research-success-case – NECTEC : National Electronics and Computer Technology Center https://www.nectec.or.th ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ Tue, 27 Jul 2021 08:04:21 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 https://www.nectec.or.th/wp-content/uploads/2022/06/cropped-favicon-nectec-32x32.png research-success-case – NECTEC : National Electronics and Computer Technology Center https://www.nectec.or.th 32 32 Onboard Charger https://www.nectec.or.th/research/research-success-case/onboardcharger.html Wed, 26 Oct 2016 02:19:18 +0000 https://www.nectec.or.th/?p=2711

เครื่องชาร์จแบตเตอรี่แบบอินทิเกรทเต็ดสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า

ระบบขับเคลื่อนมอเตอร์ที่ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่เป็นส่วนสำคัญในระบบยานยนต์ไฟฟ้า ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของมอเตอร์ในการขับเคลื่อนยานยนต์ เนื่องจากระบบขับเคลื่อนมอเตอร์ดังกล่าวอาศัยพลังงานจากแบตเตอรี่ จึงจำเป็นที่จะต้องมีการชาร์จแบตเตอรี่เมื่อพลังงานไฟฟ้าในแบตเตอรี่หมด

ชาร์จเจอร์ที่ใช้ในการชาร์จแบตเตอรี่ของยานยนต์ไฟฟ้ามีสองแบบ คือ

  1. เป็นเครื่องชาร์จแบตเตอรี่จากสถานีชาร์จหรือเครื่องชาร์จแบตเตอรี่แบบออฟบอร์ด (Off-board charger) ซึ่งมีข้อดี ที่สามารถออกแบบให้มีพิกัดการจ่ายกำลังงานสูงๆ ได้ เพราะไม่มีข้อจำกัดของขนาด น้ำหนัก และพื้นที่ติดตั้ง
  2. เครื่องชาร์จที่ติดตั้งในตัวรถหรือเครื่องชาร์จแบตเตอรี่แบบออนบอร์ด (On-board charger) ซึ่งมีข้อดีคือ ตัวเครื่องมีขนาดเล็กและมีน้ำหนักเบา สามารถติดตั้งไว้ภายในยานยนต์โดยที่ไม่มีผลกระทบด้านน้ำหนักรวม ทำให้มีความสะดวกในการใช้งาน แต่มีข้อจำกัดทางด้านพิกัดกำลังงาน ทำให้ใช้เวลานานในการชาร์จแบตเตอรี่

ด้วยข้อจำกัดได้กล่าวมาข้างต้น ทำให้เครื่องชาร์จแบตเตอรี่แบบอินทิเกรทเต็ด (Integrated charger) เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับการชาร์จแบตเตอรี่ในยานยนต์ไฟฟ้า โดยการดัดแปลงวงจรภาคกำลังของระบบขับเคลื่อนมอเตอร์หรืออินเวอร์เตอร์ (Inverter) ที่มีในยานยนต์นั้นๆ อยู่แล้วให้สามารถชาร์จแบตเตอรี่ได้ด้วย

วิธีนี้มีข้อดีคือ สามารถชาร์จแบตเตอรี่ที่พิกัดกำลังไฟฟ้าสูงๆ ได้ เนื่องจากใช้อุปกรณ์ภาคกำลังชุดเดียวกันกับอินเวอร์เตอร์ซึ่งมีพิกัดกำลังงานที่สูง ทำให้สามารถประหยัดต้นทุนอุปกรณ์การผลิต ไม่ต้องเพิ่มพื้นที่ในการติดตั้งอุปกรณ์และไม่เพิ่มน้ำหนักรวมของยานยนต์

จุดเด่นของเครื่องชาร์จแบตเตอรี่แบบอินทิเกรทเต็ด

สามารถปรับเปลี่ยนการควบคุมให้เป็นวงจรแปลงผันพลังงานซึ่งขึ้นอยู่กับความเหมาะสมกับระดับแรงดันของแบตเตอรี่ที่เลือกใช้ ได้แก่ การควบคุมวงจรแบบบัค แบบบูส แบบบัค-บูส และแบบคาสเคดบัค-บูส ซึ่งการควบคุมการทำงานในแต่ละแบบสามารถชาร์จแบตเตอรี่และควบคุมค่ากระแสทางด้านระบบไฟฟ้ากระแสสลับให้มีลักษณะใกล้เคียงสัญญาณซายน์ ทำให้วงจรที่นำเสนอนี้มีประสิทธิภาพสูงและมีค่าตัวประกอบกำลังใกล้เคียง 1

