AI Thailand – NECTEC : National Electronics and Computer Technology Center https://www.nectec.or.th ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ Wed, 20 Aug 2025 07:42:49 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 https://www.nectec.or.th/wp-content/uploads/2022/06/cropped-favicon-nectec-32x32.png AI Thailand – NECTEC : National Electronics and Computer Technology Center https://www.nectec.or.th 32 32 อว. ผนึก ดีอี โดย สวทช. จุฬาฯ และ สพธอ. เตรียมการจัดตั้ง “AI Thailand Hub” https://www.nectec.or.th/news/news-pr-news/press-aith-aithailandhub.html Wed, 13 Aug 2025 10:00:16 +0000 https://www.nectec.or.th/?p=40880

อว. ผนึก ดีอี โดย สวทช. จุฬาฯ และ สพธอ. เตรียมการจัดตั้ง “AI Thailand Hub” เดินหน้ายุทธศาสตร์ AI นำร่อง COE ประเทศ ลุยสร้างคน สร้างมาตรฐาน บริการ AI ครบวงจร

13 สิงหาคม 2568 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ – ประเทศไทยปักหมุดอนาคตด้านปัญญาประดิษฐ์ครั้งสำคัญ ด้วยการเตรียมการจัดตั้ง ‘ศูนย์ความเชี่ยวชาญด้านปัญญาประดิษฐ์ (AITH: AI Thailand Hub’ จากความร่วมมือของ 2 กระทรวง โดย 3 หน่วยหลัก ได้แก่ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดย สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) เพื่อเป็นกลไกสำคัญขับเคลื่อนการจัดตั้งศูนย์ความเชี่ยวชาญ (AI Center of Excellence – COE) ภายใต้แผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (พ.ศ. 2565-2570) โดย ใน 2 ด้าน ได้แก่ ศูนย์นวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์ด้านการศึกษา และศูนย์สอบเทียบสมรรถนะและทดสอบมาตรฐานผลิตภัณฑ์ปัญญาประดิษฐ์ พร้อมให้บริการครอบคลุมการพัฒนาบุคลากร การสร้างมาตรฐานและรับรองผลิตภัณฑ์ การให้คำปรึกษาเชิงกลยุทธ์ ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI

 พิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือครั้งนี้ ได้รับเกียรติจาก นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ร่วมกล่าวแสดงความยินดี โดยมีผู้ลงนาม ได้แก่ ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) และดร.ชัยชนะ มิตรพันธ์ ผู้อำนวยการ สพธอ. พร้อมด้วยคณะผู้บริหารจากทั้ง 3 หน่วยงานร่วมเป็นสักขีพยาน นำโดย ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการเนคเทค สวทช. รศ.ดร.มาโนช โลหเตปานนท์ รองอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนางสาวรจนา ล้ำเลิศ ที่ปรึกษา สพธอ. หัวหน้าศูนย์ธรรมาภิบาลปัญญาประดิษฐ์

นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. กล่าวว่า “กระทรวง อว. มีบทบาทสำคัญในการร่วมขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติฯ มุ่งพัฒนาระบบนิเวศ AI ของประเทศ ผ่านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบสนับสนุน การเสริมศักยภาพบุคลากร การวิจัยและสร้างนวัตกรรม การกำกับดูแลตามมาตรฐานสากล และการผลักดันให้เกิดการประยุกต์ใช้ AI ในทุกภาคส่วน ศูนย์ AITH จะเป็นกลไกกลางในการบูรณาการความร่วมมือให้การพัฒนาและการกำกับดูแล AI เป็นไปในทิศทางเดียวกัน รองรับการประยุกต์ใช้ AI อย่างมีประสิทธิภาพและมีความปลอดภัย ขอชื่นชมในความมุ่งมั่นและวิสัยทัศน์ของผู้บริหารทั้งสามหน่วยงานหลัก ที่ได้วางรากฐานสำคัญในครั้งนี้ เพื่อยกระดับขีดความสามารถของประเทศทางด้านเทคโนโลยี AI นำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดียิ่งขึ้น”

ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. ปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ Building a Sustainable AI Innovation Ecosystem โดยกล่าวว่า คณะกรรมการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติฯ มีมติเห็นชอบกรอบการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติ (National AI Program) โดยมีหัวใจสำคัญ คือ การพัฒนาระบบนิเวศ AI ผ่าน 2 แนวทางหลัก ได้แก่ (1) การสร้างความพร้อม AI (AI Readiness) ในด้านกำลังคน โครงสร้างพื้นฐาน และการกำกับดูแล (2) การผลักดันการนำ AI ไปใช้ ในทุกภาคส่วน (AI Adoption) โดยมีกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนผ่านการจัดตั้งภาคีเครือข่าย (Consortium) และศูนย์ความเชี่ยวชาญ (AI Center of Excellence – COE) อย่างน้อย 9 แห่ง ที่ตอบโจทย์ในอุตสาหกรรมสำคัญของประเทศ

“การเตรียมการจัดตั้งศูนย์ AITH ในวันนี้ นับเป็นการวางรากฐานนำร่องศูนย์ COE ใน 2 ด้านสำคัญ ได้แก่ การสร้างกำลังคน ผ่านศูนย์นวัตกรรม AI ด้านการศึกษา และ การสร้างมาตรฐานกลางสำหรับการประเมิน AI ผ่านศูนย์สอบเทียบสมรรถนะ และทดสอบมาตรฐาน ผลิตภัณฑ์ AI ซึ่งจะเป็นต้นแบบให้กับการจัดตั้งศูนย์ COE ในสาขาอื่น ๆ ต่อไป” ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ กล่าว

การเตรียมการจัดตั้งศูนย์ความเชี่ยวชาญด้านปัญญาประดิษฐ์ มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการเข้าถึง สร้างความเข้าใจ และสนับสนุนการนำ AI ไปใช้เพื่อสร้างคุณค่าให้กับภาคส่วนต่าง ๆ บนพื้นฐานของจริยธรรมและความปลอดภัย ภายใต้กรอบความร่วมมือระยะเวลา 3 ปี สวทช. มีความพร้อมอย่างยิ่งในการสนับสนุนการดำเนินงานของศูนย์ AITH ด้วยโครงสร้างพื้นฐานและบริการด้านเทคโนโลยีที่ สวทช. ได้พัฒนาจนเชี่ยวชาญและได้รับการยอมรับในระดับสากล

“ในส่วนศูนย์สอบเทียบสมรรถนะฯ สวทช. โดย เนคเทค จะนำศักยภาพของห้องปฏิบัติการทดสอบเฉพาะทาง (SQUAT) ซึ่งเป็นห้องปฏิบัติการทดสอบซอฟต์แวร์แห่งแรกของไทยที่ได้รับการรับรองมาตรฐานสากล ISO/IEC 17025 เข้ามาเป็นกลไกหลักในการทดสอบและรับรองผลิตภัณฑ์ AI เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพและมาตรฐาน ขณะเดียวกันศูนย์ AITH จะเป็นช่องทางสำคัญให้ภาคอุตสาหกรรมและนักวิจัยสามารถเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐาน AI ของประเทศ ที่ สวทช. ดูแลอยู่ ทั้งระบบลันตาซูเปอร์คอมพิวเตอร์ (LANTA HPC) และแพลตฟอร์ม AI for Thai ให้บริการ API AI สัญชาติไทย ได้สะดวกยิ่งขึ้น ถือเป็นการนำสินทรัพย์ทางเทคโนโลยีของประเทศมาต่อยอดและขยายผลผ่านความร่วมมือเพื่อสร้างระบบนิเวศ AI ที่เข้มแข็งและแข่งขันได้จริง” ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ อธิบาย

ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) กล่าวว่า “ภารกิจหลักของสถาบันอุดมศึกษาคือการสร้าง ‘ทุนมนุษย์’ ที่มีคุณภาพ เพื่อเป็นพลังขับเคลื่อนอนาคตของประเทศ ภายใต้วิสัยทัศน์ AI University จุฬาฯ เป็นต้นแบบของสถาบันอุดมศึกษาของไทยได้บุกเบิกและพัฒนาองค์ความรู้ด้านการประยุกต์ใช้ AI เพื่อการศึกษา ผ่านโครงการต่าง ๆ อาทิ ChulaGENIE (Generative AI ของจุฬาฯ) อย่างต่อเนื่อง แต่ความรู้นี้ไม่ควรถูกจำกัดอยู่เพียงในรั้วมหาวิทยาลัย ความร่วมมือจัดตั้งศูนย์ AITH จึงเป็นกลไกสำคัญที่จะทำให้จุฬาฯ นำร่องให้สถาบันอุดมศึกษาของไทยสามารถนำประสบการณ์และความเชี่ยวชาญของบุคลากร ไปถ่ายทอดและต่อยอดสู่การพัฒนากำลังคนของประเทศในวงกว้าง เพื่อสร้างนักนวัตกร AI ที่มีคุณภาพ พร้อมตอบสนองต่อความต้องการของภาคอุตสาหกรรม และร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่อนาคตอย่างยั่งยืน”

ดร.ชัยชนะ มิตรพันธ์ ผู้อำนวยการ สพธอ. กล่าวว่า “สพธอ. มีภารกิจสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นในระบบดิจิทัล ผ่านการวางกรอบธรรมาภิบาล AI ที่ชัดเจนและได้มาตรฐาน โดยเฉพาะในยุคที่ AI กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ปัจจุบัน สพธอ. อยู่ระหว่างเดินหน้าพัฒนา (ร่าง) หลักการของกฎหมายว่าด้วยปัญญาประดิษฐ์ AI และหลักการทดสอบ AI Regulatory sandbox รวมถึงเปิดรับฟังความเห็นจากทุกภาคส่วนเมื่อเดือนมิถุนายน 2025 ที่ผ่านมา

การเตรียมการจัดตั้งศูนย์ AI Thailand Hub ในครั้งนี้จะเป็นกลไกที่เป็นกลางและโปร่งใส สำหรับทดสอบ ยืนยันวิเคราะห์ และประเมินระบบ AI ในเชิงปฏิบัติ เพื่อรองรับกรอบนโยบายในระดับประเทศของเรา ศูนย์นี้จึงเป็นหน่วยงานกลางเพื่อเชื่อมระหว่าง ผู้กำหนดนโยบาย และ ภาคปฏิบัติการ เพื่อยกระดับความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ใช้งานทั่วไป และเป็นพลังขับเคลื่อนนวัตกรรม AI ที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมและยั่งยืน”

ผู้ที่สนใจสามารถศึกษารายละเอียด และลงทะเบียนเพื่อรับบริการ
ศูนย์ความเชี่ยวชาญด้านปัญญาประดิษฐ์ (AITH: AI Thailand Hub)
ได้ที่ https://www.ai.in.th/AITH

]]>
เปิดตัว Medical AI Data Platform ชวนโรงพยาบาล แชร์-เชื่อม-ใช้ ภาพทางการแพทย์ 2.2 ล้านภาพ https://www.nectec.or.th/news/news-pr-news/medical-ai.html Tue, 22 Apr 2025 01:34:07 +0000 https://www.nectec.or.th/?p=39725

กระทรวง อว. จับมือ สธ. โดย สวทช. ม.มหิดล กรมการแพทย์ และพันธมิตร เปิดตัว Medical AI Data Platform ชวนโรงพยาบาล แชร์-เชื่อม-ใช้ ภาพทางการแพทย์ 2.2 ล้านภาพ หวังเป็นแพลตฟอร์มกลางที่ใช้ AI เป็นตัวช่วยคัดกรอง-หมอวินิจฉัยโรครวดเร็ว

(วันที่ 21 เมษายน 2568) โรงแรมแกรนด์ เซ็นเตอร์ พอยต์ ลุมพินี กรุงเทพฯ: กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) เดินหน้าขับเคลื่อนการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในภาคสาธารณสุข โดยมีนางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. กล่าวถึงนโยบาย อว. for AI และเป็นสักขีพยานในการประกาศความร่วมมือกับพันธมิตรทางการแพทย์ ประกอบด้วย กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข และ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล พร้อมด้วยภาคีเครือข่าย Medical AI Consortium ซึ่งภายในงานมีการ เปิดตัว “แพลตฟอร์มข้อมูลกลางทางการแพทย์ (Medical AI Data Platform)” อย่างเป็นทางการ ที่มุ่งสร้างโครงสร้างพื้นฐานและระบบนิเวศข้อมูลที่เข้มแข็ง รองรับการพัฒนานวัตกรรม AI ทางการแพทย์เพื่อคนไทย โดยมี พญ.เพชรดาว โต๊ะมีนา ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ผู้ช่วยศาสตราจารย์พิเศษ นายแพทย์ธนินทร์ เวชชาภินันท์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ศาสตราจารย์ นายแพทย์ปิยะมิตร ศรีธรา อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. ศาสตราจารย์ ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ดร.ณิรวัฒน์ ธรรมจักร์ ผู้อำนวยการหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคน และทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษาการวิจัยและการสร้างนวัตกรรม (บพค.) ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการ เนคเทค สวทช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมงานแถลงข่าว

นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. กล่าวว่า “กระทรวง อว. ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการขับเคลื่อนเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ผ่านนโยบาย ‘อว. for AI’ ซึ่งมุ่งสร้างระบบนิเวศ AI ที่ครบวงจร การแพทย์เป็นเป้าหมายสำคัญที่ AI จะช่วยเพิ่มความแม่นยำ รวดเร็ว และลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการสุขภาพ การสนับสนุนการจัดตั้ง Medical AI Consortium ผ่านทุนวิจัยจากหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคน และทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษาการวิจัยและการสร้างนวัตกรรม (บพค.) เพื่อพัฒนา Medical AI Data Platform ถือเป็นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญยิ่งของประเทศ แพลตฟอร์มนี้ไม่ได้เป็นเพียงคลังข้อมูล แต่ยังประกอบด้วยเครื่องมือที่พัฒนาโดย สวทช. ซึ่งจะช่วยให้นักวิจัยและแพทย์สามารถพัฒนานวัตกรรม AI ได้ง่ายขึ้น ถือเป็นภารกิจสำคัญในการสร้างรากฐาน AI การแพทย์ที่มั่นคงของประเทศ จึงขอเชิญชวนโรงพยาบาลและโรงเรียนแพทย์ร่วมแบ่งปันข้อมูลและระบุโจทย์ที่สำคัญ และนักวิจัยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาร่วมพัฒนาโมเดล AI ที่ใช้ได้จริง เพื่อร่วมกันยกระดับสาธารณสุขไทยให้ก้าวทันโลก และใช้ประโยชน์จาก AI ได้อย่างเต็มศักยภาพ”

ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า “สวทช. มีพันธกิจในการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมายกระดับคุณภาพชีวิตและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ Medical AI Consortium และ แพลตฟอร์มข้อมูลกลางทางการแพทย์ ที่พัฒนาขึ้นนี้ คือ ตัวอย่างของการ บูรณาการความเชี่ยวชาญด้านดิจิทัลและ AI ของ สวทช. เข้ากับความรู้ทางการแพทย์จากพันธมิตร เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่ง ตัวอย่างของเทคโนโลยีอย่าง RadiiView และ NomadML ที่พัฒนาโดยนักวิจัยเนคเทค สวทช. จะช่วยปลดล็อกให้นักวิจัยและแพทย์ไทยสามารถสร้างสรรค์นวัตกรรม AI ได้เอง ลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ และนำไปสู่ AI ทางการแพทย์ที่ตอบโจทย์บริบทของประเทศไทยอย่างแท้จริง”

