AI – NECTEC : National Electronics and Computer Technology Center https://www.nectec.or.th ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ Fri, 26 Sep 2025 04:36:45 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 https://www.nectec.or.th/wp-content/uploads/2022/06/cropped-favicon-nectec-32x32.png AI – NECTEC : National Electronics and Computer Technology Center https://www.nectec.or.th 32 32 เนคเทค สวทช. ร่วมแชร์มุมมองการขับเคลื่อนนวัตกรรม เวที “CP Innovation Exposition & Symposium 2025” https://www.nectec.or.th/news/news-pr-news/cp-innovation2025.html Mon, 22 Sep 2025 04:30:23 +0000 https://www.nectec.or.th/?p=41449

เนคเทค สวทช. ร่วมแชร์มุมมองการขับเคลื่อนนวัตกรรม เร่งอนาคตเทคโนโลยีประเทศไทย เชื่อมนโยบายด้วยงานวิจัย สู่การใช้ประโยชน์จริง บนเวที “CP Innovation Exposition & Symposium 2025”

วันที่ 20 กันยายน 2568 ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค สวทช.) ได้เข้าร่วมในงานประชุมวิชาการ “CP Innovation Exposition & Symposium 2025” โดย เครือเจริญโภคภัณฑ์ เวทีแสดงศักยภาพนวัตกรรมแห่งปีที่รวบรวมผู้กำหนดนโยบาย นักวิจัย นักวิชาการ นักธุรกิจ และภาคอุตสาหกรรมในสาขาต่างๆ ทั้งระดับประเทศและระดับโลก มาร่วมแลกเปลี่ยนความรู้ทางวิชาการ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี รวมถึงการเสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่างๆ และหน่วยงานภายในเครือฯ ให้เกิดการผนึกกำลังร่วมกันสร้างสรรค์ผลงานทางวิชาการไปต่อยอดให้เกิดคุณประโยชน์แก่สังคมในวงกว้าง

ในโอกาสนี้ ดร.ชัย ผู้อำนวยการเนคเทค สวทช. ร่วมนำเสนอในหัวข้อ “Nation-Driven Innovation: Catalyzing Thailand’s Tech Future” เพื่อถ่ายทอดมุมมองการขับเคลื่อนนวัตกรรมจากระดับนโยบายประเทศสู่การปฏิบัติจริง โดยชี้ว่า การพัฒนานวัตกรรมจะเกิดผลลัพธ์ได้จริงนั้น ต้องอาศัยฐานรากทางเทคโนโลยีที่เข้มแข็ง และเครือข่ายหน่วยงานพันธมิตรที่ดำเนินงานร่วมกัน ทั้งนี้ ปัจจัยที่จะเป็นตัวเร่งสำคัญของอนาคตการพัฒนาเทคโนโลยีในประเทศไทย นั่นคือ “การสร้างระบบนิเวศทางเทคโนโลยี (Ecosystem)” ที่เชื่อมโยงการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา หน่วยงานวิจัย และภาคสังคมทั้งในและต่างประเทศ เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ สร้างผลงานนวัตกรรม ร่วมลงทุน พร้อมรองรับการเติบโต และขยายโอกาสใหม่ๆ ไปด้วยกัน จะเป็นเครื่องมือในการนำประเทศไทยสู่ความสามารถในการแข่งขันระดับสากล

เนคเทค สวทช. ในฐานะหน่วยงานวิจัยพัฒนาภายใต้กระทรวง อว. จะทำหน้าที่เป็นเครื่องจักรสาคัญในการสร้างฐานรากทางเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และสารสนเทศขั้นสูง พร้อมให้ความร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตรเพื่อผลักดันให้เกิดระบบนิเวศของการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีที่วิจัยและพัฒนาขึ้น เพื่อสร้างคุณค่าต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมของประเทศ

]]>
DITP จับมือ 6 พันธมิตรเชื่อมข้อมูลและนำ AI มาเสริมทัพการค้าไทย https://www.nectec.or.th/news/news-pr-news/mou-ditp-chatbot.html Thu, 18 Sep 2025 10:51:58 +0000 https://www.nectec.or.th/?p=41397

(วันที่17 กันยายน 2568) กรุงเทพฯ: กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ แถลง Kick off การพัฒนานวัตกรรมดิจิทัลสู่โลกการค้ายุคใหม่ ในงาน “เสริมแกร่งทัพการค้าไทย ด้วยบริการดิจิทัลยุค AI” เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขัน แก่ผู้ประกอบการไทยในตลาดโลก โดยมีปลัดกระทรวงพาณิชย์ (นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์) เป็นประธานเปิดงานและเป็นสักขีพยานการลงนาม MOU 2 ฉบับ ได้แก่ 1.การพัฒนา AI Chatbot ผู้ช่วยอัจฉริยะด้านการค้า ระหว่าง 6 หน่วยงาน ได้แก่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กรมทรัพย์สินทางปัญญา กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กรมการค้าต่างประเทศ ซึ่งจะบูรณาการข้อมูลด้านการค้าร่วมกัน โดยมีศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) ภายใต้สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เป็นผู้ให้ความช่วยเหลือทางวิชาการและผู้เชี่ยวชาญ 2.การเชื่อมโยงบัญชีผู้ใช้งานและข้อมูล SMEs ระหว่าง DITP และสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เพื่อยกระดับการอำนวยความสะดวกแก่ SMEs ไทย ในการเข้าถึงบริการระหว่าง 2 หน่วยงานแบบไร้รอยต่อ ทั้งนี้ตั้งเป้าพัฒนา AI Chatbot แล้วเสร็จในปี 2569 โดยความร่วมมือครั้งนี้มี ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการ เนคเทค สวทช. เป็นผู้แทนองค์กรร่วมแถลงข่าว

นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า “การจัดงานในครั้งนี้สะท้อนวิสัยทัศน์ของกระทรวง ที่มุ่งสู่การเป็นองค์กรขับเคลื่อนเศรษฐกิจการค้าด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรม ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์หรือ AI ในปัจจุบัน โดยเฉพาะ AI สาขาGenerative AI จะเป็น Change Agent สำคัญของโลกการค้ายุคใหม่ ที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการยกระดับการให้บริการข้อมูลการค้า แก่ผู้ประกอบการและประชาชนได้อย่างดี ช่วยให้ผู้ประกอบการซึ่งเปรียบเสมือนกองทัพทางเศรษฐกิจ สามารถต่อสู้ในเวทีการค้าระหว่างประเทศได้ ท่ามกลางตลาดโลกปัจจุบันที่มีความผันผวนและความท้าทาย ที่ต้องปรับตัวได้เร็ว เพื่อต้องชิงความได้เปรียบในการแข่งขัน และช่วยให้ผู้ส่งออกรายใหม่มีโอกาสทางการค้าเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ การพัฒนา AI Chatbot ผู้ช่วยอัจฉริยะด้านการค้า ครั้งนี้ ยังถือเป็นครั้งแรกที่สามารถทลายไซโลระหว่างหน่วยงานอย่างเป็นรูปธรรมของกระทรวง โดยมีการบูรณาการข้อมูล ให้อยู่ในฐานเดียวกัน แก้ Pain Point ของผู้ประกอบการที่ประสบปัญหาต้องติดต่อหลายหน่วยงาน เพื่อให้ได้ข้อมูลที่จำเป็นต่อการทำการค้าอย่างครบถ้วน” 

นางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กล่าวเสริมว่า “การพัฒนา AI Chatbot ครั้งนี้มุ่งยกระดับการให้บริการข้อมูลการค้า ช่วยลดอุปสรรคของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs ในการเข้าถึงข้อมูลและเทคโนโลยี  ทลายข้อจำกัดในการวิเคราะห์ข้อมูลกฎระเบียบการค้าที่มีปริมาณมาก ซับซ้อนเข้าใจยาก กระจัดกระจายหลายแหล่ง และเป็นภาษาต่างประเทศอื่นที่ไม่ใช่แค่ภาษาอังกฤษ  ช่วยให้ SMEs ไทยก้าวทันข้อมูลแนวโน้มความต้องการตลาดและพฤติกรรมผู้บริโภคที่มีการเปลี่ยนแปลงเร็ว อีกทั้ง AI Chatbot จะช่วยให้ผู้ประกอบการเข้าถึงข้อมูลได้สะดวกรวดเร็วและแม่นยำมากขึ้น ช่วยลดระยะเวลา กำลังคนและทรัพยากรในการวิเคราะห์ข้อมูล เสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันให้ผู้ส่งออกรายเดิม และเพิ่มความมั่นใจให้แก่ผู้ที่อยากเริ่มธุรกิจส่งออกรายใหม่  นอกจากนี้ AI Chatbot จะช่วยเพิ่มทั้งประสิทธิภาพและคุณภาพมาตรฐานในการให้บริการข้อมูลคำปรึกษาด้านการค้าของ DITP และหน่วยงานพันธมิตร ซึ่งมีผู้ขอรับข้อมูลคำปรึกษารวมกัน 180,000 – 200,000 ครั้งต่อปี  

นางสาวสุนันทา กล่าวต่อว่า “DITP ได้รับการสนับสนุนเงินทุนในการพัฒนาระบบ AI Chatbot จากหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) โดยมีมหาวิทยาลัยศิลปากรเป็นผู้ร่วมดำเนินการกับ DITP นอกจากนี้ ยังมีทีม Hackathonอีก 2 ทีมจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และบริษัท เวสเทิร์น กรุ๊ป (ประเทศไทย) จำกัด ที่เข้ามาช่วยพิสูจน์แนวคิดการประยุกต์ใช้ AI ในการพัฒนาต้นแบบผู้ช่วยอัจฉริยะด้านการค้า โดยใช้โมเดล AI ที่แตกต่างกันไป ซึ่งกระทรวงพาณิชย์จะคัดเลือกโมเดลที่ฉลาดหรือมีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อนำมาพัฒนาเป็นบริการสำหรับผู้ประกอบการไทยต่อไป”