Onboard charger เครื่องชาร์จแบตเตอรี่แบบอินทิเกรทเต็ดสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า

 

รูปที่ 1 โครงสร้างการทดสอบ

 

Onboard charger เครื่องชาร์จแบตเตอรี่แบบอินทิเกรทเต็ดสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า

 

รูปที่ 2 ต้นแบบ

 

รูปที่ 1 และรูปที่ 2 แสดงไดอะแกรมการทดสอบการทำงานเครื่องประจุแบตเตอรี่แบบอินทิเกรตเต็ดและต้นแบบจริงในห้องปฏิบัติ ตามลำดับ การทดสอบจะนำมาเชื่อมต่อกับแหล่งจ่ายไฟฟ้ากระแสสลับ 1 เฟส 220 โวลต์ 50 เฮิรตซ์ ที่กำลังไฟฟ้าสูงสุดที่ 3000 วัตต์ โดยจะประจุพลังงานลงแบตเตอรี่ ส่วนภาคระบบควบคุมจะใช้ชุดประมวลผล 32 บิต ของบริษัท Texas Instrument เบอร์ TMS320F28027 สำหรับควบคุมการสวิตช์ของอุปกรณ์สวิตชิ่งของวงจร โดยอุปกรณ์สวิตชิ่งที่ใช้เป็นมอสเฟตชนิดซิลิกอนคาร์ไบด์ (SiC MOSFET) และซิลิกอน (Si MOSFET)

]]>
ระบบแปลภาษา สำหรับอาเซียน 2015 https://www.nectec.or.th/research/research-success-case/asean-mt.html Tue, 04 Oct 2016 06:14:53 +0000 https://www.nectec.or.th/?p=2707
asean-mt
เชื่อมต่อประชาคมด้วยระบบแปลภาษาอาเซียน ASEAN MT

กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดย ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค ) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ( สวทช.) ร่วมกับ ประเทศสมาชิกอาเซียน นำความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาพัฒนาระบบแปลภาษาของประเทศสมาชิกอาเซียน (The ASEAN Machine Translation Project) ซึ่งเป็นหนึ่งโครงการสำคัญของคณะกรรมการอาเซียนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (ASEAN Committee on Science and Technology- COST) มุ่งหวังสนับสนุนกระบวนการติดต่อสื่อสาร การเรียนรู้ระหว่างชาติอาเซียน ผลลัพธ์ที่ได้ในโครงการนี้ทำให้คณะนักวิจัยได้มีทรัพยากรของภาษาอาเซียนที่สามารถนำไปใช้ต่อยอดในการพัฒนาระบบต่างๆ เพื่อช่วยการสื่อสารและมีระบบแปลภาษาสำหรับภาษาอาเซียน นอกจากนี้ในด้านการวิจัย ถือเป็นการรวมตัวของผู้เชี่ยวชาญทั้งทางด้านภาษาศาสตร์และวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ ในการร่วมมือกันพัฒนางานวิจัย คาดหากดำเนินการอย่างต่อเนื่องจะทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศภายในอาเซียนเป็นไปได้สะดวกขึ้น มีการบริการใหม่ๆ เช่น ธุรกิจการท่องเที่ยว สามารถนำระบบนี้ไปช่วยเพิ่มเติมมูลค่าให้กับธุรกิจของตนเองได้ โดยระบบแปลภาษาอัตโนมัติ สามารถทดลองใช้งานได้ที่

