ศูนย์ความรู้เฉพาะด้าน (CoE/CRU)

Share on Facebook

นโยบายการสร้างเครือข่ายศูนย์ความรู้เฉพาะด้าน (Center of Excellence)


หลักการและเหตุผล

วิสัยทัศน์ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติได้ถูกถ่ายทอดลงมาเป็นแผนงานหลัก
แผนหนึ่งว่าด้วยเรื่องการมุ่งเน้นการแบ่งปันและแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีตลอดจนบุคลากรวิจัยผ่านกระบวนการ
ทำงานร่วมกันระหว่างภาคอุตสาหกรรมและหน่วยงานภาครัฐ อันได้แก่ เนคเทคและห้องปฏิบัติการวิจัยภายใน
มหาวิทยาลัยต่างๆ ภายใต้ความร่วมมือผ่านโครงการวิจัยและพัฒนา การขยายเครือข่ายบุคลากรและการสร้าง
ศูนย์ความรู้เฉพาะด้าน หรือ Center of Excellence (CoE)

แผนงานดังกล่าว มุ่งเน้นการพัฒนารูปแบบที่เหมาะสมสำหรับการสร้างและการบริหารศูนย์ความรู้เฉพาะด้าน
ในหน่วยงานระดับมหาวิทยาลัย เพื่อพัฒนาเป็นเครือข่ายประสานความร่วมมือการวิจัยและพัฒนาร่วมกับเนคเทค
โดยมีการประเมินความต้องการทั้งในระยะสั้น และระยะยาว ของอุตสาหกรรมท้องถิ่น ตลอดจนความพร้อมในการ
เป็นศูนย์ความรู้เฉพาะด้านของหน่วยงานเครือข่ายนั้นๆ

คำจำกัดความ

ศูนย์ความรู้เฉพาะด้านตามแนวนโยบายนี้ โดยทั่วไปจะหมายถึงความร่วมมืออย่างเป็นทางการระหว่าง
เนคเทคและหน่วยงานระดับมหาวิทยาลัยในประเทศไทย ในการลงทุนระยะยาว (5-10 ปี) ร่วมกันเพื่อสร้าง
ความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านที่สามารถตอบสนองความต้องการของอุตสาหกรรมท้องถิ่น หรืออุตสาหกรรม
ขนาดกลางและขนาดเล็ก อันจะนำไปสู่การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยรูปแบบการลงทุนร่วมกันนี้
จะแปรตามความเหมาะสมของความพร้อมของหน่วยงาน และศักยภาพของอุตสาหกรรมในบริบทนั้นๆ

ความรู้เฉพาะด้านที่หน่วยงานต้องมี เป็นความรู้ที่สอดคล้องกับแผนที่นำทางเทคโนโลยี (Technology
Roadmap) ซึ่งมาจากการสั่งสมองค์ความรู้จากการวิจัยและพัฒนา ในสาขาที่เป็นความเชี่ยวชาญร่วมระหว่าง
เนคเทคและหน่วยงาน หรือสาขาที่เกี่ยวข้องกับหน่วยปฏิบัติการวิจัยของเนคเทค


คุณสมบัติของหน่วยงาน

ในเบื้องต้นหน่วยงานภายใต้มหาวิทยาลัยที่จะพัฒนาไปเป็นศูนย์ความรู้เฉพาะด้าน ควรจะต้องมีคุณสมบัติดังนี้