สำหรับ MOU ฉบับที่ 2 เป็นความร่วมมือในการเชื่อมโยงบัญชีผู้ใช้งานระบบดิจิทัลและข้อมูลผู้ประกอบการ SMEs ระหว่างระบบ DITP Single Sign-on (DITP SSO) กับ SME One ID ของ สสว. เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้งานระบบของทั้งสองหน่วยงาน ซึ่งมีจำนวนมากกว่า 255,000 ราย ให้สามารถเข้าถึงบริการดิจิทัลที่สำคัญระหว่างกันได้อย่างสะดวกรวดเร็ว ครบวงจร ไร้รอยต่อ ไม่ต้องลงทะเบียนหรือกรอกข้อมูลซ้ำซ้อน ช่วยลดความยุ่งยากในการเข้าถึงบริการภาครัฐ และยังมีความมั่นคงปลอดภัยยิ่งขึ้น โดยจะสามารถเข้าถึงบริการดิจิทัลของทั้งสองหน่วยงานได้รวม 18 บริการ พร้อมกันนี้ DITP ยังได้เปิดตัวบริการดิจิทัลใหม่ล่าสุดอีก 2 ระบบ ได้แก่ โมบายแอปพลิเคชัน DITP ONE ที่รวบรวมบริการดิจิทัลของกรมไว้ในที่เดียวในลักษณะ One Stop Service เพื่อตอบสนองพฤติกรรมของผู้ประกอบการในยุคดิจิทัลที่นิยมใช้งานผ่านโทรศัพท์มือถือ และระบบ DITP My Scores ซึ่งเป็นระบบวิเคราะห์ความพร้อมและศักยภาพในการส่งออกของผู้ประกอบการ ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถประเมินจุดแข็งและจุดอ่อนของตนเองได้ และจะได้รับคำแนะนำกิจกรรมหรือบริการที่เหมาะสม เพื่อยกระดับศักยภาพทางธุรกิจได้อย่างตรงจุด

“DITP ได้พัฒนาบริการดิจิทัลมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบสนองนโยบายรัฐบาลดิจิทัล โดยมุ่งหวังให้ผู้ประกอบการไทยเข้าถึงข้อมูลและบริการได้สะดวกรวดเร็ว การพัฒนาบริการเหล่านี้ไม่เพียงช่วยลดเวลาและค่าใช้จ่ายในการติดต่อราชการของผู้รับบริการ ซึ่งมีจำนวนมากกว่า 255,000 ราย แต่ยังเป็นการสร้างแต้มต่อทางธุรกิจให้กับผู้ประกอบการไทยท่ามกลางการแข่งขันที่เข้มข้นในยุคดิจิทัล และคาดว่าจะช่วยเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการค้าระหว่างประเทศของไทยให้เป็น 1 ใน 3 ของโลก ภายในปี 2570 อีกทั้งยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ในการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้เป็นเครื่องมือสำคัญเพื่อขับเคลื่อนการค้าไทยสู่เวทีโลกอย่างมั่นคงและยั่งยืน” นางสาวสุนันทา กล่าวสรุป

]]>
สธ. ร่วมมือ สภากาชาดไทย สวทช. ใช้ข้อมูลชีวมิติระบุตัวตน เน้นในกลุ่มต่างด้าว ประชากรแฝง ที่ไม่มีเอกสารประจำตัว เพื่อการป้องกันควบคุมโรคในประเทศ และช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม https://www.nectec.or.th/news/news-pr-news/040968mou-trcbas.html Thu, 04 Sep 2025 09:14:45 +0000 https://www.nectec.or.th/?p=41137

กระทรวงสาธารณสุข ร่วมมือกับ สภากาชาดไทย และสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ พัฒนาการใช้เทคโนโลยีข้อมูลชีวมิติ (Biometric) ในการระบุตัวตนของบุคคลที่ไม่มีเอกสารประจำตัวในประเทศไทย พบมีความถูกต้อง และแม่นยำสูงถึง 99.75% เพิ่มความครอบคลุมในการป้องกันควบคุมโรค ให้บริการทางการแพทย์ และช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม

4 กันยายน 2568 ณ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข จังหวัดนนทบุรี : นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานในพิธีบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีระบุตัวตนของบุคคลที่ไม่มีเอกสารประจำตัวในประเทศไทย เพื่อการสาธารณสุขและช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม โดยมีนายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข นายกฤษฎา บุญราช ผู้ช่วยเลขาธิการสภากาชาดไทย และศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เป็นผู้ลงนาม

นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข


นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข

นายสมศักดิ์ กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุข มีนโยบายส่งเสริมการใช้ข้อมูลชีวมิติ (Biometric) ในการยืนยันตัวตนของกลุ่มประชากรต่างด้าว กลุ่มชาติพันธุ์ ผู้หนีภัยการสู้รบตามแนวชายแดน ที่ไม่มีเอกสารระบุตัวตน ซึ่งจะช่วยในการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรค เนื่องจากเมื่อเจ็บป่วย หรือรับวัคซีนป้องกันโรค หรือเมื่อเกิดภัยพิบัติ คนกลุ่มนี้จะไม่อยู่ในฐานข้อมูลส่งผลให้ไม่ได้รับความช่วยเหลือ โดยได้ร่วมกับสภากาชาดไทย และ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พัฒนาและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีระบุตัวตน Thai Red Cross Biometric Authentication System (TRCBAS) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีการรู้จำลายม่านตา (Iris Recognition) และการรู้จำใบหน้า (Face Recognition) เพื่อเก็บข้อมูลชีวมิติ สนับสนุนระบบบริการทางการแพทย์และสาธารณสุข ในการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม โดยจากข้อมูลของสำนักบริหารแรงงานต่างด้าว เดือนกรกฎาคม 2568 ระบุว่า มีแรงงานต่างด้าวทั่วราชอาณาจักร 2,222,905 คน ในจำนวนนี้มีสถานะไม่ถูกกฎหมายกว่า 1 ล้านคน การพัฒนาเทคโนโลยีระบุตัวตนครั้งนี้จึงเป็นประโยชน์อย่างมาก ทั้งต่อสุขภาพส่วนบุคคลและด้านสาธารณสุขของประเทศ โดยดำเนินการภายใต้หลักธรรมาภิบาลข้อมูลภาครัฐ

“การนำเทคโนโลยีชีวมิติมาใช้ นอกจากช่วยให้การดูแลสุขภาพ ป้องกันควบคุมโรค การให้บริการทางการแพทย์ และช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม สามารถดำเนินการได้อย่างถูกต้อง แม่นยำ และครอบคลุม ยังแสดงให้เห็นถึงการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของกลุ่มบุคคลที่ไม่มีเอกสารประจำตัวในประเทศไทย รวมถึงสามารถต่อยอดในด้านการศึกษา วิจัย ของบุคลากรสาธารณสุขไทย ที่จะนำไปพัฒนาให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชนได้” นายสมศักดิ์กล่าว

นายกฤษฎา บุญราช ผู้ช่วยเลขาธิการสภากาชาดไทย

ด้านนายกฤษฎา กล่าวว่า สภากาชาดไทย เป็นหน่วยงานองค์กรสาธารณกุศลแห่งชาติ มีภารกิจในการบรรเทาทุกข์ บำรุงสุข บำบัดโรค กำจัดภัย เพื่อประโยชน์สุขและเป็นที่พึ่งของประชาชน ปกป้องคุ้มครองชีวิตและสุขภาพของทุกคน ได้ร่วมกับ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ พัฒนาเทคโนโลยีการถ่ายภาพม่านตาและจดจำใบหน้าเพื่อใช้ในการระบุตัวตนในผู้ที่ไม่มีเอกสาร เป็นผลสำเร็จ สำหรับความร่วมมือฯ ฉบับนี้ สภากาชาดไทย จะเป็นผู้ให้การสนับสนุนเชิงนโยบาย และอุปกรณ์ เครื่องมือในการบันทึกข้อมูลลายม่านตาและใบหน้า ตลอดจนทรัพยากรอื่นๆ ที่จำเป็น เพื่อยกระดับบริการด้านสาธารณสุขและการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีแก่ทุกคนที่อาศัยในประเทศไทย

ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช.

ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ กล่าวว่า ระบบพิสูจน์และยืนยันตัวตนด้วยเทคโนโลยีรู้จำลายม่านตา หรือ Thai Red Cross Biometric Authentication System (TRCBAS) เป็นระบบที่ทีมวิจัยของศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ หรือเนคเทค-สวทช. ร่วมกับสภากาชาดไทย พัฒนาขึ้นโดยประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการยืนยันตัวตนด้วยการจดจำลายม่านตาและใบหน้า มาใช้ในการตรวจสอบบุคคลก่อนรับบริการด้านสาธารณสุขและการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม ซึ่งข้อมูลชีวมิติจากลายม่านตาเป็นส่วนที่มีความเป็นเอกลักษณ์สูง คงทน และปลอมแปลงได้ยาก โดยความร่วมมือครั้งนี้จะมีการนำระบบ TRCBAS ไปขยายผลใช้งานในสำนักงานควบคุมโรคเขตเมือง โรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุขในพื้นที่เป้าหมาย อาทิ สมุทรสาคร ตาก แม่ฮ่องสอน และโรงพยาบาลเอกชนที่มีการขึ้นทะเบียนบริการตรวจสุขภาพแรงงานต่างด้าว ซึ่งปัจจุบันมีแรงงานต่างด้าวลงทะเบียนในระบบแล้วมากกว่า 2 แสนคน การประมวลผลของระบบ มีความถูกต้องและแม่นยำสูงถึง 99.75%

]]>
เนคเทค สวทช. ร่วมเวที RAMA MEDICAL INNOVATIONS AND PITCHING DAY 2025 โชว์ผลงานวิจัย–นวัตกรรมการแพทย์ https://www.nectec.or.th/news/news-pr-news/rama-qic2025.html Tue, 02 Sep 2025 08:33:56 +0000 https://www.nectec.or.th/?p=41099

วันที่ 28 สิงหาคม 2568 – คณะเเพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล จัดงาน มหกรรมคุณภาพและนวัตกรรม (Quality and Innovation Conference) ครั้งที่ 32 ภายใต้หัวข้อ “รามาธิบดียกระดับการพัฒนาคุณภาพและการเปลี่ยนแปลงด้วย AI” ระหว่างวันที่ 28-29 สิงหาคม 2568 ณ อาคารเรียนและปฏิบัติการรวมด้านการแพทย์และโรงเรียนพยาบาลรามาธิบดี

ภายในงานดังกล่าว สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) และศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) ได้เข้าร่วมกิจกรรม “RAMA MEDICAL INNOVATIONS AND PITCHING DAY 2025” จัดแสดงผลงานวิจัยและนวัตกรรม ที่เกี่ยวข้องกับการประยุกต์ใช้ AI และเทคโนโลยีขั้นสูงทางการแพทย์ พร้อมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้กับบุคลากรทางการแพทย์และนักวิจัยจากหลากหลายสาขา โดยผลงานที่นำมาจัดแสดง ได้แก่

– แพลตฟอร์มวินิจฉัยโรคทางการแพทย์ด้วยเครื่องวัดสัญญาณรามานแบบพกพา ร่วมกับชิปขยายสัญญาณรามาน
– Medical AI Data Platform แพลตฟอร์มข้อมูลกลางทางการแพทย์ ภายใต้ Medical AI Consortium
– Customizable 3D-Printed Soft Materials for Advanced Medical Uses วัสดุนิ่มเรซินไวแสง (UV-curable resin) สำหรับเครื่องพิมพ์สามมิติประเภท LCD และ DLP สามารถปรับสมบัติเชิงกล และออกแบบให้เหมาะสมกับการใช้งานในอุตสาหกรรมการแพทย์
– SonoSein (โซโนเซน) แบบจำลองเพื่อฝึกเก็บชิ้นเนื้อคัดกรองมะเร็งเต้านม
– ROSS : MOTION ASSIST EXOSUIT ชุดพยุงหลังป้องกันการบาดเจ็บสำหรับผู้ดูแล รุ่น Black support

นอกจากนี้ยังมีการบรรยายแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ หัวข้อ Navigating Tomorrow: AI in Business Innovation and Healthcare Transformation โดย ดร.เทพชัย ทรัพย์นิธิ ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยปัญญาประดิษฐ์ NECTEC สวทช. และ นายกสมาคมปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย

พร้อมด้วยเวทีเสวนาหัวข้อ “From Code to Care: Partnering AI and Medicine” สะท้อนถึงศักยภาพของ AI ในการยกระดับการดูแลรักษาทางการแพทย์ ตั้งแต่การวิจัยขั้นพื้นฐานไปจนถึงการประยุกต์ใช้ในโรงพยาบาลและการดูแลผู้ป่วยจริง ร่วมเสวนาโดย
– ดร.เทพชัย ทรัพย์นิธิ ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยปัญญาประดิษฐ์
– ดร.นพดล นันทวงศ์ ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยอุปกรณ์สเปกโตรสโคปีและเซนเซอร์
– ดร.สรรพฤทธิ์ มฤคทัต หัวหน้าทีมวิจัยการประมวลผลและเข้าใจภาพ
– ผศ. นพ.มนต์ธวัช อำนวยผล หัวหน้าศูนย์สุขภาพแนวหน้ารามาธิบดี คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี
ดำเนินรายการโดย อ. พญ.ชญานิน นิติวรางกูร ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายนวัตกรรมและคู่ความร่วมมือ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี

งาน “RAMA MEDICAL INNOVATIONS AND PITCHING DAY 2025” จัดขึ้นเพื่อเปิดเวทีให้หน่วยงานวิจัย สถาบันการศึกษา และภาคเอกชน ได้นำเสนอผลงานด้านนวัตกรรม สิ่งประดิษฐ์ทางการแพทย์ รวมถึงการเปิดโอกาสในการพัฒนาความร่วมมือต่อยอดไอเดียสู่การใช้งานจริง โดยในปีนี้มีการจัดนิทรรศการจากหลากหลายองค์กร รวมถึงเวที Pitching ของนักศึกษาแพทย์ และการเสวนาจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้านนวัตกรรมสุขภาพและเทคโนโลยีดิจิทัล

การเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ สะท้อนพันธกิจของ สวทช. ในการผลักดันการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีด้านการแพทย์ดิจิทัล ตลอดจนการสร้างความร่วมมือระหว่างภาควิจัย ภาครัฐ และภาคการแพทย์ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนไทยอย่างยั่งยืน

]]>
เส้นทางสู่ AI ภาครัฐ เริ่มต้นที่คน ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล ต่อยอดสู่เทคโนโลยี พลิกโฉมบริการภาครัฐเพื่อประชาชน https://www.nectec.or.th/news/news-article/ai-for-public-sectors.html Tue, 02 Sep 2025 06:42:34 +0000 https://www.nectec.or.th/?p=41057
ในยุคที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ได้เข้ามาเป็นตัวชี้วัดขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เวทีการประชุมเชิงปฏิบัติการ “AI for Public Sectors: Experience and Sharing” จึงเกิดขึ้นจากการผนึกกำลังระหว่าง ‘ผู้กำกับนโยบาย’ อย่าง สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ – OPDC (ก.พ.ร.) และ ‘ฐานรากด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศ’ อย่างสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกันในการขับเคลื่อน AI ภาครัฐ นำ AI มาเป็นเครื่องมือยกระดับบริการภาครัฐสู่ประชาชน
 
บทความนี้จะสรุปแนวคิดสำคัญจากเวทีดังกล่าว ตั้งแต่วิสัยทัศน์ที่เน้น ‘คน’ เป็นศูนย์กลาง, เงื่อนไขจำเป็นด้าน ‘ข้อมูล’ ที่ต้องมาก่อนเทคโนโลยี ไปจนถึงกรณีศึกษาที่เป็นรูปธรรมจากหน่วยงานที่ได้เริ่มลงมือปฏิบัติจริง

Table of Contents

ความพร้อมของ 'คน' คือ ปัจจัยชี้ขาด 70% การใช้ AI ในภาครัฐ

ก.พ.ร. ในฐานะผู้กำกับดูแลการพัฒนาระบบราชการ ก.พ.ร. มองว่า AI คือ เครื่องมือที่จะตอบโจทย์เป้าหมายสูงสุดของการเป็นรัฐบาลดิจิทัลและรัฐบาลแบบเปิด (Digital and Open Government) เพื่อมุ่งสู่การบริการที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง (Citizen-Centric) ที่โปร่งใสและน่าเชื่อถืออย่างแท้จริง

นางสาวอ้อนฟ้า เวชชาชีวะ เลขาธิการ ก.พ.ร. ได้ให้มุมมองว่า การนำ AI มาใช้ต้องไม่ละทิ้งหลักธรรมาภิบาล ทั้งในมิติของความโปร่งใส ความรับผิดชอบ และการตอบสนองความต้องการของประชาชน ซึ่งต้องตอบโจทย์หลักในมิติต่างๆ ทั้งประสิทธิภาพ หลักนิติธรรม และการมีส่วนร่วม แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดกลับไม่ใช่ตัวเทคโนโลยีเอง “สูตรสำเร็จในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงนี้ อยู่ที่ คน 70%, กระบวนการ 20%, และเทคโนโลยี 10%” เลขาธิการ ก.พ.ร. อธิบาย และ เน้นย้ำว่า AI ไม่ได้มาเพื่อทดแทนบุคลากรภาครัฐ แต่จะเข้ามาเป็นผู้ช่วยเสริมศักยภาพการทำงาน ทั้งในส่วนบริการประชาชน (Front Office) และการทำงานหลังบ้าน (Back Office) เช่น การช่วยถอดเทป หรือยกร่างหนังสือ ดังนั้น โจทย์แรกที่ต้องตีให้แตกจึงไม่ใช่การเลือกเครื่องมือ หรือ เทคโนโลยี แต่คือการปรับกระบวนทัศน์ของคน ให้พร้อมที่จะเป็นผู้สั่งการและใช้ประโยชน์จาก AI ได้อย่างชาญฉลาด

