ห้องปฏิบัติการวิจัยคลังอนุพันธ์ความรู้
Knowledge Elicitation and Archive Laboratory: KEA
ความสำคัญ
ห้องปฏิบัติการวิจัยคลังอนุพันธ์ความรู้ ได้ก่อตั้งเมื่อปี 2544 โดยเริ่มจากงานวิจัยเทคโนโลยีคลังข้อมูล ภายใต้ฝ่ายวิจัยและพัฒนาสาขาคอมพิวเตอร์สมรรถนะสูง (High Performance Computing Research and Development Division) ซึ่งต่อมาหลังจากมีการเปลี่ยนโครงสร้างองค์กรได้แยกงานวิจัยตามเทคโนโลยี คือ เทคโนโลยีการคำนวณ และเทคโนโลยีคลังข้อมูลสำหรับการบริหารจัดการข้อมูลและองค์ความรู้
ซึ่งปัจจุบันคือ ห้องปฏิบัติการวิจัยคลังอนุพันธ์ความรู้ มีเป้าหมายที่จะเป็นผู้นำกลุ่มวิจัยและพ้ฒนา เทคโนโลยีความรู้มีภารกิจหลักในการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีด้านคลังข้อมูล (Data Warehouse) และเหมืองข้อมูล (Data Mining) เพื่อการได้มาซึ่งองค์ความรู้ใหม่ สำหรับการพัฒนาประเทศ เพื่อรองรับความต้องการของทั้งภาครัฐและภาคอุตสาหกรรม โดยมีเป้าหมายที่มาตรฐานข้อมูล (Standard Metadata) การแบ่งปันและบูรณาการข้อมูล (Data Sharing and Integration) บนฐานของการพัฒนาระบบข้อมูลด้วยซอฟต์แวร์รหัสเปิด และมาตรฐานเปิด (Open Source and Open Standard)
พันธกิจ
หน่วยปฏิบัติการวิจัยคลังอนุพันธ์ความรู้ มีภารกิจหลักในการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีด้านคลังข้อมูล (Data warehouse) และเหมืองข้อมูล (Data mining) เพื่อการได้มาซึ่งองค์ความรู้ใหม่ สำหรับการพัฒนาประเทศ เพื่อรองรับความต้องการของทั้งภาครัฐ และภาคอุตสาหกรรม โดยมีเป้าหมายที่มาตรฐานขอ้มูล (Standard metadata) การแบ่งปันและบูรณาการข้อมูล (Data sharing and integration) บนฐานของการพัฒนาระบบข้อมูลด้วยซอฟต์แวร์รหัสเปิด และมาตรฐานเปิด (Open source and open standard)
การวิจัยและพัฒนาของหน่วยปฏิบัติการฯ ได้มุ่งเน้นการสร้างซอฟต์แวร์เครื่องมือและระบบสำหรับการประยุกต์ใช้งานที่ หลากหลาย ซึ่งจะนำไปสู่การแก้ปัญหาทางภาคธุรกิจ การแพทย์ สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรม ตลอดจนการแก้ปัญหาการอนุรักษ์โบราณวัตถุด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศในรูปแบบต่างๆ ทั้งนี้ในการดำเนินงานวิจัยและพัฒนาได้ให้ความสำคัญควบคู่ไปกับการพัฒนา เครือข่ายนักวิจัย การถ่ายทอดองค์ความรู้และแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีด้านคลังข้อมูลและเหมืองข้อมูล เพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์จากความชำนาญในเครือข่ายที่หลากหลายในแก้ปัญหาได้ อย่างแท้จริง พร้อมทั้งการพัฒนาและสร้างบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถทางด้านการบริหารจัดการคลังข้อมูล และการประยุกต์ใช้เหมืองข้อมูล โดยเน้นการพัฒนาเครื่องมือต่างๆ บนฐานซอฟต์แวร์รหัสเปิด พันธกิจของหน่วยปฏิบัติการฯ ประกอบด้วย
- เพื่อสร้างความเชี่ยวชาญในการออกแบบและพัฒนาเทคโนโลยีคลังข้อมูล
- เพื่อสร้างความเชี่ยวชาญในเทคโนโลยีการค้นพบองค์ความรู้ ทฤษฎีกราฟ และปัญญาในเครื่องจักร
- เพื่อสร้างความเชี่ยวชาญในการแก้ปัญหา การวิเคราะห์ และการมองเห็นของปัญหาที่เกี่ยวข้องกับสาขาชีววิทยา
- เพื่อวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีการอนุรักษ์ ข้อมูลระยะยาวในรูปแบบดิจิทัล เพื่อใช้ในการจัดเก็บ จัดการ และเผยแพร่ข้อมูลอันทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ศิลปะ วัฒนธรรม และภูมิปัญญาบรรพบุรุษ