การรวมตัวประชาคมอาเซียนในปี พ.ศ.๒๕๕๘ จะทำให้เกิดการติดต่อสื่อสาร การเดินทางและแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนเพิ่มขึ้นอย่างมาก ประเทศสมาชิกอาเซียนมีภาษาและวัฒนธรรมที่แตกต่างกันมีจุดเด่นเฉพาะเป็นของตนเอง ดังนั้น ประชาชนของแต่ละประเทศจึงภาษาของตนเองเป็นหลัก การพัฒนาระบบแปลภาษาอัตโนมัติ จะเป็นตัวช่วยในการติดต่อสื่อสารข้ามกันไปมาระหว่างประเทศสมาชิกได้ ภาษาในอาเซียนที่สำคัญๆได้แก่ ภาษาไทย (ไทย) ภาษากัมพูชา (กัมพูชา) ภาษาลาว (ลาว) ภาษาบาฮาซาร์มาเลเซีย(มาเลเซีย) ภาษาบาฮาซาร์อินโดนีเซีย (อินโดนีเซีย) ภาษาบาฮาซาร์(บรูไน) ภาษาตากาล๊อก (ฟิลิปินส์) ภาษาพม่า(พม่า) ภาษาเวียดนาม(เวียดนาม) ภาษาจีนและอังกฤษ (สิงคโปร์) ในปีเริ่มต้นของโครงการเมื่อปี พ.ศ.๒๕๕๔ ทีมนักวิจัยจากห้องปฏิบัติการวิจัยเทคโนโลยีภาษาธรรมชาติและความหมายของเนคเทคได้เป็นแกนนำในการดำเนินโครงการร่วมกับทีมนักวิจัยจากประเทศสมาชิกอาเซียน และสิ้นสุดโครงการระยะที่ ๑ ในปี ๒๕๕๘ ผลของโครงการฯได้สร้างองค์ความรู้ใหม่ๆในเชิงวิชาการและพร้อมที่จะเดินหน้าพัฒนาให้เกิดประโยชน์ในหลายมิติ และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง ส่วนในระยะที่ ๒ ของโครงการฯ ทางคณะนักวิจัยวางแผนที่จะเสนอผลงานในวารสารทางวิชาการร่วมกัน เพื่อต่อยอดความร่วมมือระหว่าง และวางแผนนำทรัพยากรที่ได้ มาประยุกต์ เป็น ระบบช่วยในการท่องเที่ยวผ่านทางสมาร์ตโฟน

ASEAN Machine Translation หรือ ASEAN MTเป็นการพัฒนาระบบแปลภาษาในกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน ซึ่ง สมาชิกแต่ละประเทศร่วมมือกันในการวิจัยและพัฒนาและร่วมกันสร้างทรัพยากรภาษา ในระยะที่๑ โครงการนี้มุ่งเน้นการพัฒนางานวิจัยมากกว่าการพัฒนาเป็นการให้บริการ ระบบแปลภาษาอาเซียนนี้จะเน้นการพัฒนาระบบแปลภาษาในกลุ่มสมาชิกอาเซียนซึ่งบางภาษามีทรัพยากรน้อยมาก ดังนั้น ระบบแปลภาษาอัตโนมัติที่มีมาก่อนหน้านี้ จะไม่สามารถแปลไปมาระหว่างกันได้โดยตรง ต้องผ่านภาษาอังกฤษ ที่มีรากฐานภาษาต่างกับภาษาในประเทศในกลุ่มอาเซียนมาก จึงทำให้โอกาสแปลได้ถูกต้องมีน้อย แต่ระบบนี้จะสร้างทรัพยากรซึ่งเป็นรากฐานในการพัฒนาในอนาคตได้ การวิจัยในครั้งนี้เป็นการแปลเฉพาะทาง เพื่อทำให้สามารถต่อยอดการใช้งานได้จริง ดังนั้นโครงการนี้จึงโครงการนี้จึงเลือกที่จะทีพัฒนาบนโดเมนเฉพาะ คือ โดเมนการท่องเที่ยวเป็นลำดับแรก ซึ่งมีจำนวนคำศัพท์ประมาณ ๕,๐๐๐ คำ ซึ่งจะช่วยให้นักท่องเที่ยวที่เดินทางไปมาในประเทศกลุ่มสมาชิกมีข้อมูลที่มีคุณภาพได้

asean-mt

 

]]>
เทคโนโลยีฟิล์ม สปัตเตอริง https://www.nectec.or.th/research/research-success-case/thin-film.html Tue, 04 Oct 2016 04:57:03 +0000 https://www.nectec.or.th/?p=2703