ก.พ.ร. ได้นำร่องพิสูจน์แนวคิดนี้ผ่านการทดลองใช้ Generative AI ภายในองค์กร พบว่าเจ้าหน้าที่สามารถประหยัดเวลาการทำงานได้เฉลี่ยคนละ 6 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ และเพิ่มผลิตภาพได้ถึง 15% โดยมีการนำ AI มาใช้หลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่การสืบค้นข้อมูล 35% การร่างเอกสาร 32%, ไปจนถึงการช่วยวางแผนและวิเคราะห์ข้อมูล 10% และ 6% ตามลำดับ “อย่างไรก็ตาม AI ยังมีจุดอ่อน และจำเป็นต้องมีกระบวนการตรวจสอบความถูกต้องเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้แก่บริการภาครัฐ” นางสาวอ้อนฟ้า กล่าว

Go Digitized” บันไดขั้นแรก สู่รัฐบาล AI

ศาสตราจารย์พิเศษ วิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “Public Sector AI Empowerment” เพื่อฉายภาพการเปลี่ยนแปลงที่ AI มีต่อโลกเทคโนโลยีและแนวทางการปรับตัวของภาครัฐ โดยชี้ให้เห็นว่า AI ได้เปลี่ยนกระบวนทัศน์การเข้าถึงความรู้ไปอย่างสิ้นเชิง จากเดิมที่ต้องพึ่งพามนุษย์เป็นตัวกลาง ปัจจุบัน AI ทำให้คอมพิวเตอร์สามารถเข้าใจภาษามนุษย์ได้โดยตรง การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้ AI กลายเป็นเครื่องมือที่ทรงพลัง สามารถทำงานได้เหมือนมนุษย์ แต่เหนือกว่าตรงที่สามารถทำงานได้โดยไม่มีวันหยุด

“AI จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการเป็นคนทำงานในภาครัฐ เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนบุคลากรในอนาคต อย่างไรก็ตาม ศักยภาพของ AI จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีข้อมูลดิจิทัลที่มีคุณภาพ โดยชี้ให้เห็นถึงอุปสรรคสำคัญของระบบราชการที่ยังคงทำงานด้วยกระดาษ ซึ่งการแปลงข้อมูลจากกระดาษมักก่อให้เกิดความคลาดเคลื่อน ซึ่งปัญหาหน้าบ้านดิจิทัล หลังบ้านกระดาษ นี้ส่งผลกระทบอย่างเป็นรูปธรรม เช่น กรณีการรับแจ้งความออนไลน์คดีสแกมเมอร์ที่มีกว่า 3 แสนคดีต่อปี แต่กระบวนการหลังบ้านที่ไม่ใช่ดิจิทัลทำให้สามารถจัดการได้เพียงประมาณ 5 หมื่นคดีต่อปีเท่านั้น ดังนั้น ขั้นตอนแรกที่สำคัญที่สุดคือการเปลี่ยนกระบวนการทำงานให้เป็นดิจิทัลอย่างสมบูรณ์ หรือ Go Digitized เพื่อสร้างฐานข้อมูลที่น่าเชื่อถือสำหรับ AI” ศาสตราจารย์พิเศษ วิศิษฏ์ อธิบาย

ศาสตราจารย์พิเศษ วิศิษฏ์ ยกตัวอย่างความสำเร็จของกระทรวงดิจิทัลฯ ที่เปลี่ยนเป็นองค์กรไร้กระดาษ (Paperless) ได้สำเร็จ การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่เพียงช่วยให้การทำงานรวดเร็วขึ้น แต่ยังทำให้เกิดข้อมูลดิจิทัลที่พร้อมใช้งาน ซึ่งนำไปสู่การพัฒนาระบบ “เว็บดี” (WebD) ที่ใช้ AI ช่วยกวาดตรวจและจัดการเว็บไซต์ผิดกฎหมายโดยอัตโนมัติ ผลลัพธ์คือสามารถยกระดับประสิทธิภาพการทำงาน จากเดิมที่จัดการได้เดือนละ 200 URL เพิ่มขึ้นเป็นวันละ 5,000 URL โดยไม่ต้องเพิ่มจำนวนบุคลากร

ศาสตราจารย์พิเศษ วิศิษฏ์ ยังได้กล่าวถึงแผนยุทธศาสตร์ปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติ ซึ่งมีแนวทางดำเนินงาน 3 ด้านหลัก ได้แก่ 1.การเตรียมคนและโครงสร้างพื้นฐาน (Readiness) 2.การส่งเสริมการใช้งานจริงในภาคส่วนต่าง ๆ (Adoption) และ 3. การสร้างแรงจูงใจและมีกลไกขับเคลื่อนที่ต่อเนื่อง (Catalytic Factor) นอกจากนี้ยังได้เสนอแนวคิดการนำ AI มาประยุกต์ใช้ในอนาคตกับงานที่มีความซับซ้อน เช่น งานจัดซื้อจัดจ้าง เพื่อช่วยบูรณาการข้อมูลราคาและหาราคาที่เหมาะสม

เส้นทางสู่ภาครัฐที่ พร้อมรับมือ AI

ในช่วงเสวนา “Building an AI-Ready Government: เส้นทางสู่ภาครัฐที่ พร้อมรับมือ AI” ได้สะท้อนภาพ “ระบบนิเวศ AI ภาครัฐ” ที่กำลังก่อตัวขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีผู้สร้างเทคโนโลยีและผู้กำกับดูแลเป็นฟันเฟืองสำคัญ ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการเนคเทค สวทช. ระบุว่า เนคเทคได้พัฒนา Foundation Model ภาษาไทยของตนเองขึ้นมาโดยเฉพาะ โดยใช้ข้อมูลกว่า 28,000 ล้านคำ ทำให้ AI ที่พัฒนาขึ้นมีความเข้าใจในบริบทของภาษาและวัฒนธรรมไทย ซึ่งเหมาะกับโจทย์ของภาครัฐ และมีโครงสร้างพื้นฐานอย่างซูเปอร์คอมพิวเตอร์ LANTA Supercomputer รองรับ นอกจากนี้ ยังได้จัดทำเว็บไซต์ opdc.ai.in.th เพื่อเป็นคลังรวบรวมกรณีศึกษาจาก 55 หน่วยงาน และเครื่องมือ AI พร้อมใช้ที่จัดหมวดหมู่ตามภารกิจราชการ ดร.ชัย ยังกล่าวถึงเป้าหมายสุดท้ายว่าต้องการทำให้เครื่องมือ AI เป็นลักษณะ Agentic คือ เป็นแพ็กเกจครบวงจรสำหรับภารกิจเฉพาะทาง เช่น ระบบจัดซื้อจัดจ้าง โดยมีมนุษย์คอยตรวจสอบในขั้นตอนที่จำเป็น (Human in the loop)

ขณะที่สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) เข้ามามีบทบาทสำคัญในการสร้างความน่าเชื่อถือผ่าน AI Governance โดย ดร.ศักดิ์ เสกขุนทด ที่ปรึกษาอาวุโส ETDA กล่าวว่า ประเทศไทยได้ร่วมลงนามกับ UNESCO ในหลักจริยธรรม AI ETDA จึงได้ออก AI Governance Guideline เพื่อเป็นแนวทางให้หน่วยงานต่าง ๆ นำ AI ไปใช้อย่างมีธรรมาภิบาล ป้องกันอคติ และสร้างความโปร่งใส พร้อมทั้งมีแผนจะฝึกอบรมบุคลากรในทุกกรม ผ่านโครงการ Train the Trainer ให้สามารถวาง Roadmap การใช้ AI ในองค์กรของตนเองได้อย่างถูกต้อง และกล่าวย้ำว่าต้องสร้าง Mindset ที่ถูกต้องว่า AI ไม่ได้มาไล่คนออก แต่มาเป็นผู้ช่วยให้ทำงานได้ดีขึ้นและมีคุณภาพมากขึ้น

ความสำเร็จของการนำ AI มาใช้ ถูกสะท้อนผ่านหน่วยงานที่ได้ลงมือทำจริง ไม่ว่าจะเป็น สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ที่ต้องเผชิญกับเอกสารประกอบการขึ้นทะเบียนหนาเป็นหมื่นหน้า เภสัชกรอาทิตย์ พันเดช ผู้อำนวยการกองผลิตภัณฑ์สุขภาพนวัตกรรม และการบริการ เล่าว่า องค์กรได้นำ AI มาประยุกต์ใช้ใน 3 ภารกิจหลัก ภายใต้กรอบการทำงาน ‘3S’ คือ Smart People, Smart Process และ Smart Technology ที่เริ่มจากการปรับ Mindset ของคนก่อน ตั้งแต่การยกระดับบริการผ่าน Chatbot ให้คำปรึกษา (Smart Service) การเพิ่มประสิทธิภาพการกำกับดูแลด้วย AI ช่วยอ่านและคัดกรองเอกสารคำขอ (Smart Regulation) ไปจนถึงการเฝ้าระวังเชิงรุกผ่านระบบตรวจจับโฆษณาที่ผิดกฎหมาย (Smart Surveillance) ซึ่งส่งผลให้สามารถลดระยะเวลาในกระบวนการทำงานลงได้ถึงครึ่งหนึ่ง และต้องดำเนินการควบคู่ไปกับการสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยไซเบอร์ (Cyber Security) และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA)