  1. หน่วยงานวิจัยและพัฒนาที่มีนักวิจัยหลักซี่งมีความรู้ความเชี่ยวชาญในสาขาเฉพาะด้าน เป็นที่ยอมรับ
    ในวงการวิชาการ โดยมีงานวิจัยที่ต่อเนื่องมาไม่น้อยกว่า 7 ปี
  2. มีทีมงานวิจัย และ/หรือ การปฏิสัมพันธ์อย่างต่อเนื่องกับเครือข่ายบุคลากรวิจัยในสาขาเดียวกันมาไม่น้อยกว่า 3 ปี
  3. มีนักศึกษา หรือมีศักยภาพที่จะดึงดูดนักศึกษาในระดับปริญญาโทและปริญญาเอกเข้าร่วมทีมวิจัย และมีความน่าเชื่อถือในการส่งมอบผลงานเป็นที่ยอมรับได้
  4. มีการแลกเปลี่ยนบุคลากรวิจัยกับหน่วยงานนานาชาติ
  5. ทีมงานวิจัยมีความสามารถในการดึงดูดทุนวิจัยเพิ่มเติมจากแหล่งทุนอื่นๆ
  6. มีประสบการณ์การส่งมอบผลงานวิจัยและพัฒนาให้กับผู้รับประโยชน์ในภาครัฐ ภาคเศรษฐกิจ หรือ
    ภาคสังคม
  7. ได้รับการสนับสนุนอย่างเป็นทางการจากมหาวิทยาลัยต้นสังกัด ในรูปแบบของบุคลากร อุปกรณ์วิจัย
    สถานที่ และ/หรือ งบประมาณในการดำเนินการ (รูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง หรือหลายรูปแบบ) ตลอดจน
    การมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการศูนย์ความรู้เฉพาะด้านที่จะเกิดขึ้น  และการบูรณาการกิจกรรมของ
    ศูนย์ฯ เข้ากับภารกิจอื่นๆ ของมหาวิทยาลัย
  8. มีโครงสร้างพื้นฐานทางด้านเครือข่ายสารสนเทศที่เหมาะสมที่จะเป็นศูนย์กลาง หรือเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายความรู้เฉพาะด้าน

การสนับสนุนจากเนคเทค

หน่วยงานที่มีคุณสมบัติดังกล่าวข้างต้น และผ่านการพิจารณาความพร้อมที่จะพัฒนาไปเป็นศูนย์ความรู้
เฉพาะด้านของเนคเทคจะได้รับการสนับสนุนการดำเนินงานดังต่อไปนี้ (ขึ้นอยู่กับการพิจารณาความเหมาะสม
เป็นรายๆไป)

  1. งบประมาณตั้งต้นปีละ 1 ล้านบาท เป็นเวลา 3-5 ปี เพื่อใช้ในการบริหารจัดการศูนย์ฯ (ไม่รวมงบประมาณ
    ในการวิจัย ซึ่งศูนย์ฯ จะต้องมีศักยภาพในการเสาะหางบประมาณส่วนนี้อยู่แล้ว)
  2. การแลกเปลี่ยนบุคลากรวิจัยในสาขาเฉพาะด้านอย่างต่อเนื่อง
  3. บุคลากรเพื่อเป็นผู้บริหาร หรือกรรมการบริหารศูนย์ฯ
  4. การสนับสนุนด้านการบริหารจัดการ ระเบียบวิธีการบริหารโครงการวิจัย การเข้าร่วมกิจกรรมกำหนดแผนที่
    นำทางเทคโนโลยีของเนคเทค ตลอดจนการดำเนินการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาตามความเหมาะสม
  5. การสนับสนุนอื่นๆ ต่อเนื่องเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 3 ปี หรือ 5 ปี หรือ 10 ปี เพื่อให้ศูนย์ฯ สามารถส่งมอบ
    ผลงานระยะสั้น หรือระยะกลาง หรือระยะยาวได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับศักยภาพของหน่วยงาน และคุณภาพของ
    ข้อเสนอจัดตั้งศูนย์ความรู้เฉพาะด้าน (CoE Proposal) จากหน่วยงาน โดย ณ สิ้นปีที่ 3 หรือ ปีที่ 5 หรือ
    ปีที่ 10 แล้วแต่กรณี จะมีการประเมินศักยภาพของหน่วยงานในการยุติ หรือสืบต่อความเป็นศูนย์ความรู้
    เฉพาะด้านของเนคเทค
  6. การประเมินผลการดำเนินงานรายปี เพื่อปรับทิศทางการวิจัยและพัฒนาให้สอดคล้องกับแผนที่นำทาง
    เทคโนโลยีที่ (อาจจะ) มีการปรับเปลี่ยน

