กๆ ในวันนี้คือผู้ใหญ่ในวันหน้า การเจริญเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดี มีปัจจัยแวดล้อมหลายอย่าง แต่สิ่งสำคัญที่ขาดเสียไม่ได้ คือ การได้รับอาหารครบ 5 หมู่ การขาดสารอาหารที่สำคัญ เป็นสาเหตุให้โตช้า เจ็บป่วยบ่อย ความสามารถในการเรียนรู้ช้า หรือเด็กบางคนได้รับสารอาหารไขมันมากเกินไป ทำให้เกิดโรคอ้วน การจัดอาหารให้เด็กๆ รับประทานไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะแต่ละโรงเรียนมีเด็กๆ อยู่หลายช่วงอายุ และวัตถุดิบในการจัดทำอาหารก็ขึ้นอยู่กับภูมิภาค พวกเราเล็งเห็นความสำคัญกับการเจริญเติบโต และพัฒนาการของเด็กๆ จึงได้จัดทำระบบแนะนำสำรับอาหารกลางวันสำหรับโรงเรียนอัตโนมัติ ระบบนี้จะจัดบริการอาหารให้ครบคน ครบวัน และให้คุณค่าทางโภชนาการที่เหมาะสมตามแต่ละวัย ตั้งแต่ชั้นอนุบาล ไปจนถึงมัธยม ทำให้คุณครูผู้ดูแลด้านโภชนาการของโรงเรียนสามารถจัดการอาหารให้เด็กๆ ได้อย่างง่าย เพียงแค่คลิ๊กเลือกช่วงอายุ คุณครูก็จะได้เมนูที่ต้องการ สะดวกสบาย

ระบบแนะนำสำรับอาหารกลางวันสำหรับโรงเรียนแบบอัตโนมัติ พัฒนาขึ้นโดยห้องปฏิบัติการวิจัยการประมวลสัญญาณชีวการแพทย์ หน่วยวิจัยวิทยาการสารสนเทศ ร่วมกับสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล

การใช้งาน ผู้ใช้งานสามารถเลือกสำหรับอาหารได้ 2 รูปแบบ คือเลือกแนะนำทั้งสำรับ หรือแนะนำอาหารเพิ่มในสำรับที่ผู้ใช้งานคิดเองเพื่อให้มีคุณค่าทางโภชนาการตามเกณฑ์ และเงื่อนไข สำหรับระบบจะทำงานผ่านอินเทอร์เน็ตทำให้สถาบันโภชนาการสามารถแก้ไข เพิ่มข้อมูลอาหารใหม่ๆ ได้ตลอดเวลา นอกจากนี้ผู้ใช้งานสามารถสามารถวางแผนการจัดการสำรับอาหารกลางวันล่วงหน้า แถมยังสามารถแชร์สำรับอาหารให้กับโรงเรียนอื่นๆ ได้อีกด้วย

ปัจจุบันได้มีการนำไปใช้งานในโรงเรียนประถมศึกษาในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)

สนใจสามารถใช้งานได้ที่ http://sizethailand.org/lunch/


ผู้พัฒนาและวิจัย

ห้องปฏิบัติการวิจัยการประมวลสัญญาณชีวการแพทย์ หน่วยวิจัยวิทยาการสารสนเทศ

ระบบสแตนบายแบบไม่ใช้พลังงาน

zero-watt

การเปิด/ปิด ของอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าด้วยรีโมท ถูกใช้เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ใช้ควบคุมจากระยะทางไกลได้จะต้อง มีภาวะพร้อมใช้งาน (Standby mode) ซึ่งทำให้เกิดการสูญเสียพลังงาน อยู่ที่ 0.5 ถึง 10 วัตต์ เนื่องจากวงจรเซ็นเซอร์ที่รอรับคำสั่งการควบคุม ต้องการไฟเลี้ยงตลอดเวลา พวกเราจึงได้ทำการวิจัยพัฒนาระบบสแตน บายแบบไม่ใช้พลังงานเพื่อลดการสูญเสียพลังงาน