เช่นเดียวกับกรมที่ดิน ที่ ดร.ภีระ ยมวัน ผู้เชี่ยวชาญ ด้านการสำรวจรังวัดเพื่อทำแผนที่ ชี้ให้เห็นถึงการใช้ AI แก้ปัญหาที่ไม่สามารถทำได้ด้วยแรงงานคน โดยเฉพาะเมื่อมีข้อจำกัดด้านบุคลากรไอทีซึ่งมีจำนวนน้อย ทำให้ต้องอาศัยความร่วมมือจากพันธมิตร เช่น การสกัดข้อมูลลายมือจากโฉนดกว่า 37 ล้านแปลง และการอ่านแปลภาพถ่ายทางอากาศในอดีตเพื่อพิสูจน์สิทธิ์ พร้อมกันนี้ยังได้ให้ข้อเสนอแนะว่าหน่วยงานที่ต้องการเริ่มต้นต้องเตรียมความพร้อม 3 ด้าน คือ 1. คนที่ต้องมีความรู้พอจะเขียน TOR จัดซื้อจัดจ้างได้ 2. ข้อมูล ที่มีคุณภาพ และ 3. เงินหรืองบประมาณระยะยาว

ขณะที่กรมการปกครอง ในฐานะหน่วยงานต้นน้ำของข้อมูลคนทั้งประเทศ นางสาวสุชาดา คำวงษ์ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและระบบข้อมูล สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง กล่าวว่า ภารกิจมุ่งเน้นการใช้ AI เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการตรวจสอบเอกสารปลอมแปลง และวิเคราะห์ภาพใบหน้าเพื่อยืนยันตัวตน ซึ่งการดำเนินการเหล่านี้จำเป็นต้องปรับแก้กฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องควบคู่กันไป โดยเฉพาะกรณีผู้ที่ผ่านการทำศัลยกรรม ทั้งนี้ ปัจจุบันกรมการปกครองได้เริ่มนำร่องใช้ AI วิเคราะห์การตอบข้อซักถามใน Call Center 1548 แล้ว

บทสรุปจากเวทีนี้ได้ตกผลึกเป็นภาพเดียวกันว่า การเดินทางสู่รัฐบาล AI ไม่ใช่โครงการของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่เป็นภารกิจร่วมที่ต้องอาศัยการผนึกกำลังจากทุกภาคส่วน โดยจุดสำคัญ คือ การพัฒนาบุคลากรและปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงาน ดังที่ ดร.ชัย ได้กล่าวทิ้งท้ายเพื่อกระตุ้นให้เกิดการลงมือทำว่า

“ขอให้หน่วยงานอย่ารอช้า หากไม่เริ่มต้นตั้งแต่วันนี้ ในอีก 2 ปีข้างหน้าอาจตามไม่ทันการเปลี่ยนแปลง เนื่องจากเทคโนโลยีมีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็วมาก”

นอกจากนี้ภายในงานคณะนักวิจัยเนคเทค สวทช. ยังมีการบรรยายและเวิร์กช็อปพัฒนาทักษะความรู้ด้าน AI ทั้งในเรื่องราวความปลอดภัยของข้อมูล ในหัวข้อ Cyber Security & AI: ปกป้องข้อมูลภาครัฐให้ปลอดภัยในยุค AI” โดย คุณเอกฉันท์ รัตนเลิศนุสรณ์ หัวหน้าทีมวิจัยความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศ รวมถึงทักษะที่สำคัญในการสร้างคำสั่ง หรือ Prompt ในการใช้ Generative AI ให้ตอบโจทย์ตามที่ต้องการ โดย คุณปัญจพร ฉัตรสุวรรณ ผู้ช่วยวิจัย ทีมวิจัยการวิเคราะห์ยุทธศาสตร์ด้วยปัญญาประดิษฐ์ และเครื่องมือ Generative AI สัญชาติไทย สำหรับการประยุกต์ใช้ในหน่วยงานภาครัฐ โดย ดร.ศราวุธ คงยัง นักวิจัย กลุ่มวิจัยปัญญาประดิษฐ์

]]>
Pathumma Connect คว้ารางวัลผลงานนำเสนอได้ดีที่สุด ในงาน Thailand Tech Show 2025 https://www.nectec.or.th/news/news-pr-news/pathumma-connect-tts2025.html Thu, 14 Aug 2025 07:39:15 +0000 https://www.nectec.or.th/?p=40919

ขอแสดงความยินดีกับ ดร.ศราวุธ คงยัง กลุ่มนวัตกรรมการผลิตยั่งยืน EECi สวทช. และกลุ่มวิจัยปัญญาประดิษฐ์ จากศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค สวทช.) ที่ได้รับรางวัลผลงานนำเสนอได้ดีที่สุด จากเวที Investment Pitching ในงาน Thailand Tech Show 2025 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2568 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

Pathumma Connect เป็นระบบ Meeting Intelligence Platform ภายใต้แนวคิด “WHERE VOICE CAN BECOME ACTIONS” ที่พัฒนาขึ้นเพื่อตอบโจทย์การประชุมขององค์กรยุคใหม่ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ประกอบด้วย 3 เทคโนโลยีหลัก คือ Partii Note : ระบบถอดเสียงการประชุมด้วย AI ภาษาไทย DocChat : ระบบสนทนาและติดตามการประชุมแบบอัจฉริยะ DocGen : ระบบร่างเอกสารอัตโนมัติจากผลการประชุม จุดเด่นของ Pathumma Connect คือการเป็น Private AI Technology ที่พัฒนาโดยทีมวิจัยไทยเพื่อรองรับภาษา ข้อมูล และบริบทประเทศไทยโดยเฉพาะ พร้อมให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของข้อมูลในองค์กร

นอกจาก Pathumma Connect แล้ว เนคเทค สวทช. ยังนำผลงานวิจัยอีก 2 ชิ้นร่วมเวที Investment Pitching ได้แก่

ระบบตรวจสอบย้อนกลับทุเรียนข้ามพรมแดน (Durian Trace)
โดย ดร.สุพร พงษ์นุ่มกุล และทีมวิจัยการวิเคราะห์พฤติกรรมมนุษย์ (HBA) กลุ่มวิจัยเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวกและเครื่องมือแพทย์ (A-MED) เนคเทค สวทช. 

Durian Trace ตอบโจทย์ความท้าทายในห่วงโซ่อุปทานสินค้าเกษตรที่ซับซ้อน ปัญหาการตรวจสอบแหล่งที่มาและกระบวนการผลิตที่ไม่ชัดเจน ส่งผลต่อ ความปลอดภัยอาหาร ความเชื่อมั่นผู้บริโภค และโอกาสส่งออก ข้อมูลส่วนใหญ่ยังไม่ถูกจัดเก็บอย่างเป็นระบบและขาดมาตรฐานการแลกเปลี่ยน เพื่อลดปัญหาดังกล่าว แพลตฟอร์ม Durian Trace ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น QR Code, IoT และบล็อกเชน เพื่อสร้างระบบตรวจสอบย้อนกลับที่ โปร่งใส น่าเชื่อถือ และรองรับมาตรฐานความยั่งยืนสากล จุดเด่นของแพลตฟอร์มนี้ คือการแยก ระบบข้อมูล (Data Exchange & Integrity) ออกจาก ส่วนผู้ใช้งาน (UX/UI) ทำให้มีความยืดหยุ่นและขยายตัวได้ในอนาคต ระบบ IoT ช่วยเก็บข้อมูลภาคสนามแบบเรียลไทม์ บล็อกเชนรับประกันความถูกต้องของข้อมูลและป้องกันการแก้ไขย้อนหลัง ขณะที่ QR Code ช่วยให้ผู้ใช้เข้าถึงข้อมูลการผลิตได้ง่ายและโปร่งใส ทั้งหมดนี้เสริมความมั่นใจให้ผู้บริโภคและเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของภาคเกษตรไทย

FITKAN – เรา Young Fit
โดย ดร.วินัย ชนปรมัตถ์ และทีมวิจัยอิเล็กทรอนิกส์และระบบทางชีวการแพทย์(BES) กลุ่มวิจัยเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวกและเครื่องมือแพทย์ (A-MED) เนคเทค สวทช.

 แพลตฟอร์มออกกำลังกาย “เรายังฟิต” (We Young Fit) คือโซลูชันดูแลสุขภาพแบบครบวงจร ที่ใช้ อุปกรณ์สวมใส่ (Wearable) ขนาดเล็ก พกพาสะดวก ใช้พื้นที่น้อย ทำให้ผู้ใช้งานสามารถออกกำลังกายได้ทุกที่ ทุกเวลาโปรแกรมออกกำลังกายของแพลตฟอร์มมีหลากหลายโหมด ครอบคลุมทั้ง การออกกำลังกายทางกาย การบริหารสมอง และการฝึกสมาธิ เพื่อดูแลสุขภาพ ร่างกาย จิตใจ และสมอง รองรับทั้งการออกกำลังกายแบบ เดี่ยว คู่ และกลุ่ม พร้อมเก็บข้อมูลการฝึกตั้งแต่ ก่อน ระหว่าง และหลัง และนำมาวิเคราะห์ด้วย AI เพื่อวางแผนการออกกำลังกายที่เหมาะสมและปลอดภัยสำหรับแต่ละบุคคล ผู้ใช้งานยังสามารถเลือกแบ่งปันข้อมูลกับบุคคลหรือหน่วยงานที่ได้รับอนุญาต สร้าง เครือข่ายสนับสนุนการออกกำลังกาย ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด แพลตฟอร์มรองรับการใช้งานทั้งบน อุปกรณ์พกพาและคอมพิวเตอร์ สำหรับหน่วยงานหรือองค์กรที่ติดตั้งระบบ ยังสามารถใช้ข้อมูลเหล่านี้จัดทำแผนดูแลสุขภาพทั้งแบบ องค์รวม และแบบ Personalized Care

