AI – NECTEC : National Electronics and Computer Technology Center https://www.nectec.or.th ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ Tue, 20 Jan 2026 07:07:17 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.9.1 https://www.nectec.or.th/wp-content/uploads/2022/06/cropped-favicon-nectec-32x32.png AI – NECTEC : National Electronics and Computer Technology Center https://www.nectec.or.th 32 32 เนคเทค สวทช. x พันธมิตรจัดเวิร์กช็อปเข้มข้น ปั้น AI Engineer ไทย สู่ผู้สร้าง LLM ตัวจริง https://www.nectec.or.th/news/news-pr-news/thaillm-ai-engineer.html Tue, 20 Jan 2026 04:30:07 +0000 https://www.nectec.or.th/?p=42213

เนคเทค สวทช. ร่วมหน่วยงานพันธมิตรภายใต้โครงการพัฒนา ThaiLLM เปิดโอกาสครั้งสำคัญ จัดเวิร์กช็อปเข้มข้น 3 วันเต็ม ปั้น AI Engineer ไทย สู่ผู้สร้าง LLM ตัวจริง ในการอบรมเชิงปฏิบัติการหลักสูตร “การสร้าง LLM แบบ Continued Pretraining และ Fine-tuning” ซึ่งได้จัดขึ้นเมื่อวันที่ 11-13 มกราคม 2569 ทั้งในรูปแบบ Online และ Onsite เจาะลึกตั้งแต่การเตรียมข้อมูล การดึงข้อมูล การทำความสะอาดข้อมูลตามหลัก PDPA ไปจนถึงการเทรน และปรับแต่งโมเดลภาษาขนาดใหญ่ เพื่อต่อยอดการใช้งานจริงในองค์กร พร้อมสิทธิในการใช้งาน Lanta Supercomputer ของสวทช. โดยมี ดร.เทพชัย ทรัพย์นิธิ นักวิจัยอาวุโส กลุ่มวิจัยปัญญาประดิษฐ์ เนคเทค สวทช. กล่าวเปิดงาน และผู้เข้าร่วมอบรมจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา จำนวนกว่า 30 คน

หลักสูตรนี้ออกแบบมาเพื่อยกระดับ AI Engineer ไทยจาก “ผู้ใช้งาน” สู่ “ผู้สร้างและผู้ปรับแต่งโมเดล” โดยถ่ายทอดองค์ความรู้และประสบการณ์ตรงจากนักวิจัย เนคเทค สวทช. และผู้พัฒนา LLM ของประเทศไทย มุ่งเน้นการสร้างโมเดลที่เข้าใจบริบทภาษาไทย และสามารถนำไปต่อยอดกับข้อมูลเฉพาะทางขององค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ตลอดกิจกรรมผู้เข้าร่วมอบรมจะได้เรียนรู้กระบวนการสร้าง LLM แบบครบวงจร ได้แก่

  • Data Cleansing & Preparation เทคนิคการรวบรวม สำรวจ และทำความสะอาดข้อมูลทั้งแบบอัตโนมัติและกึ่งอัตโนมัติ เพื่อสร้างชุดข้อมูลคุณภาพสูง พร้อมแนวปฏิบัติตามหลัก PDPA
  • Tokenizer & Dataset Structure การออกแบบโปรแกรมตัดคำให้เหมาะกับบริบทภาษา และโครงสร้างข้อมูลสำหรับการเทรน LLM
  • Continued Pretraining & Fine-tuning การเทรนโมเดลต่อยอดจากฐานเดิม และการปรับแต่งโมเดลให้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน
  • Model Optimization & Evaluation การปรับพารามิเตอร์และการประเมินประสิทธิภาพโมเดลด้วยชุดทดสอบมาตรฐาน

การอบรมนี้จัดขึ้นภายใต้ความร่วมมือของภาคีเครือข่ายด้านดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ของประเทศ โดยได้รับการสนับสนุนจากกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DEF), สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน), เนคเทค สวทช., สถาบันวิทยสิริเมธี (VISTEC), สมาคมผู้ประกอบการปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย (AIEAT), สมาคมปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย (AIAT), มหาวิทยาลัยมหิดล และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของการพัฒนา ThaiLLM Ecosystem เพื่อสร้างกำลังคนคุณภาพสูงด้าน LLM เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยมีขีดความสามารถในการพัฒนาโมเดลภาษา, เทคโนโลยี AI ที่ตอบโจทย์บริบทและการใช้งานจริงในภาคอุตสาหกรรม และองค์กรได้อย่างยั่งยืน