แพลตฟอร์มข้อมูลกลางทางการแพทย์ (Medical AI Data Platform)

แพลตฟอร์มข้อมูลกลางทางการแพทย์ (Medical AI Data Platform) พัฒนาโดยเนคเทค สวทช. ประกอบด้วยเทคโนโลยีที่สนับสนุนกระบวนการพัฒนา AI ทางการแพทย์ของประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ ครบวงจร และปลอดภัยตามมาตรฐานคลาวด์กลางภาครัฐ (GDCC) ภายใต้การดูแลของกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ครอบคลุม 3 ส่วนหลัก ได้แก่
1. ส่วนบริหารจัดการข้อมูล (Data Management) รองรับการรวบรวม จัดเก็บ จัดทำรายการข้อมูลภาพทางการแพทย์อย่างปลอดภัยและเป็นระบบ มีการกำกับดูแลสิทธิ์การเข้าถึงตามหลักธรรมาภิบาลข้อมูล นอกจากนี้ นักวิจัยเนคเทค สวทช. ยังพัฒนา RadiiView ซอฟต์แวร์และคลาวด์แอปพลิเคชันสำหรับการกำกับข้อมูลภาพทางการแพทย์ (Annotation) ที่มีเครื่องมือช่วยให้แพทย์ระบุลักษณะสำคัญบนภาพได้อย่างแม่นยำ เพื่อสร้างชุดข้อมูล
2. ส่วนพัฒนาและฝึกสอน AI (AI Modeling) ผ่านแพลตฟอร์ม NomadML ที่ช่วยให้นักวิจัยสามารถพัฒนาโมเดลได้โดย ไม่ต้องเขียนโค้ดโปรแกรมที่ซับซ้อน เพียงนำชุดข้อมูลที่กำกับแล้วจาก RadiiView มาใช้บนแพลตฟอร์มนี้ ซึ่งเชื่อมต่อกับทรัพยากรประมวลผลสมรรถนะสูงอย่าง LANTA Supercomputer ของ สวทช. เพื่อเร่งกระบวนการพัฒนาโมเดล
3. ส่วนบริการ AI (AI Service Deployment) มุ่งเน้นการนำโมเดล AI ที่ผ่านการพัฒนาและตรวจสอบประสิทธิภาพแล้ว ไปสู่การใช้งานจริงในระบบบริการสุขภาพ โดยอาจให้บริการผ่าน National AI Service Platform เพื่อให้เกิดประโยชน์ในวงกว้าง

โดยแพลตฟอร์มดังกล่าว ได้รวบรวมภาพทางการแพทย์แล้วกว่า 2.2 ล้านภาพ ครอบคลุม 8 กลุ่มโรคสำคัญ ได้แก่ โรคทรวงอก, มะเร็งเต้านม (ภาพแมมโมแกรม), โรคตา (ภาพจอประสาทตา), โรคในช่องท้อง (ภาพอัลตราซาวด์), โรคผิวหนัง, โรคหลอดเลือดสมอง (ภาพ CT/MRI), และโรคกระดูกพรุน (ภาพ BMD/VFA) พร้อมทั้งพัฒนาโมเดล AI ต้นแบบแล้ว 2 บริการ ซึ่งมีศักยภาพในการช่วยแบ่งเบาภาระงานของบุคลากรทางการแพทย์ เพิ่มความแม่นยำในการวินิจฉัย และขยายโอกาสการเข้าถึงบริการสุขภาพ

ปัจจุบัน Medical AI Consortium มีสมาชิกเข้าร่วมขับเคลื่อนรวม 6 หน่วยงาน ได้แก่ กรมการแพทย์, คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ม.มหิดล, คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, คณะแพทยศาสตร์ ม.สงขลานครินทร์, คณะแพทยศาสตร์ ม.เชียงใหม่ และ คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล ม.นวมินทราธิราช

อย่างไรก็ดี สวทช. และพันธมิตร เชื่อมั่นว่าความร่วมมือและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลกลางทางการแพทย์นี้ จะเป็นปัจจัยสำคัญในการเร่งสร้างนวัตกรรม AI ทางการแพทย์ที่ใช้งานได้จริงในวงกว้าง จึงขอเชิญชวนหน่วยงานทางการแพทย์ สถาบันการศึกษา นักวิจัย และภาคเอกชน ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศนี้ เพื่อขับเคลื่อนระบบสาธารณสุขไทยให้ก้าวหน้าต่อไป

 ศาสตราจารย์ นายแพทย์ปิยะมิตร ศรีธรา อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ตัวอย่าง AI ที่คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ร่วมกับ บริษัทสตาร์ตอัป เริ่มพัฒนาการใช้ AI เพื่อการอ่านผลภาพเอกซเรย์ทรวงอก (Chest X-ray) ทางการแพทย์และสร้างรายงานทางการแพทย์เพื่อใช้ในการวินิจฉัยความผิดปกติของภาพเอกซเรย์ทรวงอก เพื่อขยายผลการให้บริการผู้ป่วยในโรงพยาบาลศิริราช โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ และศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก รวมทั้งโรงพยาบาลอื่น ๆ ในราคาถูกกว่าเมื่อเทียบกับการซื้อโปรแกรม AI มาจากต่างประเทศ ช่วยลดงบประมาณค่าใช้จ่ายโรงพยาบาลในประเทศไทย โดยล่าสุดเทคโนโลยีเพื่อการอ่านผลภาพเอกซเรย์ทรวงอก (Chest X-ray) ได้ผ่านมาตรฐานกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กระทรวงสาธารณสุขแล้ว และคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล กำลังพัฒนาไปยังโรคอื่น ๆ ซึ่งในอนาคตมีแผนจะดำเนินการวิจัยและพัฒนาเพื่อสร้าง AI สำหรับใช้ในโรงพยาบาลนำไปสู่การใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพต่อไป

อย่างไรก็ตาม Medical AI Consortium เป็นเครือข่ายสำคัญที่จะเป็นโอกาสให้ประเทศไทยดึง DATA มาร่วมแบ่งเป็นข้อมูลในการทำงานด้านการแพทย์มากยิ่งขึ้น เพื่อให้เกิดการพัฒนาข้อมูลทางการแพทย์ที่เป็นประโยชน์เพื่อให้ AI เรียนรู้ข้อมูลได้ฉลาดและแม่นยำมากขึ้น 

ด้าน นายแพทย์ธนินทร์ เวชชาภินันท์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ปัจจุบันปัญญาประดิษฐ์ (AI) ได้เข้ามามีบทบาทอย่างกว้างขวางในทุกภาคส่วน รวมถึงในวงการแพทย์ โดย AI ได้รับการยอมรับมากขึ้นในฐานะเครื่องมือสำคัญที่ช่วยเสริมประสิทธิภาพในการดูแลรักษาทางการแพทย์ ทั้งในด้านการวินิจฉัย การรักษา และการบริหารจัดการระบบสุขภาพ

ในประเทศไทยพบว่าผู้ป่วยเบาหวานกว่า 6 ล้านคน ราว 15–20% เสี่ยงภาวะเบาหวานขึ้นจอประสาทตา แต่มีจักษุแพทย์เฉพาะทางเพียง 250 คน จากข้อจำกัดดังกล่าว ได้มีการศึกษาทดลองการใช้ AI ใน 13 เขตสุขภาพจากบุคลากรทางการแพทย์เข้าร่วมการตรวจคัดกรองโรคจอประสาทตา พบว่า การตรวจโดยบุคลากรทางการแพทย์มีความไว (sensitivity) อยู่ที่ร้อยละ 74 และมีความแม่นยำ (specificity) สูงถึงร้อยละ 98 ขณะที่การตรวจโดยใช้ AI ให้ผลความไวที่สูงกว่ามาก คือประมาณร้อยละ 97 และมีความแม่นยำอยู่ที่ร้อยละ 96 ทำให้เห็นว่าระดับความแม่นยำจะใกล้เคียงกัน แต่ AI มีความสามารถในการตรวจคัดกรองโรคได้รวดเร็วและมีความไวสูงกว่า