จากการที่ภาคอุตสาหกรรมในประเทศไทย มักมีอุปสรรคในการวิจัยและพัฒนา (R&D) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจ เนื่องจากต้องลงทุนสูงและต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ เนคเทคจึงมุ่งมั่นที่จะเข้าไปสนับสนุนและเสริมขีดความสามารถในด้านการวิจัยและพัฒนาให้กับภาคอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง การเปิดตัวระบบเคลือบฟิล์มบางต้นแบบในวันนี้ เป็นผลงานของห้องปฏิบัติการวิจัยฟิล์มบางเชิงแสงที่ได้ศึกษาและพัฒนาเทคโนโลยีดังกล่าวมาเป็นระยะเวลานาน มีความรู้ความเข้าใจในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ฟิล์มบางอย่างครบถ้วน มีอุปกรณ์และเครื่องมือพร้อมบุคลากรที่มีความชำนาญ ทั้งการออกแบบ การเคลือบ และการวิเคราะห์ ซึ่งองค์ประกอบทั้งสามอย่าง เป็นกุญแจสำคัญในความสำเร็จของการสร้างฟิล์มบาง ซึ่งเนคเทคมีความพร้อมในการให้คำปรึกษาและรับจ้างวิจัยพัฒนาฟิล์มบางต้นแบบสำหรับผลิตภัณฑ์ของอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง รวมไปถึงให้ใช้เครื่องมือภาคการศึกษาด้วย

thin-film

เทคโนโลยีสปัตเตอริงเป็นหนึ่งในเทคนิคการเคลือบฟิล์มบางในสุญญากาศ ที่มีความเหมาะสมที่สุดสำหรับงานวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ฟิล์มบางชนิดต่างๆ เนื่องจากกระบวนการนี้ใช้เคลือบฟิล์มได้หลากหลายชนิด เช่น ฟิล์มโลหะ อัลลอย แก้ว เซรามิกส์ ฟิล์มสารกึ่งตัวนำ สามารถควบคุมความหนาของฟิล์มได้อย่างแม่นยำ และปรับแต่งสมบัติของฟิล์มได้อย่างกว้างขวาง กลุ่มอุตสาหกรรมในประเทศไทยที่ใช้เทคโนโลยี สปัตเตอริง ได้แก่ ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ ฮาร์ดดิสไดรฟ์ ยานยนต์ กระจกอาคาร ใยแก้วนำแสง และเซลล์แสงอาทิตย์ เป็นต้น ปัจจุบันอุตสาหกรรมไทยต้องพึ่งพาเทคโนโลยีสปัตเตอริงซึ่งมีราคาแพง เพราะต้องนำเข้าทั้งอุปกรณ์เครื่องเคลือบ และ เทคโนโลยีโนฮาวจากต่างประเทศ เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์ในอุตสาหกรรมต่างๆ อีกทั้งลดทอนโอกาสการพัฒนาทรัพยากรบุคคลในหน่วยงานวิจัย และสถาบันการศึกษาในประเทศไทย

ในโครงการฯนี้ คณะผู้วิจัยได้ออกแบบ และสร้างหัวเคลือบและระบบห้องเคลือบสุญญากาศขึ้นเอง อาศัยประสบการณ์การตรงกว่า ๒๐ ปี ในงานวิจัยการเคลือบฟิล์มบางในสุญญากาศทั้งในระดับอุตสาหกรรมและห้องปฏิบัติการ เน้นการออกแบบและพัฒนาเครื่องที่มีประสิทธิภาพสูง เที่ยงตรง แม่นยำ ทำสุญญากาศได้เร็ว ดูแลรักษาง่าย ไม่ซับซ้อน รองรับการดัดแปลงตามความต้องการของผู้ใช้ได้ในระยะยาว
thin-film

 

thin-film

 

thin-film

 

ทีมนักวิจัยจากห้องปฏิบัติการวิจัยฟิล์มบางเชิงแสง หน่วยวิจัยอุปกรณ์และระบบอัจฉริยะ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มีความชำนาญและประสบการณ์สูง ทั้งด้านการออกแบบฟิล์ม เทคนิคการเคลือบ และเทคนิคการวิเคราะห์สมบัติของฟิล์ม พร้อมที่จะให้ความร่วมมือด้านงานวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ฟิล์มบางเชิงอุตสาหรรมให้กับภาคเอกชน เพื่อลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ ยกระดับความสามารถในการแข่งขัน และพร้อมที่จะมีส่วนร่วมพัฒนาบุคคลากรทางด้านฟิล์มบางให้กับ หน่วยงานของรัฐ และสถาบันการศึกษาต่างๆ

