ข่าวและกิจกรรม
เนคเทค เปิดงานประชุมวิชาการและนิทรรศการประจำปี 2552 (NECTEC-ACE 2009)

 

24 กันยายน 2552

open_nectecace2009_001

ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช ประกาศหนุนสร้างทุนทางปัญญาด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) เปิดงานประชุมวิชาการและนิทรรศการประจำปี 2552 พร้อมงานมหกรรมซอฟแวร์โอเพนซอร์สแห่งชาติ ครั้งที่ 9 ระหว่างวันที่ 23-25 กันยายน 2552 ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จังหวัดปทุมธานี หวังเผยแพร่ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยเฉพาะผลงานวิจัยพัฒนาด้านอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ในสาขาต่างๆ เพื่อนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ (Creative Economy) และสร้างสังคมของประเทศในอนาคต

ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดงานประชุมวิชาการดังกล่าวว่า การจัดประชุมวิชาการและนิทรรศการในครั้งนี้จะทำให้ประชาชนและผู้ร่วมงานได้ทราบถึงความก้าวหน้าในด้านงานวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีทางด้านอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ของไทย เป็นการนำผลงานวิจัยมาเผยแพร่ความรู้สู่สังคมในวงกว้าง ซึ่งจะเกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในอนาคต นอกจากนี้ยังเป็นเวทีแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างนักวิจัยไทยทั้งภาครัฐและเอกชน พร้อมทั้งนักวิจัยต่างประเทศ ที่สำคัญในปีนี้ยังได้จัดงานมหกรรมซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สแห่งชาติ ครั้งที่ 9 ควบคู่ไปพร้อมกัน เพื่อกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาและส่งเสริมการใช้ซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สของหน่วยงานภาครัฐและเอกชนในบ้านเราด้วย ตามแผนปฎิบัติการไทยเข้มแข็ง ในระยะเวลา 3 ปี เพื่อดำเนินโครงการพัฒนาอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ด้วยโอเพนซอร์ส

open_nectecace2009_003

งานประชุมวิชาการในปีนี้ได้นำเสนอผลงานวิจัยต่างๆ ภายใต้หัวข้อ “เทคโนโลยี ECTI กับการพัฒนาเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์: การสร้างงาน สร้างรายได้ สร้างคุณภาพชีวิต” โดยจะเน้นให้เห็นถึงบทบาทความสำคัญของเทคโนโลยีด้านอิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวติ้ง โทรคมนาคม และสารสนเทศ ที่มีต่อการสร้างระบบเศรษฐกิจใหม่ที่เรียกว่า “เศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์” (Creative Economy) เพื่อนำไปสู่การสร้างงาน สร้างรายได้ และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับประชาชน การพัฒนาเทคโนโลยี ECTI จึงเป็นแนวทางสำคัญที่จะช่วยเศรษฐกิจของประเทศไทยที่กำลังประสบภาวะวิกฤติในปัจจุบัน ให้สามารถฟื้นตัวได้รวดเร็วยิ่งขึ้น โดยมุ่งเน้นการนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการส่งเสริมศักยภาพอุตสาหกรรมทั้งด้านการผลิต การบริการ และการส่งออก รวมถึงการเข้าไปมีบทบาทในการปฏิรูปเกษตรกรรมด้วยการสร้างสรรค์เทคโนโลยีใหม่ๆ ควบคู่กับการพัฒนาเทคโนโลยีที่ช่วยในการประหยัดพลังงาน หรือการสร้างพลังงานทดแทน เพื่อสร้างความได้เปรียบทางเศรษฐกิจหรือความสามารถในการแข่งขัน ให้เศรษฐกิจภายในประเทศไทยเกิดความมั่งคั่งและความมั่นคงอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน

ดร.พันธ์ศักดิ์ ศิริรัชตพงษ์ ผู้อำนวยการ ได้กล่าวถึงการจัดแสดงนิทรรศการในปีนี้ว่า เนคเทคได้เปิดแผนปฏิบัติการในระยะ 3 ปี (2551-2554) โดยมุ่งเน้นการปฏิบัติงานด้านสำคัญ 4 ด้าน คือ

  • ด้านการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับภาคอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง
  • ด้านการสร้างองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยี เพื่อเป็นฐานการพัฒนาเทคโนโลยีของประเทศ
  • ด้านการสร้างความเข้มแข็งให้กับภาคสังคม โดยนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปใช้ในการพัฒนาประเทศ และแก้ไขปัญหาเร่งด่วนที่เกิดขึ้น
  • ด้านการพัฒนาขีดความสามารถขององค์กรให้สามารถผลักดันพันธกิจขององค์กรไปสู่ความสำเร็จได้

open_nectecace2009_004

เนคเทคได้ดำเนินการโครงการ NECTEC's Flagship Project สำหรับรองรับกับเทคโนโลยีในอนาคตเพื่อนำเทคโนโลยีไปใช้แก้ไขปัญหาเร่งด่วนของประเทศ ทั้งในรูปแบบ sector-based และ Area-based Problems และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาอุุตสาหกรรมของประเทศควบคู่กันไป โดยกำหนดแผนการดำเนินงานทั้งในระยะสั้น และระยะปานกลาง โดยให้ความสำคัญกับการทำงานแบบบูรณาการด้วยการสร้างเครือข่ายความร่วมมือเพื่อให้เกิดการนำผลงานวิจัยและเทคโนโลยีไปใช้ประโยชน์ได้จริงในวงที่กว้างขึ้น ซึ่งแผนงานดังกล่าวได้กำหนดขอบข่ายงานวิจัยพัฒนาไว้ 3 ด้านคือ

  • Flagship 1 ดิจิไทย หรือ Digitized Thailand คือการสร้างและจัดระบบข้อมูลของชาติ โดยเฉพาะข้อมูลที่แสดงถึงเอกลักษณ์และศิลปวัฒนธรรม เพื่อการอนุรักษ์และสร้างโอกาสของการเข้าถึงข้อมูล โดยนำจุดแข็งในด้านวัฒนธรรมมาพัฒนากำลังคนและสร้างอุตสาหกรรม เพื่อนำประเทศไปสู่ creative economy
  • Flagship 2 Smart Health คือ การพัฒนางานด้านไอที เพื่อเสริมสร้างสุขภาพดีถ้วนหน้า ประกันคุณภาพของการบริการที่ทั่วถึง และมุ่งสู่การรักษาในเชิงป้องกัน
  • Flagship 3 Smart Farm คือ การพัฒนางานเพื่อเสริมกลยุทธ์ From farmer to Market ด้วยการเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน และยกมาตรฐานเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางการเกษตร โดยใช้เทคโนโลยีเข้าไปพัฒนา

ทั้งนี้โครงการดังกล่าวทั้งหมด จะมีหน่วยงานพันธมิตรจากทุกภาคส่วนเข้ามาร่วมดำเนินการด้วย เช่น มหาวิทยาลัย หน่วยงานภาครัฐในสังกัดของกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ภาคเอกชน องค์กรบริหารระดับท้องถิ่น และชุมชนในพื้นที่