“การนำ AI มาใช้ในการคัดกรองภาวะเบาหวานขึ้นจอประสาทตาสามารถช่วยลดระยะเวลาการรอคอยในการเข้ารับการตรวจ เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ของประชาชน และทำให้ผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยและรักษาได้อย่างทันท่วงที ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงต่อภาวะสูญเสียการมองเห็นและความพิการในผู้ป่วยเบาหวานได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

ทั้งนี้การพัฒนา AI สำหรับการแพทย์จำเป็นต้องใช้ข้อมูลภาพทางการแพทย์คุณภาพสูงปริมาณมาก ซึ่งที่ผ่านมามีความท้าทายในการรวบรวมและบริหารจัดการข้อมูลที่กระจัดกระจายให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน Medical AI Consortium จึงก่อตั้งขึ้นและขับเคลื่อนให้เกิด แนวคิด “ร่วมแชร์ เชื่อม ใช้” เพื่อเป็นกลไกความร่วมมือในการแบ่งปันและใช้ประโยชน์ข้อมูลทางการแพทย์อย่างมีธรรมาภิบาล โดยมีแพลตฟอร์มข้อมูลกลางทางการแพทย์ (Medical AI Data Platform) ที่พัฒนาขึ้นโดย เนคเทค สวทช. เป็นแพลตฟอร์มกลางดิจิทัล ทำหน้าที่รวบรวม จัดเก็บ บริหารจัดการ และให้บริการข้อมูลแก่สมาชิกในเครือข่ายและคนทั่วไป ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยระดับสากลและมาตรฐานคลาวด์กลางภาครัฐ (GDCC)

]]>
AI Thailand ร่วมออกบูธงาน Huawei Cloud AI Summit Thailand 2023 https://www.nectec.or.th/news/news-pr-news/aithailand-huaweicloudaisummit.html Tue, 19 Dec 2023 01:30:24 +0000 https://www.nectec.or.th/?p=34773

เมื่อวันที่ 18 ธ.ค. 2566 สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ในฐานะเลขานุการร่วมของคณะกรรมการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติ เพื่อการพัฒนาประเทศไทย (AI Thailand) ได้ร่วมออกบูธเพื่อนำเสนอภาพรวมการดำเนินงานของแผนปฏิบัติการฯ ในระยะ 1 ปีที่ผ่านมา ภายในงาน Huawei Cloud AI Summit Thailand 2023 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยมีนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และนายเดวิด หลี่ (David Li) ประธานกรรมการบริหาร บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด ให้เกียรติเยี่ยมชม นำเสนอโดย ดร.กริช นางสิงห์ขันธุ์ หัวหน้างานยกระดับความพร้อมทางเทคโนโลยี เนคเทค สวทช.

เร่งขับเคลื่อน AI ภายใต้แผน AI แห่งชาติ หนุนจุดแข็ง เติมเต็มองค์ประกอบที่ขาดเสริมการพัฒนา

แผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติ เพื่อการพัฒนาประเทศไทย (พ.ศ. 2565–2570) ภายใต้การดำเนินงานร่วมกันระหว่างกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดศ.) จัดทำขึ้นเพื่อเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ของประเทศไทย ให้บรรลุผลและเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลที่จะช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจ ยกระดับขีดความสามารถการแข่งขัน รวมถึงการพัฒนาทักษะของบุคลากรภายในประเทศ ตลอดจนมุ่งสร้างระบบนิเวศเทคโนโลยี AI ให้เกิดขึ้นในประเทศไทย ผ่าน 5 ยุทธศาตร์ 15 แผนงาน โดยการดำเนินงานใน 1 ปีที่ผ่านมา มีผลลัพธ์การดำเนินงานที่สำคัญในด้านต่าง ๆ อาทิ

1) ด้านจริยธรรมและธรรมาภิบาล
มีการจัดทำคู่มือจริยธรรม AI เล่มแรกของไทย การจัดหลักสูตรจริยธรรมที่เรียนรู้ได้ด้วยตนเอง และการเปิดตัวศูนย์ธรรมาภิบาลปัญญาประดิษฐ์
2) ด้านโครงสร้างพื้นฐาน
พัฒนาแพลตฟอร์มกลางบริการ AI บนคลาวด์ภาครัฐ (GDCC) รวมทั้งเปิดให้บริการ LANTA ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ที่มีประสิทธิภาพการคำนวณอันดับ 1 ในอาเซียน
3) ด้านการพัฒนากำลังคน
ภาพรวมข้อเสนอการพัฒนากำลังคนด้าน AI ผ่านการเห็นชอบเพื่อสร้างบุคลากรที่มีทักษะความรู้ความเชี่ยวชาญด้าน AI ในทุกระดับและทุกสาขาตรงตามความต้องการของเอกชน
4) ด้านนวัตกรรมและการประยุกต์ใช้
เช่น มีหน่วยงานภาครัฐใน 76 จังหวัด นำระบบวิเคราะห์เพื่อสนับสนุนการแก้ปัญหาความยากจนแบบชี้เป้า (TPMAP) และการประยุกต์ใช้ AI ที่จะเป็นก้าวสำคัญสู่การขับเคลื่อนวงการแพทย์ คือ การพัฒนาเครือข่ายและแพลตฟอร์มบริหารจัดการข้อมูลเปิดด้านการแพทย์ หรือ Medical AI Data Sharing ในความร่วมมือการวิจัยพัฒนาชุดข้อมูลและนวัตกรรม เพื่อต่อยอดการใช้ประโยชน์ด้านปัญญาประดิษฐ์ทางการแพทย์ ระหว่าง กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล และ สวทช. ภายใต้การสนับสนุนจาก หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคน และทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษา การวิจัยและการสร้างนวัตกรรม (บพค.)

จากการดำเนินงานขับเคลื่อนตามแผนยุทธศาสตร์ในด้านต่าง ๆ ส่งผลให้ปัจจุบันมีบุคลากรเข้ารับการอบรมในโครงการและหลักสูตร AI จำนวน 83,721 คน มีโครงการวิจัยและพัฒนาด้าน AI ในกองทุนวิจัยมูลค่า 1,290 ล้านบาท มีสตาร์ตอัปลงทุนเพิ่มจากการส่งเสริมของรัฐมูลค่า 639 ล้านบาท (รายละเอียดเพิ่มเติม https://ai.in.th/)

ปักหมุดหมายความท้าทายใหม่ เดินหน้าแผน AI สร้างเครือข่ายความร่วมมือ

สำหรับโจทย์ที่สำคัญตามยุทธศาสตร์ และอุตสาหกรรมเป้าหมายเพื่อขับเคลื่อนแผน AI แห่งชาติในระยะถัดไป ที่ต้องอาศัยการผนึกกำลังความร่วมมือจากหน่วยงาน และภาคส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในการดำเนินงานร่วมกัน ได้แก่

  • การท่องเที่ยว: Tourist Map การรวมข้อมูล เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว
  • การค้าและการเงิน: Fraud Detection/ Fraud Behavior Modelling ในธุรกรรมการเงิน
  • ภาคการผลิต: AI Visual Inspection การวิเคราะห์ภาพสำหรับการผลิตในอุตสาหกรรม
  • ความมั่นคง: Biometric การตรวจสอบและประเมินอัตลักษณ์บุคคลจากข้อมูลชีวมิติ
  • วิจัยและพัฒนา: Large Language Model (LLM) การสร้างแบบจำลอง AI สำหรับ Generative AI ที่รองรับภาษาไทย