- เพื่อประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเหมืองข้อมูล ในการค้นพบรูปแบบความสัมพันธ์ใหม่ในงานสุขภาพ และการสร้างมาตรฐานชุดข้อมูลสุขภาพ
เป้าหมาย/แนวทางการดำเนินงาน
มุ่งเน้นการสร้างซอฟต์แวร์เครื่องมือและระบบสำหรับการประยุกต์ใช้งานที่หลากหลาย ซึ่งจะนำไปสู่การแก้ปัญหาทางภาคธุรกิจ การแพทย์ สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรม ตลอดจนการแก้ปัญหาการอนุรักษ์โบราณวัตถุด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศในรูปแบบต่างๆ ทั้งนี้ในการดำเนินงานวิจัยและพัฒนาได้ให้ความสำคัญควบคู่ไปกับการพัฒนาเครือข่ายนักวิจัย การถ่ายทอดองค์ความรู้และแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีด้านคลังข้อมูลและเหมืองข้อมูล เพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์จากความชำนาญในเครือข่ายที่หลากหลายในการแก้ปัญหาได้อย่างแท้จริง พร้อมทั้งการพัฒนาและสร้างบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถทางด้านการบริหารจัดการคลังข้อมูล และการประยุกต์ใช้เหมืองข้อมูล โดยเน้นการพัฒนาเครื่องมือต่างๆ บนฐานซอฟต์แวร์รหัสเปิด
Core Technology (เทคโนโลยีหลัก)
KEA มีการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีด้านคลังข้อมูลและเหมืองข้อมูล ทั้งนี้สามารถแบ่งกลุ่ม Core Technology ได้ดังนี้
เทคโนโลยีด้านการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงสถิติและการทำเหมืองข้อมูล (Machine Intelligence and Computational Statistics Technology)
สำหรับการคาดการเหตุการณ์ การทำนายผลล่วงหน้า การหาเหตุปัจจัยต่างๆ สำหรับข้อมูลธุรกิจ การเกษตร และการแพทย์ เป็นต้น
เทคโนโลยีด้านการอนุรักษ์และแสดงผลสื่อทางศิลปะวัฒนะธรรมแบบดิจิทัล (Cultural Heritage Digital Preservation and Visualization Technology)
ใช้ในการรวบรวมสื่อ เช่น ภาพเขียนฝาผนัง จดหมายเหตุ และจารึก ซึ่งเป็นมรดกทางวัฒณธรรมของไทยให้อยู่ในรูปแบบที่เข้าถึงได้ด้วยระบบคอมพิวเตอร์
เทคโนโลยีการสร้างมาตรฐานและการเก็บข้อมูล (Data Standard and Data Warehouse Technology)
เพื่อสร้างมาตรฐานในการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ที่ต้องการใช้ข้อมูลร่วมกัน และเพื่อสร้างฐานข้อมูลกลางที่สามารถเก็บรวบรวมข้อมูลขนาดใหญ่ได้อย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ
ความเชี่ยวชาญของนักวิจัย
เทคโนโลยีด้านการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงสถิติและการทำเหมืองข้อมูล (Machine Intelligence and Computational Statistics Technology)
- Business Intelligence
- Data Mining Predictive Analysis
- Computational Statistical Analysis
- Graph Theory and Algorithms
- Geometric Algorithm (Voronoi Delaunay Triangulation)
- Graph Database
- Graph Drawing and 2D, 3D
- Maximal Common Subgraph General-Purpose
- Computation on Graphics Processing Units (GPGPU)
เทคโนโลยีด้านการอนุรักษ์และแสดงผลสื่อทางศิลปะวัฒนะธรรมแบบดิจิทัล (Cultural Heritage Digital Preservation and Visualization Technology)
- Digital Preservation Visualization (VRML, Virtual Room)