สำหรับผู้ที่สนใจ Upskill ขั้นสุดกับการอบรมหลักสูตร “การสร้างนักวิจัย AI (Creating AI Researchers)” หลักสูตร Onsite 5 วันเต็ม ซึ่งจะจัดขึ้นในวันจันทร์ที่ 2 – วันศุกร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 09.00 – 16.00 น. ณ อาคารบ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร สวทช. จ.ปทุมธานี (จัดเตรียมที่พักให้) 

]]>
สวทช. ร่วมกับ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เดินหน้าความร่วมมือด้าน “AI เพื่อการศึกษา” พัฒนาระบบการเรียนรู้ รองรับอุดมศึกษายุคอนาคต https://www.nectec.or.th/news/news-pr-news/080126mou-dpu-aiedu.html Thu, 08 Jan 2026 10:11:31 +0000 https://www.nectec.or.th/?p=42139

วันที่ 8 มกราคม 2569 สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ เพื่อขับเคลื่อนการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) ในการเรียนการสอนระดับอุดมศึกษา มุ่งยกระดับคุณภาพและประสิทธิภาพของระบบการศึกษา พัฒนารูปแบบการเรียนรู้ใหม่ที่หลากหลาย และขยายผลสู่เครือข่ายมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ สอดรับกับนโยบาย “อว. for AI” ของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

การลงนามความร่วมมือครั้งนี้จัดขึ้นโดยมี ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. และ ดร.ดาริกา ลัทธพิพัฒน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ร่วมลงนาม เพื่อร่วมกันผลักดันการนำ AI มาประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอนของสถาบันอุดมศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม และสอดคล้องกับบริบทการเปลี่ยนแปลงของโลกดิจิทัล

ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนวิสัยทัศน์ร่วมกันในการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และปัญญาประดิษฐ์ มาเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับระบบการศึกษาไทยให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคดิจิทัล โดยถือเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาระบบนิเวศการเรียนรู้รูปแบบใหม่ ที่บูรณาการเทคโนโลยี AI เข้ากับศาสตร์การศึกษาอย่างเหมาะสม เพื่อสนับสนุนการเรียนรู้ที่มีความยืดหยุ่น เข้าถึงได้ทุกที่ทุกเวลา และตอบโจทย์การเรียนรู้ตลอดชีวิต ในช่วงปีงบประมาณ 2568–2569 สวทช. ได้รับมอบหมายให้ดำเนินโครงการส่งเสริมการใช้ AI ในระดับอุดมศึกษา ผ่านการพัฒนาแพลตฟอร์มการเรียนรู้และผู้ช่วยสอนอัจฉริยะ ควบคู่กับการพัฒนาศักยภาพบุคลากรของสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศ ทั้งนี้ สวทช. มุ่งผลักดันให้ AI เป็นเครื่องมือเสริมศักยภาพการเรียนรู้ของนักศึกษาและคณาจารย์ ควบคู่กับการส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีอย่างมีจริยธรรม มีความรับผิดชอบ และสามารถต่อยอดสู่การพัฒนาระบบการเรียนรู้แห่งอนาคตของประเทศไทยอย่างยั่งยืน

ด้าน ดร.ดาริกา ลัทธพิพัฒน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กล่าวว่า ความร่วมมือกับ สวทช. ในครั้งนี้ เป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์สู่การเป็นมหาวิทยาลัยแห่งนวัตกรรมการเรียนรู้ โดยมุ่งนำศักยภาพของ AI มาประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอนอย่างเป็นรูปธรรม สอดรับกับบริบทของโลกที่ AI ได้เข้ามามีบทบาทต่อเศรษฐกิจ สังคม และการศึกษาอย่างกว้างขวาง มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ให้ความสำคัญกับการใช้ AI ในบทบาทของ “ผู้ช่วยและคู่คิด” เพื่อเสริมสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ของผู้เรียน ส่งเสริมทักษะดิจิทัล ความคิดสร้างสรรค์ และจริยธรรมในการใช้เทคโนโลยี พร้อมทำงานร่วมกับ สวทช. ในการออกแบบระบบนิเวศการเรียนรู้ใหม่ที่ผสานศักยภาพของมนุษย์เข้ากับพลังของ AI เพื่อเตรียมความพร้อมบัณฑิตไทยให้สามารถปรับตัวและเติบโตได้อย่างมีคุณภาพในโลกอนาคต

สำหรับความร่วมมือดังกล่าว ทั้งสองฝ่ายจะร่วมกันจัดทำแผนงานเชิงปฏิบัติการด้านการประยุกต์ใช้ AI เพื่อการเรียนการสอนในระดับอุดมศึกษา มุ่งยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษา การเรียนการสอน และระบบการเรียนรู้ให้มีความทันสมัย และตอบโจทย์ผู้เรียนในยุคดิจิทัลอย่างแท้จริง