ในปีนี้ เวที Investment Pitching มีผลงานเข้าร่วมทั้งหมด 10 ผลงาน จาก สวทช. 8 ผลงาน และพันธมิตร 2 ผลงาน โดยรางวัลผลงานที่น่าลงทุนที่สุดประจำปี 2568 เป็นของ “SolaRE โซลาร์รี Innovative Green Solar Cells” ผลงานวิจัยจากศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (เอ็นเทค สวทช.) โดย ดร.อมรรัตน์ ลิ้มมณี และทีมวิจัยเทคโนโลยีเซลล์แสงอาทิตย์ (SPVT) กลุ่มวิจัยนวัตกรรมพลังงาน (EIRG)

SolaRE โซลาร์รี Innovative Green Solar Cells คือ แผงโซลาร์เซลล์โครงสร้างใหม่ที่สามารถถอดแยกส่วนประกอบหลักออกได้เมื่อสิ้นอายุใช้งาน โดยใช้เครื่องมือช่างพื้นฐาน ไม่จำเป็นต้องใช้กระบวนการทางความร้อนหรือสารเคมี สัดส่วนน้ำหนักซากที่นำกลับมาใช้ต่อได้ 85-95% สะดวกต่อการรีไชเคิลวัสดุ ประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าของแผงโซลาร์รีเทียบเท่าแผงโครงสร้างแบบดั้งเดิม ปัจจุบัน แผงโซลาร์รีขนาดเล็กกำลังการผลิตไฟฟ้า 15 วัตต์ สามารถประยุกต์ใช้ชาร์จแบตเตอรี่สำหรับโคมไฟแอลอีดีได้เทียบเท่ากับแผงสำเร็จที่มากับชุดอุปกรณ์ ผ่านการทดสอบใช้งานในสภาวะจริงต่อเนื่องนานกว่า 24 เดือน

]]>
เนคเทคและพันธมิตร ร่วมเวที Techsauce Global Summit 2025 https://www.nectec.or.th/news/news-pr-news/techsauce2025.html Wed, 06 Aug 2025 10:14:00 +0000 https://www.nectec.or.th/?p=40860

วันที่ 4 สิงหาคม 2568 – เนคเทค ร่วมกับ ปตท. และ After You จัดเวทีเสวนาในหัวข้อ “Digital and AI in Manufacturing: Automation Frontier of Humans and Machines” ภายในงาน Techsauce Global Summit 2025 เพื่อสะท้อนภาพการเปลี่ยนแปลงของภาคอุตสาหกรรมการผลิต ที่กำลังก้าวเข้าสู่ยุคของการอยู่ร่วมกันระหว่างมนุษย์และเทคโนโลยีอย่างแท้จริง

เวทีเสวนานี้ได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ ได้แก่

  • ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการเนคเทค สวทช.
  • คุณธเนศ อิงสกุลรุ่งเรือง ผู้จัดการส่วนตลาดและขายเอนเนอร์ยี่ โซลูชั่นส์ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน)
  • คุณแม่ทัพ ต.สุวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อาฟเตอร์ ยู จำกัด (มหาชน)
    ดำเนินรายการ โดย ดร.เอมอัชนา นิรันตสุขรัตน์ หัวหน้าทีมวิจัยระบบไซเบอร์กายภาพ เนคเทค สวทช.

วิทยากรทั้งสามท่านได้ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับแนวโน้มของการประยุกต์ใช้ AI, Automation, Digital Transformation ในการยกระดับภาคการผลิต ทั้งในระดับองค์กรอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ไปจนถึงภาคบริการและธุรกิจ

โดย ดร.ชัย เน้นย้ำถึง บทบาทของ AI ที่ไม่ใช่การมาแทนที่แรงงาน แต่จะมาช่วยเสริมศักยภาพของมนุษย์ให้ทำงานร่วมกับเทคโนโลยีได้อย่างชาญฉลาด ขณะที่คุณธเนศ ผู้แทนจาก ปตท. ได้กล่าวถึงการใช้ระบบอัตโนมัติในการบริหารจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และการเตรียมความพร้อมของบุคลากร ด้านคุณแม่ทัพ ผู้บริหาร After You ได้แบ่งปันมุมมองจากภาคธุรกิจบริการ ที่ได้ใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อพัฒนากระบวนการภายในและสร้างประสบการณ์ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น

การเสวนาครั้งนี้ตอกย้ำถึงแนวโน้มของภาคอุตสาหกรรมที่ไม่ได้มุ่งสู่การทดแทนมนุษย์ด้วยเทคโนโลยี แต่เป็นการร่วมมือกันระหว่าง “มนุษย์” และ “เครื่องจักร” อย่างกลมกลืน เพื่อขับเคลื่อนสู่อนาคตของการผลิตที่ยั่งยืนและมีศักยภาพ
นอกจากนี้ภายในงาน เนคเทค สวทช. ยังร่วมออกบูธจัดแสดงผลงานบริการด้าน AI อาทิ “NomadML” แพลตฟอร์มเทรน AI โดยไม่ต้องเขียนโค้ด และ “Pathumma LLM” โมเดลสำหรับสร้าง Generative AI รองรับการประมวลผลข้อมูลหลายรูปแบบ เช่น ข้อความ , เสียง , และภาพ พร้อมความเชี่ยวชาญในการเข้าใจภาษาไทยและบริบทของประเทศไทย

งาน Techsauce Global Summit 2025 มหกรรมเทคโนโลยีที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 4-6 สิงหาคม 2568 ภายใต้ธีม “The Dawn of Symbiosis” ชูแนวคิดการอยู่ร่วมกันอย่างสมดุลระหว่างมนุษย์และเทคโนโลยี โดยเฉพาะบทบาทของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่กำลังเปลี่ยนแปลงแนวทางการทำงาน การตัดสินใจ และการบริหารจัดการในภาคการผลิตอย่างรวดเร็ว

]]>
เนคเทค สวทช. จับมือ TCELS และ อย. จัดสัมมนาใหญ่ ดัน AISaMD ไทยสู่มาตรฐานสากล https://www.nectec.or.th/news/news-pr-news/2025aisamd.html Thu, 03 Jul 2025 01:00:03 +0000 https://www.nectec.or.th/?p=40490

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค สวทช.) ห้องปฏิบัติการทดสอบซอฟต์แวร์ SQUAT ร่วมกับศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน) หรือ TCELS พร้อมด้วยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) จัดงานสัมมนาครั้งสำคัญ “AISaMD Forum: หลักเกณฑ์การทดสอบและแนวทางการใช้งานเพื่อนำผลิตภัณฑ์ปัญญาประดิษฐ์เครื่องมือแพทย์ไทย มุ่งสู่มาตรฐานในระดับสากล” เพื่อผลักดันผลิตภัณฑ์ปัญญาประดิษฐ์เครื่องมือแพทย์ของไทยให้ก้าวสู่การรับรองมาตรฐานในระดับสากลอย่างเป็นระบบ ซึ่งจะเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถด้านนวัตกรรมทางการแพทย์ของประเทศ เมื่อ 2 กรกฎาคม 2568 ณ โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ

นายแพทย์ รุ่งฤทัย มวลประสิทธิ์พร

นายแพทย์รุ่งฤทัย มวลประสิทธิ์พร รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวว่า อย. มีทิศทางการกำกับดูแล ที่มุ่งเน้นในอนาคต คือหลักในการกำกับดูแล AISaMD (AI-driven Software as a Medical Device) คือการกำหนดขอบเขตให้ชัดเจนว่าจัดเป็น เครื่องมือแพทย์ ตามกฎหมายหรือไม่ โดยต้องส่งเสริมการใช้แนวทางทดสอบตามมาตรฐานสากล นอกจากนี้ยังรวมถึงการออกข้อกำหนดในการขึ้นทะเบียนเครื่องมือแพทย์ และการทำงานร่วมกับหน่วยงานวิชาการและภาคอุตสาหกรรม เพื่อสร้างระบบนิเวศที่ส่งเสริมนวัตกรรมอย่างมีคุณภาพควบคู่ไปกับความปลอดภัย โดยหน้าที่ของสำนักงาน อย. ไม่ใช่เพียง “ควบคุม” เท่านั้น แต่คือ “สนับสนุนให้ผู้พัฒนาไทยสามารถเติบโตได้ภายใต้กติกาที่เป็นธรรมและโปร่งใส” การควบคุมที่ดีในศตวรรษที่ 21 จึงต้อง “ชัดเจนในหลักเกณฑ์ และยืดหยุ่นต่อโอกาสใหม่”

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เราทุกคนต่างเห็นพ้องกันว่า เทคโนโลยี AI ไม่ใช่เรื่องของอนาคตอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นกลไกสำคัญในการเปลี่ยนแปลงระบบบริการสุขภาพของโลก รวมถึงประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง AI Software as a Medical Device หรือ AISaMD ได้ก้าวข้ามจากการเป็นเพียง “โปรแกรมอัจฉริยะ” สู่การเป็น “เครื่องมือแพทย์” ที่มีผลต่อชีวิตผู้ป่วยโดยตรง ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องมี กรอบการกำกับดูแลที่เหมาะสม ทันสมัย และสอดคล้องกับพระราชบัญญัติเครื่องมือแพทย์ พ.ศ. 2562 ที่เราใช้เป็นฐานในการรับรองคุณภาพ ความปลอดภัย และประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์เครื่องมือแพทย์ทุกประเภท