ทรัพย์สินทางปัญญา

ระเบียบปัจจุบันของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ว่าด้วยเรื่องสิทธิในทรัพย์สินทาง
ปัญญาที่เกิดขึ้นจากงบประมาณของสำนักงานฯ ระบุไว้ว่าทรัพย์สินทางปัญญาที่เกิดขึ้นจะต้องเป็นกรรมสิทธิ
ของสำนักงานฯ

อย่างไรก็ตามในบริบทของการพัฒนาศูนย์ความรู้เฉพาะด้านนี้  เพื่อเป็นการส่งเสริมให้เกิดวิญญาณของ
ความร่วมมือการวิจัยและพัฒนาที่ยอมรับได้ทุกฝ่าย เนคเทคเปิดรับการพิจารณาข้อเสนอรูปแบบอื่นๆ ในประเด็น
ที่เกี่ยวข้องกับการจัดสรรผลประโยชน์ในทรัพย์สินทางปัญญาที่คาดว่าอาจจะเกิดขึ้นในอนาคตภายใต้ความร่วมมือนี้

ข้อเสนอโครงการเพื่อขอจัดตั้งเป็นศูนย์ความรู้เฉพาะด้าน

1. ข้อมูลแนะนำหน่วยงานหรือห้องปฎิบัติการเบื้องต้น

  • ผลงานวิจัย
  • ทีมนักวิจัย คุณวุฒิ ประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญ
  • Visiting Professor/Intern
  • แหล่งทุนวิจัยภายในและภายนอก (ระบุจำนวนเงินและโครงการวิจัย)
  • โครงสร้างพื้นฐานที่เอื้อต่องานวิจัย เช่น สถานที่ ครุภัณฑ์ อุปกรณ์ ฯลฯ
  • การสนับสนุนอื่นๆ จากมหาวิทยาลัยต้นสังกัด

2. ศักยภาพเชิงวิชาการและเครือข่ายการวิจัยและพัฒนาที่ผ่านมา

  • เครือข่ายวิจัย (ในและต่างประเทศ)
  • สิทธิบัตร/อนุสิทธิบัตร
  • ต้นแบบวิจัยเชิงพาณิชย์ ระดับภาคสนาม
  • บทความตีพิมพ์ในวารสารวิชาการที่อยู่ใน ISI Science Citation Index

3. แผนดำเนินงาน เป้าหมายและตัวชี้วัด (ระยะเวลา 1-3 ปี)

  • แผนการบริหารจัดการศูนย์ (โครงสร้าง ขอบเขต อัตรากำลังบุคลากร งบประมาณ)
  • แผนการดำเนินงาน และ/หรือ ดำเนินกิจกรรม พร้อมเป้าหมายและตัวชี้วัดที่คาดว่าจะได้รับ
    (โดยสอดคล้องหลักเกณฑ์การประเมินผลของเนคเทค) ในเรื่อง
  • กิจกรรมการวิจัยและพัฒนา
  • กิจกรรมบริการวิชาการและถ่ายทอดเทคโนโลยี/นวัตกรรม
  • กิจกรรมการสร้างสมรรถนะทางปัญญา (Capacity Building) ในด้านการพัฒนาบุคลากร เครือข่าย
    พันธมิตร และความสัมพันธ์ระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเอกชน
  • การบริหารโครงการวิจัยและพัฒนาอย่างมีประสิทธิภาพ
  • การพัฒนาธุรกิจ

ขอบเขตกิจกรรมและดัชนีวัดผลงานของศุนย์ความรู้เฉพาะด้าน *

ศูนย์ความรู้เฉพาะด้านแต่ละศูนย์ฯ จะมีกิจกรรมต่างๆ ดังต่อไปนี้

1. กิจกรรมการวิจัยและพัฒนา แต่ละหน่วยงาน จะต้องมุ่งเน้นการสร้างองค์ความรู้และนวัตกรรมใหม่ เพื่อสร้าง
ความเข้มแข็งเชิงทุนทางปัญญาให้กับเครือข่าย ตัวอย่างดัชนีวัดผลงานเชิงทุนทางปัญญา มีดังนี้