นอกจากนี้ ยังจะร่วมกันพัฒนาศักยภาพบุคลากร เตรียมความพร้อมด้านการฝึกอบรมและการพัฒนาองค์กร ส่งเสริมการถ่ายทอดองค์ความรู้ การจัดฝึกอบรมและสัมมนาร่วมกัน รวมถึงการสนับสนุนผู้เชี่ยวชาญ ทรัพยากร ตลอดจนการแลกเปลี่ยนบุคลากรและนักศึกษา เพื่อขยายผลการใช้ AI และสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ด้าน AI ในระดับอุดมศึกษาอย่างเป็นระบบและยั่งยืน

]]>
อว. เดินหน้าจัดอบรม “AI for University” ครั้งที่ 2 ลงพื้นที่ภาคกลาง เสริมสมรรถนะอาจารย์ใช้ AI เพื่อการเรียนการสอนในระดับอุดมศึกษา https://www.nectec.or.th/news/news-pr-news/2025aiforuni-central.html Tue, 23 Dec 2025 01:46:10 +0000 https://www.nectec.or.th/?p=42021

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบาย AI for University อย่างต่อเนื่อง จัดการอบรมเชิงปฏิบัติการหัวข้อ “การประยุกต์ใช้ AI ในการเรียนการสอนระดับอุดมศึกษา” ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 20–21 ธันวาคม 2568 ณ อาคารศูนย์เรียนรวม 4 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม โดยมีผู้บริหาร คณะอาจารย์ระดับอุดมศึกษา ในพื้นที่ภาคกลาง จำนวน 137 คน

การอบรมดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโครงการฝึกอบรมสร้างความตระหนักรู้การใช้ปัญญาประดิษฐ์ในการเรียนการสอนระดับอุดมศึกษา ประจำปี 2568 ซึ่งสำนักงานปลัดกระทรวง อว. ร่วมกับ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) จัดกิจกรรมใน 5 ภูมิภาคทั่วประเทศ มุ่งยกระดับศักยภาพบุคลากรภาคการศึกษาระดับอุดมศึกษาในสังกัดกระทรวงอว. ทั้งภาครัฐ และเอกชน ได้เพิ่มพูนความรู้ เสริมสร้างความเข้าใจ และพัฒนาทักษะการใช้ AI เป็นเครื่องมือช่วยออกแบบการเรียนการสอนรูปแบบใหม่ให้แก่นักศึกษาในสาขาวิชาต่างๆ ตอบโจทย์การพัฒนาผู้เรียนได้อย่างตรงจุด และมีประสิทธิภาพ

โดยในพิธีเปิดการอบรมได้รับเกียรติจาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จักกริช พฤษการ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายเทคโนโลยีดิจิทัลและทรัพยากรการเรียนรู้ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน กล่าวต้อนรับ จากนั้น ดร.ปิยวุฒิ ศรีชัยกุล รองผู้อำนวยการ เนคเทค สวทช. ได้กล่าวเปิดการอบรม พร้อมเน้นย้ำถึงวัตถุประสงค์ของโครงการฯ ที่มุ่งหวังให้อาจารย์ “เข้าใจ ใช้เป็น และนำ AI ไปต่อยอดได้จริง” ในการออกแบบการเรียนการสอนรูปแบบ Active Learning ที่ไม่จำกัดเฉพาะสาขาคอมพิวเตอร์ หรือเทคโนโลยีสารสนเทศเท่านั้น แต่สามารถนำไปใช้ได้ครอบคลุมทุกสาขาวิชา เพื่อให้ AI เป็นเครื่องมือสนับสนุนการเรียนรู้ ลดภาระงานผู้สอน และเพิ่มการมีส่วนร่วมของผู้เรียนอย่างเหมาะสม

ตลอด 2 วันของกิจกรรม ผู้เข้าร่วมการอบรมได้เรียนรู้ทั้งแนวคิดเชิงนโยบายจากผู้บริหารมหาวิทยาลัย ที่สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของ AI ที่ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือทางเทคโนโลยี แต่คือกลไกเชิงยุทธศาสตร์ที่กำหนดทิศทางการพัฒนา โดยเฉพาะในบริบทของมหาวิทยาลัย ซึ่งมีบทบาททั้งด้านนโยบาย การบริหาร การพัฒนากำลังคน และอีกในหลากหลายมิติที่ AI จะมาเกี่ยวข้อง ในการบรรยายพิเศษหัวข้อ “Transforming Higher Education with AI and Emerging Technologies Building Future-Ready Universities” โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชัชชัย หวังวิวัฒนา รองอธิการบดี ฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

