โครงการ วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตแผงเซลล์แสงอาทิตย์ชนิดสารอินทรีย์
ปัจจุบันมีการใช้พลังงานทดแทนอย่างแพร่หลายซึ่งมีแนว โน้มอย่างชัดเจนว่าประเทศจะต้องซื้อเทคโนโลยีพลังงานทดแทนเข้าประเทศมากขึ้น ประเทศไทยจึงควรทำวิจัยและพัฒนาพลังงานทดแทนอย่างจริงจัง เพื่อลดการนำเข้าจากต่างประเทศ ดังนั้นคณะผู้วิจัยจึงเล็งเห็นว่าประเทศไทยควรมีการพัฒนาการใช้พลังงานทดแทน จากพลังงานแสงอาทิตย์อย่างจริงจัง ดังปรากฏในนโยบายและแนวทางการวิจัยแห่งชาติ
ฉบับที่ 6 พ.ศ. 2545-2549 ว่าประเทศไทยจะต้องมีการวิจัยเทคโนโลยีประหยัดพลังงาน พัฒนาเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนและพลังงานทดแทนประเภทต่างๆ เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อให้มีการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลน้อยลง โดยมุ่งการลดอัตราเพิ่มการใช้พลังงานให้ต่ำกว่าการขยายตัวทางเศรษฐกิจ แต่อย่างไรก็ตามเทคโนโลยีการผลิตเซลล์แสงอาทิตย์ชนิดที่เป็น solid state มีต้นทุนเริ่มแรกที่สูงเนื่องจากกระบวนการผลิตที่จำเป็นต้องใช้ระบบสุญญากาศ ที่มีประสิทธิภาพสูง สารตั้งต้นที่มีความบริสุทธิ์สูงมากถึง 99.9999 % (electronic grade) ซึ่งทำให้ต้นทุนในการผลิตเริ่มแรกสูงตามไปด้วย ดังนั้นหากมีการพัฒนาเซลล์แสงอาทิตย์ที่ไม่ต้องใช้ระบบสุญญากาศ ไม่ต้องใช้สารเคมีที่มีความบริสุทธิ์มากถึงระดับ electronic grade ก็จะทำให้เทคโนโลยีเซลล์แสงอาทิตย์มีต้นทุนในการผลิตที่ถูกลง วิธีแก้ปัญหา คือ การพัฒนาเซลล์แสงอาทิตย์ชนิดดายเซนซิไทซ์ (Dye sensitized solar cell) ซึ่งเป็นเซลล์แสงอาทิตย์ที่นำเอาความรู้ด้านวัสดุนาโนมาประยุกต์ใช้
วัตถุ ประสงค์ของโครงการ
โครงการ นี้มีเป้าหมายอยู่ที่การพัฒนาเซลล์แสงอาทิตย์ชนิดสารอินทรีย์ ในรูปต้นแบบแผงเซลล์ที่มีประสิทธิภาพการเปลี่ยนพลังงานแสงอาทิตย์เป็น พลังงานไฟฟ้าได้ 5% มีความเหมาะสมในการใช้เป็นส่วนประกอบของอาคาร (BIPV) เช่น Façade ผนัง หน้าต่าง และหลังคาโดยเน้น
ผลิตเซลล์แสงอาทิตย์ชนิดสารอินทรีย์ขนาด 30 x 30 cm2 ที่มีประสิทธิภาพ 5 % โดยมุ่งให้ราคาต้นทุนการผลิตต่ำลง
ลดการนำเข้าวัสดุ หรือวัตถุดิบบางชนิดที่ใช้ผลิตเซลล์แสงอาทิตย์ชนิดสารอินทรีย์จากต่างประเทศ โดยพัฒนาการผลิตวัตถุดิบที่มีในประเทศ
พัฒนาผลิตภัณฑ์รูปแบบอื่น อาทิ ใช้เป็นแผงเซลล์ที่เป็นส่วนประกอบของอาคาร(BIPV) หรือแม้กระทั่งเซลล์แสงอาทิตย์ที่มีน้ำหนักเบา บิดงอได้
พัฒนากระบวนการผลิตเซลล์แสงอาทิตย์ชนิดสารอินทรีย์ อย่างเป็นระบบ เป็นขั้นเป็นตอนและสามารถทำซ้ำได้ (Reproducible) เพื่อขยายผลต่อในการผลิตเชิงพาณิชย์
พัฒนาต้นแบบสายการผลิตเชิงอุตสาหกรรม กำลังการผลิต 1 กิโลวัตต์ต่อปี
เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีที่พัฒนาได้ไปสู่ภาคอุตสาหกรรม เพื่อทำให้ต้นทุนระบบเซลล์แสงอาทิตย์ลดลง
บท คัดย่อ
ปัจจุบัน มีการใช้พลังงานทดแทนอย่างแพร่หลายซึ่งมีแนวโน้มอย่างชัดเจนว่าประเทศจะต้อง ซื้อเทคโนโลยีพลังงานทดแทนเข้าประเทศมากขึ้น ประเทศไทยจึงควรทำวิจัยและพัฒนาพลังงานทดแทนอย่างจริงจัง เพื่อลดการนำเข้าจากต่างประเทศ ดังนั้นคณะผู้วิจัยจึงเล็งเห็นว่าประเทศไทยควรมีการพัฒนาการใช้พลังงานทดแทน จากพลังงานแสงอาทิตย์อย่างจริงจัง ดังปรากฏในนโยบายและแนวทางการวิจัยแห่งชาติ
ฉบับที่ 6 พ.ศ. 2545-2549 ว่าประเทศไทยจะต้องมีการวิจัยเทคโนโลยีประหยัดพลังงาน พัฒนาเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนและพลังงานทดแทนประเภทต่างๆ เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อให้มีการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลน้อยลง โดยมุ่งการลดอัตราเพิ่มการใช้พลังงานให้ต่ำกว่าการขยายตัวทางเศรษฐกิจ แต่อย่างไรก็ตามเทคโนโลยีการผลิตเซลล์แสงอาทิตย์ชนิดที่เป็น solid state มีต้นทุนเริ่มแรกที่สูงเนื่องจากกระบวนการผลิตที่จำเป็นต้องใช้ระบบสุญญากาศ ที่มีประสิทธิภาพสูง สารตั้งต้นที่มีความบริสุทธิ์สูงมากถึง 99.9999 % (electronic grade) ซึ่งทำให้ต้นทุนในการผลิตเริ่มแรกสูงตามไปด้วย ดังนั้นหากมีการพัฒนาเซลล์แสงอาทิตย์ที่ไม่ต้องใช้ระบบสุญญากาศ ไม่ต้องใช้สารเคมีที่มีความบริสุทธิ์มากถึงระดับ electronic grade ก็จะทำให้เทคโนโลยีเซลล์แสงอาทิตย์มีต้นทุนในการผลิตที่ถูกลง วิธีแก้ปัญหา คือ การพัฒนาเซลล์แสงอาทิตย์ชนิดดายเซนซิไทซ์ (Dye sensitized solar cell) ซึ่งเป็นเซลล์แสงอาทิตย์ที่นำเอาความรู้ด้านวัสดุนาโนมาประยุกต์ใช้
ระยะ เวลาดำเนินโครงการ : 1 มีนาคม พ.ศ.2554 ถึง 30 มิถุนายน พ.ศ.2554
คณะผู้ วิจัย
หัวหน้าโครงการ : นายกอบศักดิ์ ศรีประภา
ผู้ร่วมวิจัย :