- High Dynamic Range
- Panoramic Photography
- Web 2.0
เทคโนโลยีการสร้างมาตรฐานและการเก็บข้อมูล (Data Standard and Data Warehouse Technology)
- Standard Metadata
- Clinical Data Management
- Missing Person Identification
- GIS (Time map)
หัวข้องานวิจัยในปัจจุบัน
การค้นหาโครงสร้างร่วมกันในข้อมูลประเภทเครือข่ายและการประยุกต์ใช้งาน (Isomorphic)
ในโลกปัจจุบันมีปัญหาท้าทายมากมายที่ดูเหมือนจะไม่เกี่ยวข้องกันเลย เช่น การสร้างภาพปริทัศน์ (Panorama) การรับรู้วัตถุจากข้อมูลสามมิติ การแต่งเพลงโดยอัตโนมัติด้วยคอมพิวเตอร์ หรือการหาเป้าหมายการทำงานของโปรตีน แต่ในระดับนามธรรมแล้ว ปัญหาดังกล่าวกลับมีลักษณะโครงสร้างพื้นฐานที่เหมือนกันคือปัญหาการจับคู่ งานวิจัยนี้จะพยายามเรียนรู้ ทำความเข้าใจ และสร้างแนวคิดที่ล้ำหน้าในทฤษฎีกราฟเพื่อแก้ปัญหาชุดดังกล่าวนี้
สำรวจเรือนร่างสามมิติและการประยุกต์ใช้งานข้อมูล (SizeThailand)
เทคโนโลยีตรวจวัดขนาดรูปร่างสามมิติ (3D body scanning) จากเครื่องกราดตรวจผิวสามมิติ (3D surface scanner) นำมาใช้ในการสำรวจรูปร่างคนไทยทั่วประเทศ เครื่องกราดตรวจผิวสามมิติจะจับข้อมูลขนาดรูปร่างสามมิติภายในเวลาเพียงประมาณ 10 วินาที หลังจากนั้นคอมพิวเตอร์จะทำการสกัดจุดวัดขนาดรูปร่างกว่าร้อยจุดโดยอัตโนมัติพร้อมกับข้อมูลรูปร่างสามมิติ ข้อมูลรูปร่างและขนาดที่มีความถูกต้องสูงมากนี้จัดเก็บไว้ในฐานข้อมูล เพื่อการทำเหมืองข้อมูลและเพื่อผลิตขนาดมาตรฐานแรกของประชากรไทย (Thai size chart) นอกจากจะทำประโยชน์ให้กับอุตสาหกรรมแฟชั่น เสื้อผ้า และสิ่งทอ เช่น ระบบแนะนำขนาดเสื้อผ้า การตัดเสื้อผ้าตามขนาดที่วัดได้ และระบบลองเสื้อผ้าเสมือนแล้ว ข้อมูลชุดนี้ยังเป็นประโยชน์กับอุตสาหกรรมอื่นๆ อีก ได้แก่ อุตสาหกรรมการแพทย์ เช่น ระบบติดตามโรคอ้วน และการทำศัลยกรรมพลาสติก อุตสาหกรรมยานยนต์ และอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ อีกด้วย
การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการอนุรักษ์เชิงดิจิทัล (Digital Preservation)
มีภารกิจหลักในการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการในการอนุรักษ์เชิงดิจิทัล ซึ่งประกอบด้วยกระบวนการในการแปลงข้อมูล (Digitization) กระบวนการในการบริหารจัดการข้อมูล (Information management) และกระบวนการในการแสดงผลหรือการเข้าถึงข้อมูล (Information visualization) เพื่อพัฒนาเครื่องมือ (Software and hardware) มาตรฐานที่เกี่ยวข้อง (Standard) หรือกระบวนการ (Workflow) ที่สามารถนำไปใช้งานได้จริงในภาคสนาม
ระบบสารสนเทศเพื่อการเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลในกรณีเกิดภัยพิบัติ (Disaster Management System)
ภัยพิบัติต่างๆ ในประเทศไทยที่มีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ และส่งผลกระทบทางลบต่อวิถีชีวิตของคน ทรัพย์สิน และสังคม จึงได้เกิดการพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ ระยะที่ 2 ขึ้นเพื่อรวบรวมข้อมูลการเกิดภัยพิบัติต่างๆ ในประเทศไทย โดย่ได้ข้อมูลจากภาครัฐและข้อมูลจากระบบ OpenCARE โดยนำเอาเทคโนโลยีทางด้านระบบภูมิสารสนเทศศาสตร์ (GIS) มาช่วยในการวิเคราะห์รูปแบบช่วงเวลาในการเกิดภัยพิบัติในอดีต ร่วมกับเทคโนโลยีการทำเหมืองข้อมูล (Data mining) เพื่อสรุปข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลผ่านอัลกอริธึมเพื่อการวิเคราะห์ค่าความเสี่ยง ความเสียหาย และผลกระทบต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น รวมถึงการทำนายความน่าจะเป็นของการเกิดภัยพิบัติอีกด้วย