ดร.ปิยวุฒิ ศรีชัยกุลดร.ปิยวุฒิ ศรีชัยกุล รองผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สวทช. กล่าวว่า งานสัมมนา AISaMD Forum จัดขึ้นเพื่อผลักดันผลิตภัณฑ์ปัญญาประดิษฐ์เครื่องมือแพทย์ของไทย ให้ก้าวสู่การรับรองมาตรฐานในระดับสากลอย่างเป็นระบบ ซึ่งการจัดงานในวันนี้ เกิดขึ้นภายใต้ความร่วมมือของหลากหลายภาคส่วน เพื่อจุดมุ่งหมายร่วมกันในการยกระดับผลิตภัณฑ์ปัญญาประดิษฐ์เครื่องมือแพทย์ของไทย ให้สามารถเข้าสู่กระบวนการขึ้นทะเบียนเครื่องมือแพทย์ ได้อย่างมั่นใจ ภายใต้กฎหมายและเป็นไปตามแนวทางมาตรฐานสากล

โดยสอดรับกับสถานการณ์ในปัจจุบัน ที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ได้เข้ามามีบทบาทอย่างลึกซึ้งในวงการแพทย์ โดยเฉพาะใน รูปแบบของ AI Software as a Medical Device หรือ AISaMD ซึ่งเปรียบเสมือนเครื่องมือแพทย์อัจฉริยะที่ช่วยสนับสนุนการวินิจฉัย การรักษา และการดูแลสุขภาพผู้ป่วยได้อย่างแม่นยำ ในขณะเดียวกัน เรากลับพบว่าผู้พัฒนาผลิตภัณฑ์เหล่านี้ในประเทศไทยยังประสบอุปสรรคทั้งด้านกฎหมาย ขาดแนวทางการทดสอบที่ชัดเจน ไม่ทราบกระบวนการพัฒนาและขาดแนวทางการจัดทำเอกสารที่สามารถใช้ยื่นขอขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ปัญญาประดิษฐ์เครื่องมือแพทย์ กับ อย. ได้อย่างถูกต้องและครบถ้วน นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นของโครงการพัฒนาหลักเกณฑ์และบริการทดสอบ AISaMD ซึ่งดำเนินการโดยเนคเทค สวทช. ภายใต้การสนับสนุนจาก ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (TCELS) และความร่วมมือจากหน่วยงานหลักคือ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)

จากการดำเนินงานในระยะที่ผ่านมา โครงการสามารถสร้างผลลัพธ์ที่ชัดเจน ได้แก่ พัฒนาหลักเกณฑ์และบริการทดสอบสำหรับผลิตภัณฑ์ปัญญาประดิษฐ์เครื่องมือแพทย์ตามมาตรฐานสากล เอกสาร AISaMD Template ที่ครอบคลุมทั้งด้านเทคนิค ด้านกฎหมาย และด้านการจัดทำเอกสาร และแผนในการเปิดรับสมัครผู้ประกอบการที่สนใจเข้าร่วมการทดสอบนำร่อง โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ที่ตั้งเป้าทดสอบผลิตภัณฑ์จริงไม่น้อยกว่า 5 ผลิตภัณฑ์ภายในปีนี้ และการจัดเวทีสัมมนาในวันนี้ เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ ดังที่กล่าวมาข้างต้น

AISaMD ไม่ใช่แค่ “ซอฟต์แวร์เครื่องมือแพทย์” แต่คือ “เครื่องมือแพทย์ที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์” ในฐานะหน่วยงานวิจัยด้านเทคโนโลยีดิจิทัล เนคเทค สวทช. มุ่งมั่นที่จะสนับสนุนให้เกิด ศูนย์กลางการทดสอบผลิตภัณฑ์ AISaMD ในประเทศไทยอย่างถาวร โดยเชื่อมโยงกับระบบการกำกับดูแลของ อย. เพื่อขับเคลื่อนภายใต้ “แผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติเพื่อการพัฒนาประเทศไทย”

นายนิติพล มนต์ไตรเวศย์

นายนิติพล มนต์ไตรเวศย์ รักษาการรองผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์กรมหาชน) กล่าวว่า งานสัมมนา AISaMD Forum เป็นอีกก้าวสำคัญของการสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมทางการแพทย์ ที่จะนำประเทศไทยไปสู่ความเป็นผู้นำในด้าน AI ด้านเครื่องมือแพทย์ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ได้เห็นการเติบโตแบบก้าวกระโดดของ AI Software as a Medical Device – หรือ AISaMD ที่ทำให้แพทย์สามารถวินิจฉัยโรคแม่นยำขึ้น ดูแลผู้ป่วยได้เร็วขึ้น และช่วยชีวิตคนได้มากขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน ถ้าเราไม่มีระบบรองรับที่ชัดเจน นวัตกรรมก็ไม่อาจเดินไปถึงผู้ป่วยได้

ในฐานะที่ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (TCELS) ทำหน้าที่ส่งเสริม สนับสนุน และลงทุนในนวัตกรรมสุขภาพของไทย TCELS อยากให้ทุกท่านเข้าใจว่า เราไม่ได้เพียงแค่ “ให้ทุน” เพื่อสร้างโปรเจกต์หนึ่ง แต่เรากำลัง “วางโครงสร้างพื้นฐาน” ให้คนไทยทั้งระบบได้มีนวัตกรรมที่เชื่อถือได้ โครงการพัฒนาหลักเกณฑ์และบริการทดสอบผลิตภัณฑ์ปัญญาประดิษฐ์เครื่องมือแพทย์ในวันนี้ จึงไม่ใช่โครงการทดลองแต่คือจุดเริ่มต้นของ มาตรฐานใหม่ที่จับต้องได้ อีกทั้ง เป้าหมายของโครงการนี้ได้แก่ระบบทดสอบที่ได้มาตรฐาน, การสร้าง AISaMD Template ที่ใช้งานได้จริงร่วมกับที่ปรึกษา, การทำให้กระบวนการขึ้นทะเบียนกับ อย. เป็นเรื่องเข้าใจง่าย, และการเชื่อมโยงภาครัฐ วิชาการ และภาคเอกชนเข้าด้วยกัน คือเป้าหมายหลัก 4 ประการที่สำคัญอย่างยิ่งต่อการขับเคลื่อน AISaMD ของไทยให้ก้าวสู่ตลาดจริงอย่างมั่นใจและยั่งยืน เรามองเห็นศักยภาพอันยิ่งใหญ่ของประเทศไทย ทั้งในด้านเทคโนโลยีและความสามารถของคนไทยที่ไม่แพ้ชาติใดในโลก หากเรามีระบบการรับรองที่ชัดเจนและได้รับการสนับสนุนอย่างจริงจัง เราจะสามารถก้าวไปได้ไกลกว่าที่เคยเป็นมา นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม TCELS จะยังคงเดินหน้าสนับสนุนโครงการลักษณะนี้ต่อไป

โอกาสนี้เชิญชวน ผู้ประกอบการ นักพัฒนา Startup หรือนักวิจัยที่มีผลิตภัณฑ์ปัญญาประดิษฐ์เครื่องมือแพทย์ มาร่วมทดสอบผลิตภัณฑ์ของท่านกับเรา ในช่วงนำร่องนี้ เพราะท่านจะได้ประเมินความพร้อมของผลิตภัณฑ์ ได้รับคำแนะนำที่อิงมาตรฐานระดับโลก และที่สำคัญ ได้เตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการขึ้นทะเบียนจริงกับ อย. อย่างมีประสิทธิภาพ

]]>
Thai LLM เสริมพลังให้ข้อมูลวิจัยไทย เข้าถึงง่าย และใช้ได้จริง https://www.nectec.or.th/news/news-pr-news/thaillm-thailand-research-expo2025.html Sat, 21 Jun 2025 05:04:53 +0000 https://www.nectec.or.th/?p=40440

วันที่ 19 มิถุนายน 2568 – สวทช. โดยเนคเทคร่วมจัดเสวนาหัวข้อ “Thai LLM: AI Powered Search Engine เพื่อบูรณาการ เชื่อมโยงและใช้ประโยชน์ข้อมูล ววน.” เพื่อถ่ายทอดแนวคิดและศักยภาพของ Thai LLM ในการยกระดับการให้บริการข้อมูลวิจัยและนวัตกรรมของประเทศ ในงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2568 (Thailand Research Expo 2025) ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ

การเสวนาครั้งนี้ได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายหน่วยงาน อาทิ

  • ดร.เทพชัย ทรัพย์นิธิ (เนคเทค สวทช.)
  • คุณปฏิภาณ ประเสริฐสม (BDI)
  • ผศ.ดร.รัชฎา คงคะจันทร์ (มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์)
  • ดร.ณิฎา เด่นไพศาล (UniNet)
    ดำเนินรายการโดย คุณนิรมล ประทีปะจิตติ (เนคเทค สวทช.)