Huawei Cloud AI Summit Thailand 2023 ภายใต้แนวคิด “Pioneer AI Future with Huawei Clound” งานแสดงวิสัยทัศน์ พร้อมเทคโนโลยีและนวัตกรรมสุดล้ำด้านเทคโนโลยีคลาวด์ และปัญญาประดิษฐ์แห่งปี จากบริษัท หัวเว่ย ที่ได้รวบรวมหลากหลายบริการเพื่อการใช้งานสำหรับประเทศไทย โดยมีผู้บริหารระดับสูงจากหน่วยงานภาครัฐ ผู้เชี่ยวชาญในภาคอุตสาหกรรม ลูกค้าและหน่วยงานพันธมิตรในไทย ร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนถึงการพัฒนาเทคโนโลยี AI ในการร่วมกันขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลของประเทศไทย และการแสดงโซลูชันอัจฉริยะที่น่าสนใจในโซนนิทรรศการ อาทิ

  • AI for Government
  • AI for Ecosystem
  • AI Model
  • Data AI Convergence
  • Smart City Intelligent Operation
  • Smart Retail
  • Intelligent Vehicle

ติดตามเพิ่มเติมได้ที่ Facebook Huawei Thailand

]]>
เนคเทค สวทช. นำเสนอความท้าทายของการพัฒนา AI ในไทย ในเวที “AI Thailand Forum 2023” มหกรรมด้านปัญญาประดิษฐ์ครั้งแรกของประเทศไทย https://www.nectec.or.th/news/news-pr-news/ai-thailand-forum-2023.html Wed, 16 Aug 2023 17:16:40 +0000 https://nectec.or.th/?p=34124
งาน “AI Thailand Forum 2023” มหกรรมด้านปัญญาประดิษฐ์ครั้งแรกของประเทศไทย โดยความร่วมมือระหว่างสมาคมผู้ประกอบการปัญญาประดิษฐ์ไทย (AIEAT) สมาคมปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย (AIAT) สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) และหน่วยงานเครือข่ายทั้งภาครัฐ และเอกชน ร่วมกันจัดขั้นเพื่อส่งเสริมความก้าวหน้าการพัฒนาด้านปัญญาประดิษฐ์ของไทยให้ก้าวสู่ระดับสากล ซึ่งเทคโนโลยี AI จะเป็นเครื่องจักรทางเศรษฐกิจที่สำคัญ เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมหลักที่นำพาการพัฒนา สร้างความเจริญก้าวหน้าให้ประเทศในด้านต่างๆ โดยได้รับเกียรติจากดร.ชัยชนะ มิตรพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ในนามผู้แทนผู้บริหารกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นประธานเปิดงาน
ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการเนคเทค สวทช. นำเสนอ เรื่องราวความท้าทายของการพัฒนา AI ในประเทศไทย และ ความก้าวหน้าการดำเนินงาน แผนปฏิบัติการด้าน AI ประเทศไทย โดยกล่าวถึง ตัวเลขการประยุกต์ใช้ AI ภายในประเทศยังมีสัดส่วนที่น้อย โดยคิดเป็น 15% ขององค์กรที่มีการประยุกต์ใช้ AI อย่างไรก็ตาม 56.6% ขององค์กรมีแผนที่จะใช้งาน และ 28.2% ยังไม่มีความต้องการใช้งาน หรือ ต้องการการสนับสนุนเพิ่มเติม นอกจากนี้ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาตัวเลขโครงการภาครัฐและเอกชนด้าน AI มีการเติบโตขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากมองเห็นโอกาสที่จะนำ AI ไปประยุกต์ใช้ในองค์กร แต่โอกาสเหล่านี้จะสร้างมูลค่าหรือประโยชน์ได้จริงหรือไม่ยังต้องอาศัยหลากหลายบริบทในการขับเคลื่อน สำหรับความท้าทายที่ประเทศยังต้องเผชิญในการพัฒนา AI ได้แก่ การขาดบุคลากร ขาดแคลนข้อมูล หรือ มีข้อมูลไม่เพียงพอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งลักษณะการเก็บข้อมูลของหน่วยงานภาครัฐ ที่ต่างหน่วยงานเก็บแยกกัน ไม่สามารถเข้าถึง ไม่สามารถนำมาผนวกรวมกันเป็น Big Data เพื่อพัฒนา AI ให้ตอบโจทย์ประเทศไทยได้ นอกจากนี้ ยังขาดผู้พัฒนาเทคโนโลยีภายในประเทศ ทำให้ภาคธุรกิจจำเป็นต้องพึ่งพาเทคโนโลยีต่างประเทศด้วยความง่าย และพร้อมใช้งานได้ทันที แต่ต้องเผชิญกับข้อจำกัดและความไม่แน่นอนในพัฒนาต่อยอดเทคโนโลยี
ประเทศไทยมีการประกาศแผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (พ.ศ. 2565 – 2570) โดยมีเป้าหมายเพื่อเติมเต็มช่องว่างระบบนิเวศ AI ของไทย ส่งเสริมการพัฒนาและ ประยุกต์ใช้ AI ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น นําไปสู่การยกระดับเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชนในวงกว้าง ผ่าน 5 ยุทธศาสตร์ ได้แก่ 1. การสร้างจริยธรรม กฎระเบียบ ข้อบังคับการใช้ AI และสร้างการรับรู้ให้แก่ประชาชน 2. โครงสร้างพื้นฐานสำหรับ AI ทั้งฮาร์ดแวร์ และซอฟต์แวร์ รวมถึงการพัฒนาแพลตฟอร์มกลางระดับประเทศ 3. สร้างกำลังคน สนับสนุนการศึกษา พัฒนาทักษะ เพื่อผลิตบุคลากรด้าน AI 4. วิจัยและพัฒนานวัตกรรม AI ใน 10 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย 5. ส่งเสริมการใช้งาน AI ในภาครัฐ และกลุ่มอุตสาหกรรม รวมถึงการพัฒนากลไกในการพัฒนาธุรกิจ

แผนปฏิบัติการด้าน AI ประเทศไทย ส่งผลให้ดัชนีความพร้อมด้านปัญญาประดิษฐ์ของไทย (Government AI Readiness Index) ในปี 2022 ขยับขึ้นมาอยู่ในอันดับที่ 31 จากลำดับที่ 55-60 ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ปัจจุบันแผนปฏิบัติการด้าน AI ประเทศไทย ดำเนินงานมาได้เกือบ 1 ปี มีผลการดำเนินงานสำคัญ อาทิ การพัฒนากำลังคน AI โดย แบ่งเป็น 3 ระดับ ได้แก่

(1) กลุ่มบุคลากรทักษะขั้นสูง (AI Profession) ผ่านการอบรมพัฒนาทักษะด้าน AI และการประยุกต์ใช้งานแพลตฟอร์ม AI for Thai โดยเนคเทค สวทช.
(2) กลุ่มบุคลากรทักษะขั้นกลาง (AI Engineer) ผ่านโครงการ Super AI Engineer โดยสมาคมปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย (AIAT) ทั้งอบรมทฤษฎีพื้นฐาน การประยุกต์ใช้งาน ทดลองฝึกงานในสถานการณ์ประกอบการจริง
(3) กลุ่มบุคลากรทักษะขั้นต้น (AI Beginner) ผ่านหลักสูตร AI Sandbox ของสถาบันวิศวกรรมปัญญาประดิษฐ์ AI Engineering Institute; AIEI)
ภายในงานนอกจากนำเสนอวิสัยทัศน์แผนพัฒนาด้านปัญญาประดิษฐ์เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศไทย ระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2565 – 2570) ยังมีความน่าสนใจอีกมากมาย ได้แก่
ภาพความร่วมมือของหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน 15 หน่วยงาน ในการร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือพัฒนากระบวนการตรวจวัดที่เป็นมาตรฐาน (Thailand AI Standard) เพื่อสร้างเป้าหมายตามแนวทางจริยธรรมของการพัฒนาและใช้งานเทคโนโลยีด้าน AI ของไทย – หัวข้อการเสวนาการจากเหล่ากูรู ผู้ทรงคุณวุฒิในวงการ AI มากกว่า 60 ท่าน ที่มาร่วมแลกเปลี่ยนความรู้ นำเสนอมุมมองขับเคลื่อนการประยุกต์ใช้งาน AI หลากหลายประเด็น อาทิ Beyond Generative AI: Exporing the Next Frontier in Artificial Intelligent, ความรับผิดชอบ มาตรฐาน และการกำกับดูแลจากภาครัฐในการพัฒนาเทคโนโลยีและธุรกิจด้าน AI, บทบาทเทคโนโลยี AI อุตสาหกรรมมุ่งเป้าของประเทศ และการพัฒนาธุรกิจให้สอดคล้องกับ ESG ในระดับสากล