  • จำนวนบทความตีพิมพ์ในวารสารวิชาการที่อยู่ใน ISI Science Citation Index
  • จำนวนสิทธิบัตร/อนุสิทธิบัตรที่สร้างขึ้น
  • ร้อยละของโครงการวิจัยที่สอดคล้องกับแผนที่นำทางเทคโนโลยีของเนคเทค
  • ระดับความเป็นเลิศทางวิชาการที่ได้รับการยอมรับจากองค์กรอื่นๆ (เชิงคุณภาพวัดจากผลการประเมินองค์กรรายปี)
  • ระดับความสอดคล้องของทุนทางปัญญาที่สร้างขึ้นกับการสร้างสมรรถนะเชิงความรู้ให้กับหน่วยงาน (เชิงคุณภาพวัดจากผลการประเมินองค์กรรายปี)
  • ระดับของผลกระทบของนวัตกรรมที่เกิดขึ้นในภาคการผลิตและภาคบริการ (เชิงคุณภาพวัดจากผลการประเมินองค์กรรายปี)

2. กิจกรรมบริการวิชาการและถ่ายทอดเทคโนโลยี/นวัตกรรม ในห่วงโซ่คุณค่าของศูนย์ความรู้เฉพาะด้าน
ของเนคเทค จะต้องมีการมุ่งเน้นการถ่ายทอดผลงานออกไปประยุกต์ใช้จริงในภาครัฐและภาคเอกชน ตัวอย่าง
ดัชนีวัดผลงานเชิงบริการประกอบด้วย

  • จำนวนหน่วยงาน และร้อยละการเติบโตของจำนวนหน่วยงานทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และหน่วยงาน
    ต่างประเทศที่ได้รับการบริการวิชาการ หรือการถ่ายทอดเทคโนโลยี/นวัตกรรม
  • ปริมาณรายได้ และร้อยละการเพิ่มขึ้นของรายได้จากการบริการวิชาการ หรือจากการถ่ายทอดเทคโนโลยี/
    นวัตกรรม
  • ปริมาณรายได้จากบริการอื่นๆ
  • ระดับความพึงพอใจของหน่วยงานที่เป็นลูกค้า/พันธมิตร (เชิงคุณภาพวัดจากผลการประเมินองค์กรรายปี)
  • ระดับความพึงพอใจของผู้รับประโยชน์เชิงสังคม (เชิงคุณภาพวัดจากผลการประเมินองค์กรรายปี)

3. กิจกรรมการสร้างสมรรถนะทางปัญญา (Capacity Building) เป็นกิจกรรมหลักอีกกิจกรรมหนึ่งของแต่ละ
ศูนย์ฯ ซึ่งนอกเหนือจากการพัฒนาบุคลากรในระดับมหาบัณฑิตหรือสูงกว่าควบคู่ไปกับกิจกรรมการวิจัยและพัฒนา
ของศูนย์ฯ แล้ว จะต้องมีการสร้างพันธมิตรและความเชื่อมั่นให้กับหน่วยงานอื่นๆ  ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนที่มี
ชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับในวงการวิชาการ ดัชนีวัดการสร้างสมรรถนะทางปัญญา แบ่งเป็น 3 ระดับ ดังนี้

3.1 การพัฒนาบุคลากร

  • ร้อยละของบุคลากรวิจัยที่ได้รับการฝึกอบรมหรือพัฒนาเป็นเวลาอย่างน้อย 1 สัปดาห์
  • ร้อยละของบุคลากรวิจัยที่ปฏิบัติงานวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีขึ้นไป
  • ความพึงพอใจของบุคลากรวิจัยของหน่วยงาน ในโอกาสที่ได้รับในพัฒนาสมรรถนะทางปัญญา
    (เชิงคุณภาพวัดจากผลการประเมินองค์กรรายปี)