เวทีเสวนานำเสนอแง่มุมสำคัญ ได้แก่

  • การพัฒนาบริการข้อมูลวิจัยและนวัตกรรมด้วย Thai LLM
  • ศักยภาพและความท้าทายของการสร้าง LLM ภาษาไทย
  • แนวทางเชื่อมโยงข้อมูลเพื่อประโยชน์เชิงบริการและนโยบาย
  • การใช้ประโยชน์จากข้อมูลวิจัยผ่านโมเดลภาษาไทยในระดับมหภาค

นอกจากนี้ยังได้กล่าวถึงแนวทางขยายผล Thai LLM ให้ครอบคลุมการใช้งานที่หลากหลาย การเสวนานี้ได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมที่ต้องการนำ AI มาประยุกต์ใช้กับฐานข้อมูลวิจัยและนวัตกรรมของประเทศ โดยหวังว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของการขับเคลื่อนระบบข้อมูล ววน. อย่างมีประสิทธิภาพในยุคปัญญาประดิษฐ์

]]>
สำนักงานศาลปกครอง จับมือเนคเทค สวทช. พลิกโฉม “ศาลอัจฉริยะ” ดันใช้ AI เพิ่มประสิทธิภาพ ยกระดับให้บริการกระบวนการยุติธรรมแก่ประชาชน https://www.nectec.or.th/news/news-pr-news/2025mou-admincourt.html Fri, 20 Jun 2025 10:45:31 +0000 https://www.nectec.or.th/?p=40372

19 มิถุนายน 2568 สำนักงานศาลปกครอง ผนึกกำลังสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ โดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค สวทช.) ร่วมลงนามบันทึกความร่วมมือด้านการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัล หวังใช้พลังเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เสริมภารกิจ พลิกโฉมการให้บริการเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมทางปกครอง ที่สะดวกรวดเร็ว เที่ยงตรง และเป็นธรรม โดยมีนายจำนงค์ ถาวรวิสิทธิ์ เลขาธิการสำนักงานศาลปกครอง และดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการ เนคเทค สวทช. เป็นประธานในพิธีลงนาม พร้อมด้วยผู้บริหารจากทั้งสองหน่วยงาน ได้แก่ นายชำนาญ ทิพยชนวงศ์ รองเลขาธิการสำนักงานศาลปกครอง และดร.ศวิต กาสุริยะ รองผู้อำนวยการเนคเทค สวทช. ร่วมเป็นสักขีพยาน

นายจำนงค์ ถาวรวิสิทธิ์ เลขาธิการสำนักงานศาลปกครอง กล่าวว่า สำนักงานศาลปกครอง โดยศูนย์วิทยาการสารสนเทศ และเนคเทค สวทช. มีความร่วมมือในการนำ AI คือ Speech to text มาประยุกต์ใช้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2563 ซึ่งได้ร่วมกันพัฒนาและใช้งานถอดความเสียงจนประสบความสำเร็จมาเป็นลำดับ ต่อยอดมาสู่ความร่วมมือที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ ที่มีเป้าหมายชัดเจนในการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัล โดยเฉพาะ AI มาใช้เพื่อให้บริการแก่ประชาชน เพิ่มประสิทธิภาพในการอำนวยความยุติธรรมการปกครอง โดยสำนักงานศาลปกครองมีภารกิจหน้าที่ในการสนับสนุนกระบวนงานพิจารณาพิพากษาคดีปกครอง การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีดิจิทัลที่มีประสิทธิภาพ การบริหารจัดการองค์กร การบริการให้แก่ประชาชนด้วยระบบดิจิทัล รวมถึงการพัฒนาบุคลากรเพื่อขับเคลื่อนการเป็นศาลปกครองอิเล็กทรอนิกส์ที่สมบูรณ์ ในปีพ.ศ. 2570 และเป็นศาลปกครองอัจฉริยะ (Smart Admin Court) ในปี พ.ศ. 2575 ที่จะอำนวยความยุติธรรม สร้างระบบในการพิจารณาคดีด้วยความเป็นธรรม รวดเร็ว ทันสมัย เสริมสร้างธรรมาภิบาลในสังคมด้วยมาตรฐานที่เป็นสากล เพื่อส่งมอบบริการที่ดี และสร้างประโยชน์ให้แก่ประชาชนได้อย่างแท้จริง

ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการเนคเทค สวทช. กล่าวเพิ่มเติมว่า ในปัจจุบัน AI นอกจากจะเป็นเครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานส่วนบุคคลได้เป็นอย่างดีแล้ว กำลังจะกลายเป็นพลังที่ถูกนำมาใช้ในหน่วยงานอย่างเป็นระบบเพื่อยกระดับบริการภาครัฐ สำนักงานศาลปกครอง ถือเป็นหนึ่งในหน่วยงานสำคัญที่สามารถเป็นต้นแบบของการเปลี่ยนผ่านนี้ พร้อมย้ำถึงบทบาทของ สวทช. ในการผลักดันแผนปฏิบัติการด้าน AI แห่งชาติ (พ.ศ. 2565 – 2570) ที่มี 5 ยุทธศาสต์หลักทั้งการใช้งาน AI อย่างถูกต้อง การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน พัฒนากำลังคน พัฒนานวัตกรรม และการประยุกต์ใช้งานจริงในภาคส่วนต่าง ๆ โดยเนคเทค สวทช. เปรียบเสมือนเป็น “เครื่องจักรสำคัญในการสร้างฐานรากทางเทคโนโลยีให้ประเทศ” พร้อมนำความรู้ความสามารถ ความเชี่ยวชาญของทีมนักวิจัยด้าน AI ที่สั่งสมมาอย่างยาวนานกว่า 20 ปี ร่วมมือสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัล โดยเฉพาะการใช้ปัญญาประดิษฐ์เชิงสร้างสรรค์ หรือ Generative AI และ LLM โมเดลภาษาขนาดใหญ่ที่เป็นหัวใจอยู่เบื้องหลัง ที่เนคเทค สวทช. ได้พัฒนา “Pathumma LLM” ที่สามารถเข้าใจภาษาไทยได้เป็นอย่างดี และเป็น Opensource ให้กับประเทศไทย ซึ่งจะนำมาใช้พัฒนาให้ตอบโจทย์ในบริบทของสำนักงานศาลปกครองที่มีเนื้อหาข้อมูลเฉพาะเจาะจงทางด้านข้อกฎหมาย และการพิจารณาคดี ยังรวมถึง AI อื่น ๆ เพื่อพัฒนากระบวนพิจารณาพิพากษาคดี ตลอดจนการให้บริการต่างๆ ตามภารกิจของสำนักงานศาลปกครอง

5 มิติสำคัญของความร่วมมือภายใต้บันทึกข้อตกลงฯ ฉบับนี้ ได้แก่

  • การพัฒนาและประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์เชิงสร้างสรรค์ (Generative AI) ด้วยโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (Large Language Model: LLM) ที่เข้าใจภาษากฎหมายไทย ผนวกกับชุดข้อมูลศาลปกครองและสำนักงานศาลปกครอง เพื่อช่วยตรวจวิเคราะห์ข้อมูลคดี ในรูปแบบที่แม่นยำ และรวดเร็ว
  • การนำเทคโนโลยี OCR ที่เหมาะสมกับเอกสารคดีปกครอง เสริมการแปลงข้อมูลจากเอกสารกระดาษเป็นดิจิทัล เพื่อให้บริการประชาชนและการพิจารณาพิพากษาคดี ช่วยลดภาระงานที่ซ้ำซ้อน และเพิ่มความคล่องตัวในการทำงานของเจ้าหน้าที่
  • การพัฒนาแพลตฟอร์มด้าน NLP และ Speech & Text Understanding ที่เกี่ยวข้องกับภาษาพูดและภาษาเขียน รองรับในบริบทข้อมูลของศาลปกครอง เพื่อช่วยให้การเข้าถึงข้อมูลและความรู้ทางกฎหมายสำหรับประชาชนง่ายและเข้าใจได้มากขึ้น
  • การทดสอบและใช้งานเทคโนโลยีต้นแบบจากเนคเทค สวทช. สำหรับการประยุกต์ใช้กับข้อมูลของศาลปกครองในการให้บริการประชาชน หน่วยงานของรัฐ และสนับสนุนการพิจารณาพิพากษาคดีของตุลาการศาลปกครอง
  • การพัฒนาทักษะ ศักยภาพบุคลากรของทั้งสองหน่วยงาน เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการใช้เทคโนโลยี AI อย่างมีประสิทธิภาพ

ความร่วมมือครั้งนี้ จึงถือเป็นก้าวแรกของการสร้าง “ศาลปกครองอัจฉริยะ” ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลอย่างแท้จริง พร้อมสร้างให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมจากการใช้ประโยชน์เทคโนโลยีเหล่านั้น อันจะนำไปสู่การเพิ่มประสิทธิภาพการอำนวยความยุติธรรมการปกครอง ยกระดับคุณภาพการให้บริการแก่ประชาชน และยังถือเป็นก้าวสำคัญของการสร้างต้นแบบที่สามารถขยายผลไปสู่การพัฒนากระบวนการยุติธรรม หรือกระบวนการทำงานในหน่วยงานภาครัฐอื่น ๆ ให้ก้าวทันยุคดิจิทัลได้ในอนาคต

ภายหลังพิธีลงนามฯ ท่านเลขาธิการสำนักงานศาลปกครอง ได้นำคณะผู้บริหาร และทีมงานจากเนคเทค สวทช. เข้าเยี่ยมชมพื้นที่การให้บริการของศาลปกครอง อาทิ ห้องพิจารณาคดี พื้นที่ให้คำปรึกษาทางคดี รวมถึงหอสมุดกฎหมายมหาชน ที่มีบริการยืม-คืน หนังสือกฎหมายในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ และพิพิธภัฑณ์ศาลปกครอง ซึ่งได้รวบรวมเรื่องรางวิวัฒนาการขององค์กรวินิจฉัยคดีปกครอง เปิดบริการในวัน/ เวลาราชการ ให้แก่ประชาชนทั่วไปเข้าไปศึกษาค้นคว้า หาความรู้เกี่ยวกับข้อกฎหมาย การพิจารณาคดี และประวัติความเป็นมาของศาสปกครองในประเทศไทย

ท่านที่สนใจสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.admincourt.go.th

ภาพถ่ายโดย สำนักประชาสัมพันธ์ สำนักงานศาลปกครอง

]]>