ผู้สนใจสามารถติดต่อ

คุณพีรนันท์ กาญจนาศรีสุนทร
ฝ่ายพัฒนาธุรกิจและถ่ายทอดเทคโนโลยี (BTT)
โทรศัพท์ 02-564-6900 ต่อ 2356
e-mail: peeranan.kanjanasrisuntorn@nectec.or.th

หมายเหตุ

หลักการทำงานของเครื่องโดยสังเขปของเครื่องเคลือบสุญญากาศแบบสปัตเตอร์ริง เริ่มต้นจากสร้างสภาวะสุญญกาศภายในห้องเคลือบ โดยการดูดมวลอากาศออกจากห้องเคลือบ ให้มีความดันเหลือไม่เกิน 1×10-6 มิลลิบาร์ แล้วจึงเติมแก๊ส อาร์กอน เข้าสู่ห้องเคลือบให้มีความดันพอเหมาะ แล้วจึงเริ่มการทำงานของหัวเคลือบ โดยสร้างไอออนของแก๊สอาร์กอนด้วยสนามแม่เหล็ก และสนามไฟฟ้า บังคับให้ไอออนพุ่งชนเป้าสารเคลือบ กระแทกจนอนุภาคของสารเคลือบที่ผิวของเป้ากระเด็นออกมาเคลือบบนผิวชิ้นงาน เกิดเป็นฟิล์มบางตามต้องการ

]]>
ระบบติดตามตรวจวัดข้อมูลระยะไกลด้านความปลอดภัยเขื่อน (Dam Safety Remote Monitoring System: DS-RMS) https://www.nectec.or.th/research/research-success-case/dam-safety-remote-monitoring-system-ds-rms.html Tue, 04 Oct 2016 04:54:44 +0000 https://www.nectec.or.th/?p=2698

การจัดการน้ำและความปลอดภัยเขื่อนโดยเฉพาะเขื่อนขนาดใหญ่ 14 เขื่อน ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลโดย การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จะดำเนินงานครอบคลุมทั้งระบบตามมาตรฐานองค์ประกอบด้านการจัดการน้ำและความปลอดภัย รวมทั้ง จะต้องมีการจัดการข้อมูลที่ดี ตลอดจนมีการจัดการแผนฉุกเฉินร่วมกับผู้ที่เกี่ยวข้องภายใต้การจำลองสถานการณ์จริง การกำกับดูแลดังกล่าว ได้มีการติดตั้งระบบควบคุมอัตโนมัติซึ่งดำเนินการร่วมกับเนคเทค ที่ได้พัฒนาระบบติดตามตรวจวัดข้อมูลระยะไกลด้านความปลอดภัยเขื่อน (Dam Safety Remote Monitoring System: DS-RMS) โดยข้อมูลจากทุกเขื่อนจะถูกเชื่อมโยงมายังศูนย์ประมวลผลกลางด้านความปลอดภัยเขื่อนผ่านสายไฟเบอร์ออฟติค เพื่อติดตามข้อมูลพฤติกรรมของเขื่อน ประกอบด้วยระบบอัตโนมัติซึ่งมีหน่วยควบคุมระยะไกล (Remote Terminal Unit: RTU) เป็นระบบเสมือนผู้เชี่ยวชาญ มี serverช่วยจัดเก็บข้อมูลแบบ real-time ส่งไปยังศูนย์ประมวลผลกลางด้านความปลอดภัยเขื่อน (central server) ด้วยเครือข่าย IT star โดยมีการประมวลผลผ่าน Web application เพื่อเป็นแนวทางในการจัดการน้ำและความปลอดภัย นอกจากนี้ เนคเทคยังได้พัฒนาแบบจำลองอุทกพลศาสตร์ เพื่อคำนวณพฤติกรรมน้ำและแนวทางในการป้องกันน้ำท่วมที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้กับสถานการณ์อื่นๆ ได้ด้วย