ระบบสแตนบายแบบไม่ใช้พลังงาน ที่พัฒนาขึ้นสามารถลดอัตราการกิน พลังงานลง เนื่องจากการส่งพลังงานในรูปแบบของคลื่นความถี่ (Radio Frequency: RF) แบบไร้สายแทนการส่งพลังงานในรูปแบบของแสง ไม่มีข้อจำกัดของสิ่งกีดขวาง (ยกเว้นสิ่งกีดขวางประเภทโลหะ) ซึ่งในการรับ-ส่งคลื่นวิทยุ ให้สามารถแปลงคลื่นวิทยุเป็นแรงดันระดับกระแสตรงได้ อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อให้สามารถทำการเปิดอุปกรณ์ไฟฟ้าได้ จากระยะที่เหมาะสม นอกจากนี้การใช้รีโมทควบคุมยังมีทิศทางการควบคุมที่อิสระเนื่องจากสายอากาศที่ใช้เป็นสายอากาศแบบรอบทิศทาง

วิจัยและพัฒนาเพื่ออะไร

  • เพื่อสร้างความรู้ทางด้านการส่งพลังงานแบบไร้สายด้วยคลื่น ความถี่วิทยุ
  • เพื่อนำวิธีการส่งพลังงานแบบไร้สายด้วยคลื่นวิทยุมาประยุกต์ ใช้งานกับระบบสแตนบายแบบไม่ใช้พลังงาน
  • เพื่อลดข้อจำกัดด้านความยื่นหยุ่นในการใช้งาน

ระบบสแตนบายแบบไม่ใช้พลังงาน เป็นระบบรับ-ส่งพลังงาน แบบไร้สายที่ช่วยให้รีโมทควบคุมความสามารถควบคุมเปิด/ปิด ของ อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า โดยพลังงานสูญเสียของระบบจะมีค่าเป็น 0 วัตต์ เมื่อเครื่องใช้ไฟฟ้าอยู่ในโหมดสแตนบายเนื่องจากภาครับของระบบไม่ใช้ ไฟเลี้ยง จะเริ่มทำงานเมื่อผู้ใช้กดปุ่มคำสั่ง "เปิด" ของรีโมทควบคุม รีโมทจะส่งพลังงานแบบไร้สายด้วยคลื่นความถี่วิทยุให้กับภาครับของ ระบบตามด้วยสัญญาณข้อมูลควบคุมการเปิดของอุปกรณ์ไฟฟ้า ภาครับ ของระบบจะแปลงพลังงานคลื่นความถี่วิทยุที่ได้รับจากภาคส่งของระบบ ไปเป็นแรงดันกระแสตรงเพื่อใช้ในการกระตุ้นให้สวิทช์ของไฟเลี้ยงอยู่ใน สภาวะพร้อมทำงาน และอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าทำงานเมื่อได้รับสัญญาณ ข้อมูลควบคุมการเปิดที่ตามมาภายหลัง การปิดอุปกรณ์เครื่องใช้ๆไฟฟ้า สามารถทำได้ด้วยการกดปุ่มคำสั่ง "ปิด" ของรีโมทควบคุมการปิดอุปกรณ์ เครื่องใช้ไฟฟ้าเพื่อให้อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้ากลับมาอยู่ในโหมดสแตนบาย

ระบบรับ-ส่งพลังงานด้วยคลื่นความถี่วิทยุ ระบบรับ-ส่งพลังงานแบบไร้สายด้วยคลื่นความถี่วิทยุเป็นส่วน ที่สำคัญที่จะคอยส่งพลังงานแบบไร้สายเพื่อให้ภาครับสามารถแปลง พลังงานคลื่นความถี่วิทยุเป็นแรงดันกระแสตรง ภาคส่งพลังงานแบบไร้ สายด้วยคลื่นความถี่วิทยุประกอบด้วยวงจรออสซิลเลเตอร์สำหรับการ กำเนิดสัญญาณคลื่นความถี่วิทยุ วงจรขยายกำลังสำหรับการขยายกำลัง ของสัญญาณความถี่ที่ได้จากวงจรออสซิลเลเตอร์ และสายอากาศสำหรับ การส่งสัญญาณพลังงานด้วยคลื่นความถี่วิทยุ และสำหรับภาครับพลังงาน แบบไร้สายด้วยคลื่นความถี่วิทยุจะประกอบด้วยสายอากาศสำหรับการรับ ส่งสัญญาณพลังงานที่ได้จากภาคส่ง และวงจรทวีแรงดันที่ใช้ในการ แปลงพลังงานที่ได้จากภาคส่งไปเป็นแรงดันกระแสตรง โดยในการ พัฒนาภาครับส่งพลังงาน ได้เลือกใช้คลื่นความถี่วิทยุที่ความถี่ 920 MHz เนื่องจากเป็นย่านความถี่ที่มีค่าความยาวคลื่นไม่มากนัก ทำให้สายอากาศ ที่ใช้มีขนาดไม่ใหญ่จนเกินไป แต่หากเลือกใช้ย่านความถี่สูงขึ้นเพื่อลด ขนาดของสายอากาศ จะมีค่าการสูญเสียตามระยะทางที่เพิ่มมาขึ้น ส่งผลให้ระยะการควบคุมระบบสแตนบายแบบไม่ใช้พลังงานลดต่ำลง