การวิจัยและพัฒนา SSME เพื่อบูรณาการการบริการในการเพิ่มศักยภาพภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมท่องเที่ยว
เนื่องจากอุตสาหกรรมทั้งสองเป็นอุตสาหกรรมหลักในการสร้างรายได้และเป็นเอกลักษณ์ของประเทศไทย และมีความเชื่อมโยงกับทรัพยากรมนุษย์มากมายทั้งผู้ให้บริการและผู้รับบริการและทรัพยากรธรรมชาติหลากหลาย หากมีการวางระบบที่ดีที่เชื่อมโยงผู้ให้และผู้รับบริการและมีการวางแผนการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ จะทำให้เพิ่มศักยภาพของธุรกิจในขณะที่มีการรักษาคุณภาพสินค้าและบริการ ทำให้การรักษาสภาพแวดล้อมที่ดี และการกระจายรายได้ไปสู่ชุมชนท้องถิ่น การวิจัยพัฒนา SSME ในที่นี้อาศัยมุมมองที่ผสมผสานระหว่างวิศวกรรมอุตสาหการ (Industrial Engineering) โดยเฉพาะการออกแบบและการจัดการโซ่อุปทาน ไอที การบริหารจัดการ (Management) และสังคมศาสตร์ (Social Science) อาทิ การเข้าใจความต้องการและความคาดหวังของผู้ใช้และผู้ให้บริการ
มาตรฐานข้อมูลสุขภาพเพื่องานหลักประกันสุขภาพ (Standard Metadata for Healthcare Payment System)
งานวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Flagship ของเนคเทคที่เรียกว่า Smart Health ซึ่งหมายถึง การนำเทคโนโลยีสารสนเทศ คอมพิวเตอร์และการสื่อสาร มาประยุกต์ใช้ทางด้านการแพทย์และสุขภาพ โดยมุ่งเน้นเพื่อให้ประชากรของประเทศ มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ด้วยการมีสุขภาพที่ดี อยู่อย่างมีความสุข (Smart living) จากการได้รับบริการด้านสุขภาพที่ดีขึ้น (Better care services) ไม่ว่าจะเป็นเชิงรับ/เชิงรักษา ( Corrective care services) เชิงรุก (Proactive care service) หรือเชิงป้องกัน (Preventive care services)
ปัจจุบันสถานพยาบาลโดยส่วนใหญ่มีการพัฒนาและจัดสร้างฐานข้อมูล เพื่อใช้ในการให้บริการแก่ผู้ป่วย เพื่อให้การรักษาพยาบาลมีประสิทธิภาพสูงสุดอยู่แล้ว แต่ฐานข้อมูลเหล่านั้นต้องถูกคัดเลือก และคัดกรอง เพื่อส่งต่อให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอีกหลายหน่วยงาน เพื่อการวิเคราะห์และตัดสินใจในเรื่องนโยบาย การรักษา และการป้องกันโรคต่างๆ โดยเฉพาะหน่วยงานที่ดูแลเรื่องหลักประกันสุขภาพของประชาชน เพื่อให้การเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างสถานพยาบาลกับกองทุนหลักประกันสุขภาพเป็นไปได้โดยรวดเร็วและถูกต้องที่สุด สิ่งที่ยังขาดอยู่คือชุดข้อมูลมาตรฐานของการประกันสุขภาพ ด้วยชุดข้อมูลมาตรฐานนี้จะทำให้การแลกเปลี่ยนและส่งต่อข้อมูลเป็นไปได้โดยรวดเร็วและถูกต้อง ประหยัดเวลาในการกรอกข้อมูลซ้ำๆ ให้กับแต่ละกองทุน และลดความผิดพลาดของข้อมูลในการกรอกข้อมูลเพียงรอบเดียวด้วย
เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง
การติดต่อ
ห้องปฏิบัติการวิจัยคลังอนุพันธ์ความรู้112 อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย ถนนพหลโยธิน
ตำบลคลองหนึ่ง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี 12120
โทรศัพท์ 02-564-6900 ต่อ 2226