]]>
ระบบประเมินพฤติกรรมการขับขี่ด้วย Smartphone: SafeMate https://www.nectec.or.th/research/research-success-case/smartphone-safe-mate.html Tue, 27 Sep 2016 06:20:20 +0000 https://www.nectec.or.th/?p=2691
จากข้อมูลของ เว็บไซต์ศูนย์ข้อมูลอุบัติเหตุ พบข้อมูลอุบัติเหตุสะสมประจำปี 2556 พบว่า มีผู้บาดเจ็บจากอุบัติเหตุรวม 578,490 ราย เสียชีวิต 6,834 ราย รวมทั้งสิ้น 585,324 ราย สำหรับในรอบปี 2556ที่ผ่านมาได้เกิดอุบัติเหตุร้ายแรงขึ้นหลายครั้ง แต่ที่เกิดบ่อยครั้งและมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก คือ อุบัติเหตุจากรถโดยสารสาธารณะ และจากข้อมูลของ ศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน สรุปสถิติอุบัติเหตุทางถนนในช่วง 7 วันอันตรายสงกรานต์ 2556 ระหว่างวันที่ 11 เมษายน – 17 เมษายน 2556 มีอุบัติเหตุ 2,828 ครั้ง เสียชีวิต 321ราย และบาดเจ็บ3,040 ราย โดยสาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุมากที่สุด คือ เมาแล้วขับโดยรถจักรยานยนต์ ส่วนจังหวัดที่มีอุบัติเหตุและผู้บาดเจ็บสูงสุด คือ เชียงใหม่ โดยมีอุบัติเหตุรวม 104 ครั้ง และมีผู้บาดเจ็บมากที่สุด 110 ราย จังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตสูงสุด คือ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 12 ราย และจังหวัดที่ไม่มีผู้เสียชีวิต 7 จังหวัด คือ จังหวัดชัยภูมิ ตราด ปัตตานี ภูเก็ต ยะลา ระนอง และอำนาจเจริญ
 
SafeMate

 

จากปัญหาดังกล่าวทีมนักวิจัยจากเนคเทค ได้วิจัยพัฒนาแอพพลิเคชั่นที่ชื่อว่า SafeMate เป็นระบบประเมินพฤติกรรมการขับขี่ด้วยSmartphone เพื่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้องและผู้ที่ต้องการเครื่องมือที่ช่วยในการป้องกันอุบัติเหตุในด้านการจราจรด้วยรถยนต์สามารถนำไปใช้ประโยชน์ จะช่วยให้ทุกฝ่ายสามารถเตือนภัยและป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุขึ้นมาได้ โดย สมาคมวิจัยวิทยาการขนส่งแห่งเอเชีย (ATRANS) ร่วมเป็นผู้สนับสนุน

SafeMate

 

SafeMate เป็นระบบที่ใช้งานผ่านapplication บนโทรศัพท์ Smartphone เป็นเครื่องมือในการวัดระดับความปลอดภัยในการขับขี่ เน้นความสะดวก ใช้งานและเข้าถึงง่าย ต้นทุนต่ำ โดยใช้ sensor ที่มีอยู่บน smartphone ที่เรียกว่า Accelerometer sensor ซึ่งสามารถประมวลผลเหตุการณ์ในการขับขี่แบบ real-time เช่น การเบรก การเร่ง เปลี่ยนเลน และเลี้ยวกะทันหัน สามารถแจ้งเตือน (alert) เมื่อมีการขับขี่แบบอันตราย เช่น แจ้งเตือนด้วยเสียง แจ้งเตือนแบบ icon บนแผนที่ มีเครื่องหมายตกใจบนหน้าจอ เครื่องสั่น เมื่อขับเร็วเกินความเร็วที่กำหนด นอกจากนี้ SafeMate ยังมีระบบคิดคะแนนประเมินการขับขี่ เก็บประวัติการขับรถพร้อมแสดงข้อมูลรายสัปดาห์ และแชร์ข้อมูลผ่าน Facebook เพื่อนำมาใช้ปรับปรุงพฤติกรรมการขับขี่ได้

SafeMate

 

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถ Download SafeMate ได้ที่ Google play และ App Store

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

ดร.เฉลิมพล สายประเสริฐ

หน่วยวิจัยสารสนเทศ การสื่อสารและการคำนาณ

Tel: +66 (0) 2564 6900 ext. 2218

E-mail: chalermpol.saiprasert@nectec.or.th

]]>