คุณลักษณะ

    • ขนาด 14.8 x 15.2 x 6.8 เซนติเมตร
    • น้ำหนัก 0.56 กิโลกรัม
    • มีความทนทาน
    • มีความสะดวกในการใช้งาน สามารถใช้ได้กับอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าประเภทเครื่องรับสัญญาณโทรทัศน์ เครื่องเล่นซี ดี/ดีวีดี เครื่องเสียง เครื่องปรับอากาศ และอุปกรณ์อื่นๆ ที่ใช้รีโมทควบคุม ระยะไกลควบคุมการทำงาน
    • สามารถทนกำลังไฟฟ้าของอุปกรณ์สูงสุดถึง 1 กิโลวัตต์
    • สามารถใช้งานได้ในระยะ 3 เมตร

การทดสอบ

ทดสอบด้วยการสั่งการควบคุมการเปิด-ปิด ด้วยรีโมทจากระยะ รัศมี 3 เมตร รอบทิศทางเนื่องจากสายอากาศด้านส่งและด้านรับเป็นแบบรอบทิศทางนั่นเอง การทดสอบการสูญเสียพลังงานสูงสุดต่อการควบคุมการเปิด ของรีโมทหนึ่งครั้ง จะเห็นว่าการกดใช้งานคำสั่งเปิดของรีโมทควบคุม หนึ่งครั้งของระบบสแตนบายแบบไม่ใช้พลังงาน เพื่อให้ภาคส่งส่ง พลังงานที่ระดับ 20 dBm ผ่านสายอากาศ จะมีการสูญเสียพลังงานถึง 1.41 วัตต์ เมื่อเทียบกับรีโมททั่วๆไปที่ใช้พลังงานเพียง 0.2 วัตต์ต่อการกดหนึ่งครั้ง อย่างไรก็ตามการกดควบคุมในครั้งต่อๆ ไปของรีโมทระบบสแตนบายแบบไม่ใช้พลังงานจะมีการสูญเสียพลังงานน้อยลง เนื่องจากการควบคุมครั้งต่อไปรวมไปถึงการปิดจะส่งเพียงสัญญาณควบคุมเท่านั้น

พลังงานสูญเสียสูงสุดของรีโมทควบคุมเพื่อเปิดอุปกรณ์ไฟฟ้า
ประเภทของรีโมท พลังงานสูญเสียสูงสุด
รีโมททั่วๆ ไป (ต่อการกดหนึ่งครั้ง) 0.2 วัตต์
รีโมทของระบบสแตนบายแบบไม่ใช้พลังงาน
ต่อการเปิดอุปกรณ์ไฟฟ้าหนึ่งครั้ง
ต่อการกดคำสั่งรีโมททั่วไปหนึ่งครั้ง
-
1.41 วัตต์
0.21 วัตต์

การเปรียบเทียบการใช้พลังงานในโหมดสแตนบายของระบบทั่วไป กับ ระบบสแตนบายแบบไม่ใช้พลังงานที่พัฒนาขึ้น โดยกำหนดเงื่อนไขให้อุปกรณ์ไฟฟ้าอยู่ในโหมดสแตนบายวันละ 8 ชั่วโมง

เปรียบเทียบการใช้พลังงานของระบบสแตนบาย
ประเภทระบบ พลังงาน (W) พลังงานที่ใช้ (Wh) ค่าใช้จ่ายต่อวัน (สต.)
ระบบทั่วๆ ไป 15.35 122.8 36.84
ระบบสแตนบายแบบไม่ใช้พลังงาน 0.00 0.00 0.00

ชื่อการประดิษฐ์ ระบบสแตนบายแบบไม่ใช้พลังงานสำหรับอุปกรณ์ไฟฟ้า

สิทธิบัตรเลขที่ 1001000646(ยื่นจด 22 เมษายน 2553)

เครื่องช่วยฟังดิจิทัล มิติใหม่ของคน “หูหนวก”

เครื่องช่วยฟังดิจิทัล

Read more: เครื่องช่วยฟังดิจิทัล มิติใหม่ของคน “หูหนวก”