นิทรรรศการนำเสนอผลงานการพัฒนาเทคโนโลยี AI ของหน่วยงานภาครัฐ บริษัทเอกชน ผู้ประกอบการ AI Start up และผลงานของผู้เข้าร่วมโครงการ Super AI Engineer โดยเนคเทค สวทช. ได้ร่วมนำเสนอ 2 ผลงาน ได้แก่ แพลตฟอร์มให้บริการปัญญาประดิษฐ์สัญชาติไทย (AI for Thai) และ KidBright AI Platform แพลตฟอร์มสื่อการเรียนรู้ที่ผสนผสานการเขียนโค้ดดิ้งแบบบล็อกเข้ากับการเรียนปัญญาประดิษฐ์

พิธีปิด และมอบเหรียญรางวัลโครงการ Super AI Engineer Season 3 ซึ่งเป็นโครงการที่ผลิตบุคลากรที่มีทักษะความรู้ ความเชี่ยวชาญด้าน AI ให้กับประเทศมาแล้วหลายพันคน ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ถือเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยมีความพร้อมด้าน AI เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด
.
]]>
เนคเทคโชว์ผลงาน “มอเตอร์และบริการทดสอบมอเตอร์ของ SMC” ในสัมมนาทางวิชาการทดสอบในส่วนของแบตเตอรี่ของยานยนต์ไฟฟ้า https://www.nectec.or.th/news/news-article/smc-motor-ev-conversion.html Tue, 25 Apr 2023 09:38:33 +0000 https://www.nectec.or.th/?p=33021

19 เมษายน พ.ศ. 2566 ณ เนคเทค สวทช. โดยทีมวิจัยผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมและอิเล็กทรอนิกส์กำลัง (IPP) นำผลงานที่ EV Conversion อุปกรณ์สำคัญใน “ยานยนต์ไฟฟ้าดัดแปลง”  พร้อม มอเตอร์และบริการทดสอบมอเตอร์ของ ศูนย์นวัตกรรมการผลิตยั่งยืน SMC จากทีมวิจัยมอเตอร์และการแปลงผันกำลังงาน (MAP) นอกจากนี้ยังมีผลงาน อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ BMS, IMD, BMS HIL, VCU/HMI จากศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ นอกจากนี้ภายในงานมีการจัดบูธแสดงเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์จากบริษัท ไออาร์ซี เทคโนโลยีส์ จำกัด (IRC Technologies)  เกี่ยวกับเครื่องวัดอิเล็กทรอนิกส์ ร่วมจัดแสดงและนำเสนอแก่ผู้ร่วมงานอีกด้วย

ในโอกาสนี้ บริษัทโดยคุณสุริยัน พงศ์วิทย์สกุล Application Engineer Manager IRC Teachnologies เป็นวิทยากรผู้ให้ความรู้ 3 เรื่องสำคัญ

  • EV Batteries Info and Testting แบตเตอร์รี่ยานยนต์ไฟฟ้าและการทดสอบ
  • EV Battery Management System (Battery BMS) ระบบจัดการแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้า
  • EV Charging techniques and Charging station testing เทคนิคการชาร์จยานยนต์ไฟฟ้า และการทดสอบสถานีชาร์จ

หลังจากบรรยายให้ความรู้ที่สำคัญสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าแล้วคุณสุริยัน พงศ์วิทย์สกุล ได้มีการพาชมเครื่องมือการทดสอบการชาร์จ รวมถึงเล่าวิธีการใช้งานในเรื่องของ EV Charging Station Testing Lab และเยียมชมกระบวนการระบบการชาร์จและการทดสอบที่ศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ สวทช. (PTEC)

]]>
AI Asia Expo – Thailand 2023 งานมหกรรมครั้งยิ่งใหญ่ทางด้าน AI ในภูมิภาคเอเชีย https://www.nectec.or.th/news/news-pr-news/aiasiaexpoth2023.html Wed, 22 Feb 2023 05:39:42 +0000 https://www.nectec.or.th/?p=32056
21 ก.พ. 2566 กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และสมาคมระบบอัตโนมัติทางอุตสาหกรรมแห่งสิงคโปร์ (Singapore Industrial Automation Association : SIAA) พร้อมด้วยหน่วยงานพันธมิตร ร่วมกันจัดงาน “AI Asia Expo – Thailand 2023” งานมหกรรมด้าน AI ที่ได้รวบรวมผู้นำองค์กรระดับแนวหน้า ผู้เชี่ยวชาญ สตาร์ทอัพ และผู้ที่ขับเคลื่อนการพัฒนาเทคโนโลยี AI ของประเทศในภูมิภาคอาเซียน อาทิ สิงค์โปร์ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และประเทศไทย มาร่วมแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์ มุมมอง ประสบการณ์ และการดำเนินงานเพื่อขับเคลื่อนทั้งทางด้านนโยบาย บทบาทของ AI ภูมิภาคเอเชีย การเติบโตของอุตสาหกรรม AI ไปจนถึงความท้าทายในการร่วมกันพัฒนา AI Roadmap เพื่อเป็นแนวทางขับเคลื่อนการดำเนินงานร่วมกันสำหรับในประเทศแถบภูมิภาคอาเซียน โดยมี รศ.ดร.พาสิทธิ์ หล่อธีรพงศ์ รองปลัดกระทรวง อว. ร่วมด้วย Dr.James Ong, Managing Director of Aritificial Intelligence International Institute และ Mr. Wilson Tan Assistant Secretary of Singapore Industrial Automation Association (SIAA) ในฐานะหน่วยงานเจ้าภาพการจัดงานร่วมเป็นประธานในพิธีเปิดงาน

ดร.เทพชัย ทรัพย์นิธิ ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยปัญญาประดิษฐ์ เนคเทค สวทช. ได้บรรยายหัวข้อ Role of AI in ASEAN : Supporting and Promoting the Development of AI in Thailand เกี่ยวกับบทบาทและสถานะของ AI ประเทศไทย ไปจนถึงแผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (พ.ศ. 2565 – 2570) เพื่อส่งเสริมการพัฒนาและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นและนําไปสู่การยกระดับเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชน ผ่าน 5 ยุทธศาสตร์ 15 แผนงาน 

และ ดร.กริช นาสิงห์ขันธุ์ หัวหน้างานยกระดับความพร้อมทางเทคโนโลยีฝ่ายสนับสนุนบริการทางวิศวกรรมและเทคโนโลยี เนคเทค สวทช. บรรยายใน Session AI in E-commerce and Warehouse หัวข้อ AI for Thai : Developing Core Technology to Improve Service Platform in Thailand

ภายในงานประกอบด้วยการประชุมสัมมนาที่รวบรวมผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายอุตสาหกรรมกว่า 90 ท่าน จากทั่วภูมิภาคเอเชีย มาพูดคุยแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์และมุมมองต่าง ๆ พร้อมนำเสนอนิทรรศการผลงาน บริการ โซลูชัน และผลิตภัณฑ์ที่มีการประยุกต์ใช้ AI เจาะลึกไปยัง 4 อุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ Metaverse, AI in Healthcare, AI in Agriculture และ AI in Ecommerce and Smart Warehousing
]]>
“มาตรฐาน AI” สำคัญอย่างไร จำเป็นแค่ไหน กับวงการ AI ประเทศไทย https://www.nectec.or.th/news/news-article/ai-thailand-standard.html Mon, 13 Feb 2023 09:38:47 +0000 https://nectec.or.th/?p=31990