3.2 การพัฒนาเครือข่ายพันธมิตร

  • จำนวนสถาบันภายในประเทศ ที่มีความสัมพันธ์ในลักษณะเป็นพี่เลี้ยงในการสร้างสมรรถนะทางปัญญา
  • จำนวนสถาบันทั้งภายในและต่างประเทศ ที่มีการแลกเปลี่ยนบุคลากรวิจัย แลกเปลี่ยนข่าวสารวิชาการ ความรู้ หรือมีกิจกรรมร่วมกันในรูปแบบที่มีปฏิสัมพันธ์สม่ำเสมอ
  • จำนวนเวทีวิชาการทั้งภายในและต่างประเทศ ที่บุคลากรได้เข้าร่วมอย่างเป็นทางการในฐานะผู้แทนหน่วยงาน
  • ร้อยละของงบประมาณที่จัดสรรเพื่อกิจกรรมการพัฒนาเครือข่ายพันธมิตรทั้งภายในและต่างประเทศ

3.3 ความสัมพันธ์กับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน

  • ระดับความเชื่อมั่นในสมรรถนะทางปัญญาของหน่วยงาน (เชิงคุณภาพวัดจากผลการประเมินองค์กร
    รายปี)
  • ระดับความเชื่อถือ (Trust) จากหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนต่างๆ (เชิงคุณภาพวัดจากผลการประเมินองค์กรรายปี)
  • จำนวนโครงการที่เป็นวาระแห่งชาติ/โครงการเฉพาะกิจ ที่หน่วยงานเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง
  • จำนวนบุคลากรวิจัยที่ได้รับรางวัล หรือประกาศเกียรติคุณ ในระดับประเทศ หรือนานาชาติ
  • จำนวนบุคลากรวิจัยที่ได้รับเชิญเป็นคณะกรรมการระดับนานาชาติ หรือเป็นกรรมการบริการวารสารวิชาการระดับนานาชาติ

4. การพัฒนาธุรกิจ การส่งมอบผลงานในห่วงโซ่คุณค่าของศูนย์ความรู้เฉพาะด้าน อาจจะมีการพัฒนา
ธุรกิจใหม่ควบคู่ไปด้วย ในมุมมองเชิงการพัฒนาธุรกิจนี้ การวัดสมรรถนะจะมุ่งเน้นที่ความสามารถในการบริหาร
งบประมาณในการส่งมอบผลงาน ในประเด็นดังนี้

  • สัดส่วนของรายรับจากลูกค้า (Income) ต่องบประมาณการบริหารจัดการทั้งหมด
  • สัดส่วนของค่าใช้จ่ายในการส่งมอบผลงาน (Delivery costs) ต่องบประมาณการบริหารจัดการทั้งหมด
  • สัดส่วนของค่าใช้จ่ายในการส่งมอบผลงานต่อรายรับจากลูกค้า
  • สัดส่วนของค่าใช้จ่ายทางด้านการตลาดต่อรายรับจากลูกค้า
  • ร้อยละของจำนวนธุรกิจใหม่ที่เพิ่มขึ้น

5. การบริหารโครงการวิจัยและพัฒนาอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นกิจกรรมที่จับต้องได้อีกกิจกรรมหนึ่งที่จะ
สะท้อนความเป็นเลิศของศูนย์ความรู้เฉพาะด้าน ตัวอย่างดัชนีวัดสมรรถนะทางการบริหารโครงการ มีดังนี้

  • จำนวนโครงการที่สามารถส่งมอบผลงานได้ตรงเวลา
  • จำนวนโครงการที่สามารถส่งมอบผลงานได้ในกรอบงบประมาณที่วางแผนไว้
  • สัดส่วนของงบประมาณวิจัยจากแหล่งอื่นต่องบประมาณจากเนคเทค และสถาบันต้นสังกัด
หมายเหตุ

* หมายถึง การกำหนดดัชนีวัดผลงานของศูนย์ฯ สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสม

หน่วยงานที่รับผิดชอบ

งานบริหารกระบวนการ (PCMS)
ฝ่ายบริหารและสนับสนุนเทคโนโลยีฐาน (PPM)
ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ
112 อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย ถนนพหลโยธิน
ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี 12120

โทรศัพท์ 02-564-6900 ต่อ 2498-2499