บทความ | วลัยลักษณ์ คงพระจันทร์

วันที่ใคร ๆ ก็พูดถึง AI แล้ว มาตรฐาน AI ประเทศไทยต้องเป็นแบบไหน ?
ความฉลาดล้ำของ ChatGPT ที่ทำให้เกิดสงคราม AI ของบริษัทไอทียักษ์ใหญ่ของโลกในชั่วข้ามคืน สั่นสะเทือนวิชาชีพหลากหลายวงการ แน่นอนว่าธุรกิจด้าน AI จะเติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด จากความคาดหวังของผู้บริโภคที่เห็นแล้วว่า AI สามารถเลื่อยขาเก้าอี้ตำแหน่งหนึ่งให้หายไปได้ง่าย ๆ หรือ ช่วยลดต้นทุนการผลิต พร้อมได้ประสิทธิภาพมากขึ้น ในทางกลับกันการพัฒนาของ AI ก็อาจเป็นวัตถุดิบชั้นดีที่ทำให้กระบวนการหลอกลวงของมิจฉาชีพแยบยลมากขึ้น แล้วประเทศไทยมีการเตรียมความพร้อมรับมือเรื่องนี้อย่างไร รวมถึงมีมาตรฐานใดที่จะเป็นไม้บรรทัดวัดคุณภาพของผลิตภัณฑ์ บริการด้าน AI ในปัจจุบัน …
 
ศูนย์ธรรมาภิบาลปัญญาประดิษฐ์ (AI Governance Clinic: AIGC) ชวนผู้เชี่ยวชาญด้านมาตรฐานและการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AI มาร่วมพูดคุยเจาะลึก อัปเดตทุกประเด็นเกี่ยวกับมาตรฐาน ด้าน AI Governance ทั้งในมุมต่างประเทศและไทย สู่การยกระดับการประยุกต์ใช้ AI ที่ปลอดภัย น่าเชื่อถือ มาร่วมหาคำตอบพร้อมกันกับ ดร.ศักดิ์ เสกขุนทด ที่ปรึกษาอาวุโส ETDA ดร.กอบกฤตย์ วิริยะยุทธกร นายกสมาคมผู้ประกอบการปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย (AIEAT) ดร.อภิวดี ปิยธรรมรงค์ นักวิจัย เนคเทค สวทช. และ คุณกิตติพงษ์ เกียรตินิยมรุ่ง Product Technical Manager British Standard Institution (BSI)

AI สมัยนี้โตไวนะ

สถานการณ์ธุรกิจด้าน AI ในประเทศไทยนั้นไม่ธรรมดา จากการตื่นของคนทั่วโลกถึงความสามารถของ AI ที่ใกล้เคียงไปจนถึงแซงหน้ามนุษย์ขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้ผู้คนต่างคาดหวัง และ ต้องการนำ AI มาประยุกต์ใช้กับธุรกิจ ผลิตภัณฑ์ และบริการ ของตนมากขึ้น จากการแลกเปลี่ยนมุมมองกับภาครัฐ และผู้ประกอบการเอกชนด้าน AI ผ่านโครงการ AI Standard landscape ของ ดร.อภิวดี ปิยธรรมรงค์ นักวิจัย เนคเทค สวทช. พบว่า กว่า 75% มีการนำ AI ไปประยุกต์ใช้กับผลิตภัณฑ์และบริการเรียบร้อยแล้ว ส่วนอีก 25% นั้น อยู่ในระหว่างการเตรียมพร้อมไปสู่การใช้ AI เช่นกัน

ดร.อภิวดี ปิยธรรมรงค์ นักวิจัย เนคเทค สวทช.
สอดคล้องกับข้อมูลของสมาคมผู้ประกอบการปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย ดร.กอบกฤตย์ วิริยะยุทธกร นายกสมาคมฯ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไอแอพพ์เทคโนโลยี จำกัด กล่าวว่า Startup ด้าน AI ของไทย มีรายได้เพิ่มขึ้นสูงถึง 25% ประมาณ 45,000 ล้านบาท ภายใน 1 ปี (ปี 2021 – 2022) ซึ่งเติบโตมากกว่าอุตสาหกรรมด้านไอที ฮาร์ดแวร์ หรือ ซอฟต์แวร์ถึง 12.5 เท่า
 
สถานการณ์เหล่านี้จึงเป็นช่วงเวลาที่ Startup ด้าน AI ของไทย ต้องอึด ถึก ทน เป็นพิเศษ ที่จะต้องรองรับความต้องการ ความคาดหวังของผู้บริโภคที่มีต่อ AI สำหรับภาครัฐนั้นได้มีการเตรียมความพร้อมรับมือผ่าน แผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ที่เริ่มต้นด้วยยุทธศาสตร์ด้านการเตรียมความพร้อมของประเทศในด้านสังคม จริยธรรม กฎหมาย และกฎระเบียบสำหรับการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์
ดร.กอบกฤตย์ วิริยะยุทธกร นายกสมาคมผู้ประกอบการปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย

สถานการณ์AIในวันที่ยังไม่มีมาตรฐาน

มาตรฐาน AI มีความสัมพันธ์และความสำคัญต่อผู้คนในระบบนิเวศ AI แตกต่างกันไป ดร.อภิวดี เล่าว่า จากการพูดคุยกับผู้ประกอบการด้าน AI สามารถแบ่งกลุ่มได้เป็น 3 ประเภท ได้แก่ ผู้ใช้งาน ผู้พัฒนาและผู้ใช้งาน รวมถึงผู้ที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำมาตรฐาน แน่นอนว่าผู้ใช้งานย่อมต้องการมาตรฐานที่สูง เพื่อยืนยันคุณภาพให้สอดคล้องกับเงินที่ต้องจ่าย หรือมีคำศัพท์ที่สามารถสื่อสารความต้องการกับผู้ประกอบการได้แบบเข้าใจตรงกัน
นอกจากนี้ในมุมของการขายงานผู้พัฒนาจากประสบการณ์ของ ดร.กอบกฤตย์นั้น เมื่อไม่มีมาตรฐาน AI ทำให้กระบวนการการลงทุน ซื้อขาย AI ในประเทศไทยยากลำบาก เวลาบริษัทเข้าไปขายงาน “ลูกค้าเขาไม่รู้ว่าเจ้าไหนดีกว่ากัน หากเจ้าแรกบอกว่าประสิทธิภาพ 99.9% อีกเจ้าหนึ่ง 98.5% แต่เจ้าแรกอาจจะทดสอบแค่ 100 ตัวอย่าง แต่เจ้าถัดมามาแม้ประสิทธิภาพน้อยกว่า 5% แต่อาจจะทดสอบ 10,000 ตัวอย่างและเป็นตัวอย่างที่ยากกว่าก็ได้ เมื่อลูกค้าไม่สามารถตัดสินใจโดยดูแค่กระดาษจากที่ผู้ประกอบการแจ้งมาได้ ทำให้ต้องลำบากเก็บข้อมูลเพื่อสร้างชุดทดสอบขึ้นมาเพื่อประกอบการตัดสินใจ”
 
คุณกิตติพงษ์ เกียรตินิยมรุ่ง Product Technical Manager British Standard Institution (BSI)
สำหรับมาตรฐานที่เกี่ยวของกับปัญญาประดิษฐ์ในปัจจุบัน ทั้งที่เผยแพร่และใช้งานแล้วรวมถึงอยู่ระหว่างเตรียมเผยแพร่มากกว่า 20 มาตรฐาน คุณกิตติพงษ์ เกียรตินิยมรุ่ง Product Technical Manager British Standard Institution (BSI) ได้ยกตัวอย่าง เช่น
 
  • ISO/IEC 38507:2022 ซึ่งเป็นแนวทางการดำเนินงานหน่วยงานกำกับดูแลในการเปิดใช้งานและควบคุมการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อให้แน่ใจว่าการใช้งานนั้นมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และเป็นที่ยอมรับภายในองค์กร
  • ISO/IEC TR 24368:2022 เป็นภาพรวม หลักการ กระบวนการ และวิธีการ เกี่ยวกับจริยธรรมของ AI (AI ethical) และข้อกังวลของสังคม (societal concerns) เช่น สิทธิมนุษยชน เสรีภาพ ความเป็นธรรม ไม่เลือกปฏิบัติของการใช้ระบบ AI
  • ISO/IEC DIS 42001 ระบุข้อกำหนดและให้คำแนะนำสำหรับการสร้าง ดำเนินการ บำรุงรักษา และปรับปรุงระบบการจัดการ AI อย่างต่อเนื่องภายในบริบทขององค์กร ช่วยให้องค์กรพัฒนาหรือใช้ระบบ AI อย่างมีความรับผิดชอบในการบรรลุวัตถุประสงค์และปฏิบัติตามข้อกำหนดข้อบังคับ ภาระผูกพันและความคาดหวังที่เกี่ยวข้องกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

ยกระดับ Startup ด้วยมาตรฐาน AI ที่เหมาะกับบริบทไทย

“ความคุ้นชินของนักวิชาการส่วนใหญ่ เราก็จะวัดประสิทธิภาพด้วย Performance Measurement บางค่า แต่ในโลกแห่งความเป็นจริงหลายๆครั้งตัวเลขเหล่านั้นไม่ได้สื่อสารอะไร ขึ้นอยู่กับว่าบริบทที่เรานำไปใช้มีตัวแปรอย่างไร” ดร.อภิวดี กล่าวก่อนนำเสนอมุมมองมาตรฐาน AI ที่จำเป็นต้องสอดคล้องกับบริบทประเทศ โดยยกตัวอย่างความแตกต่างของประสิทธิภาพ Chat GPT ระหว่างการใช้ภาษาอังกฤษ กับ ภาษาไทย ค่าความถูกต้องก็เปลี่ยนไป

ด้าน ดร.ศักดิ์ เสกขุนทด ที่ปรึกษาอาวุโส ETDA กล่าวเสริมว่า เราต้องไม่ไปโฟกัสเฉพาะมาตรฐานประเภทที่แบบอย่าง ISO แต่อาจเป็นมาตรฐานในบริบทประเทศไทยซึ่งจะอำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการ ภาครัฐ ซึ่ง AIGC โดย ETDA จะผลักดันเรื่องนี้ โดยมีจุดมุ่งหมาย คือ ผลักดันให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำงานร่วมกันเพื่อให้ออกแนวทางที่ควรปฏิบัติที่ตอบโจทย์ด้าน AI ของประเทศ
 
ประโยชน์ของการมีมาตรฐาน AI ในมุมของการส่งเสริมและดูแลการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีให้ปลอดภัยแล้วถูกต้องตามหลักธรรมาภิบาลนั้น นอกจากทำให้ผู้ใช้มีความมั่นใจแล้ว ยังช่วยยกระดับผู้ประกอบการให้ระบบงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น
“มันคือการทำให้นักพัฒนาซอฟต์แวร์ หรือ Startup สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่ได้มาตรฐานสากล ในโลกทุกวันนี้ AI ไม่ได้ขายอยู่แค่เพียงในประเทศไทยเท่านั้น” ดร.ศักดิ์ กล่าว
 
สอดคล้องกับมุมมองของดร.กอบกฤตย์ ที่เห็นว่า การมีมาตรฐาน AI ในระดับสากลจะเป็นประโยชน์อย่างมากในการซื้อขายมีการตกลงคุณสมบัติ ตัวแปร สูตร ตามมาตรฐานสากล ไม่ต้องปรับเปลี่ยนตามความต้องการของลูกค้าโดยไร้ขอบเขต ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการได้มหาศาล นอกจากนี้มาตรฐานยังเป็นตัวขับเคลื่อนปัจจัย GDP ของประเทศ เมื่อเราได้มาตรฐานก็สามารถลงทุนซื้อขายทั้งภายในประเทศ และผลักดันไปสู่ต่างประเทศได้
 
“นอกจากนี้ ETDA จะทำงานร่วมกับผู้เกี่ยวข้องเพื่อจะทำให้เกิดมาตรฐานในลักษณะที่ช่วยส่งเสริมผู้ประกอบการไทย ซึ่งมีเงินทุนไม่เทียบเท่าบริษัทยักษ์ใหญ่ของโลก โดยหลายปีก่อน เราเคยมี Search Engine โดยคนไทย ชื่อ สรรสาร แต่ตอนนี้ไม่มีใครสู้ Google ผมไม่อยากให้เกิดแบบนี้กับ AI ประเทศไทยอีก เราต้องจับมือกับทุกภาคส่วน วางกลยุทธ์ เพื่อให้ประเทศไทยใช้ AI ในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน” ดร.ศักดิ์ กล่าว
ดร.ศักดิ์ เสกขุนทด ที่ปรึกษาอาวุโส ETDA

เคลียร์ให้ชัดมาตรฐานต้องไม่ขัดขวางการพัฒนาAI

เมื่อถามถึงปัจจัยที่ต้องคำนึงเมื่อประเทศไทยจะมีมาตรฐาน AI ในมุมมองของ ดร.กอบกฤตย์ กล่าวว่า ต้องสื่อให้ชัดเจนว่า มาตรฐาน กับ กฎหมาย คือคนละเรื่องกัน มาตรฐานไม่ควรจำกัดการพัฒนาด้าน AI หากน้อง ๆ ที่จบใหม่ หรือ Startup ใหม่ด้าน AI ต้องการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการออกมาขาย แต่ต้องเจอด่านหิน 10 ด่าน การเติบโตด้าน AI ก็ไม่เกิดขึ้น เราไม่อยากให้มีข้อจำกัดอะไรที่มากเกินไปจนกระทบกับการพัฒนา เช่น การสนับสนุนให้ทำตามมาตรฐาน หากบริษัทไหนยังไม่พร้อม แล้วลูกค้ารับได้ ก็สามารถซื้อขายกันได้ แต่หากออกเป็นกฎหมายเท่ากับปิดตายไม่สามารถเจรจากันได้อีก
 
“การผลักดันมาตรการ หรือ มาตรฐาน บางครั้งไม่จำเป็นต้องออกเป็นกฎหมาย อาจเป็นประกาศภาครัฐ หรือ แนวทางจากผู้ที่เกี่ยวข้องในเรื่องนั้น ๆ และที่สำคัญ คือ ต้องสร้างความตระหนัก ความเข้าใจให้กับประชาชน ผู้บริหารทั้งภาครัฐและเอกชน ให้เกิดการมีส่วนร่วมมากขึ้น เพราะมาตรฐานใครก็ออกได้ แต่หากไม่มีคนนำไปใช้ก็ไม่เกิดประโยชน์” ดร.ศักดิ์ กล่าวเสริม
 
นอกจากนี้ กระบวนการในการตรวจสอบรับรองมาตรฐานก็เป็นสิ่งที่ต้องคำนึงหากประเทศไทยจะมีมาตรฐาน AI ในมุมมองของดร.อภิวดี “เพราะ Time To market เป็นเรื่องสำคัญทางธุรกิจ หากถ้ากระบวนการตรวจสอบรับรองมาตรฐานนั้นล่าช้าหรือไม่ชัดเจนตรงนี้ แต่เทคโนโลยีนั้นเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว อย่างกรณี ChatGPT เกิดการประกาศธุรกิจใหม่ ๆ เพียงชั่วข้ามคืน”
]]>