รวมถึงแนวทางการจัดการเรียนการสอนยุคใหม่ ตัวอย่างกรณีศึกษาการประยุกต์ใช้ AI ในรายวิชาจริง จากอาจารย์วิทยากรผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขา โดยมีหัวข้อที่น่าสนใจ ได้แก่

– การบรรยายหัวข้อ “AI Embedded Education”
แนวคิด/ แนวทางการเรียนการสอนยุคปัจจุบัน (Active Learning) และข้อควรระวังในการใช้ปัญญาประดิษฐ์ในการเรียนการสอน”
โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ธิติพงศ์ ตันประเสริฐ
หัวหน้าโครงการ AI Embedded Education มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์
– การบรรยายหัวข้อ “การใช้ AI Chatbot เพื่อกระตุ้นการค้นหาข้อมูล และใช้ความคิดสร้างสรรค์ ผ่านกิจกรรมบทบามสมมุติ”
โดย อาจารย์ ภควดี วรรณพฤกษ์
อาจารย์ประจำ คณะการท่องเที่ยวและการโรงแรม มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์
– การบรรยายหัวข้อ “ตัวอย่างการนำ AI เข้าไปใช้ในการเรียนการสอน”
จากมหาวิทยาลัยมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
โดย อาจารย์ นิรันดร์ ขุมบางลี่
อาจารย์ประจําสาขาภาษาอังกฤษเพื่ออาชีพและการสื่อสารนานาชาติ คณะมนุษยศาสตร์
และ อาจารย์ชนิตร์นันทน์ กุลทนันท์
อาจารย์ประจำ และนักวิจัย สาขาวิศวกรรมโลจิสติกส์ คณะวิศวกรรมศาสตร์

และกิจกรรม Workshop ที่เปิดโอกาสให้อาจารย์ได้ฝึกกระบวนการคิดออกแบบ (Design Thinking) ลงมือสร้างต้นแบบการเรียนการสอนของตนเองด้วย Abdul UNI: Educational AI Platform ซึ่งพัฒนาโดยทีมนักวิจัย เนคเทค สวทช. เพื่อช่วยสนับสนุนการออกแบบบทเรียน การดูแลผู้เรียนรายบุคคล และการจัดการเรียนการสอนอย่างเป็นระบบ โดย คณะนักวิจัย กลุ่มวิจัยปัญญาประดิษฐ์ เนคเทค สวทช. นำโดย คุณชัชวาล สังคีตตระการ, ดร.ศราวุธ คงยัง, คุณกนกอร ตระกูลทวีคูณ, คุณพาชิต สีเข้ม, คุณอานนท์ นามสนิท, คุณสุพล ไกลถิ่น และคุณวรพล ล้วนตั้งศรีสุข

ปิดท้ายด้วยการนำเสนอต้นแบบห้องเรียน (classroom) ที่สร้างขึ้นด้วย Abdul UNI Platform จากตัวแทนอาจารย์ผู้เข้าร่วมอบรม ที่ได้มานำเสนอตัวอย่างการออกแบบ AI Tutor เข้ามาช่วยตอบโจทย์ในรายวิชา ดูแลผู้เรียนเป็นรายบุคคล พร้อมทั้งจัดการห้องเรียนแบบครบวงจร

สำหรับการอบรมเชิงปฏิบัติการ “การประยุกต์ใช้ AI ในการเรียนการสอนระดับอุดมศึกษา” ประจำปี 2568 ยังคงเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยกิจกรรมครั้งที่ 3 จะจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 25-26 ธันวาคม 2568 ณ จังหวัดเชียงใหม่

]]>
อว. เปิดตัวแพลตฟอร์ม AI E-Learning ปลุกทักษะแห่งอนาคต ตอบโจทย์ตลาดแรงงานยุคใหม่ https://www.nectec.or.th/news/news-pr-news/ai-e-learning.html Wed, 17 Dec 2025 04:47:17 +0000 https://www.nectec.or.th/?p=42041

“พันธ์ุเพิ่มศักดิ์“ เปิดตัวแพลตฟอร์ม AI E-Learning ปลุกทักษะแห่งอนาคต ตอบโจทย์ตลาดแรงงานยุคใหม่ ให้คนไทยเข้าถึงเครื่องมือ AI ได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม พร้อมได้รับประกาศนียบัตรระดับนานาชาติ

16 ธันวาคม 2568 ดร.พันธ์ุเพิ่มศักดิ์ อารุณี รักษาราชการแทนรองปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานเปิดงานแถลงข่าวเปิดตัวแพลตฟอร์มการเรียนรู้ AI เพื่อการพัฒนาทักษะแห่งอนาคต (AI E-Learning Plafrom) โดยมี รศ.ดร.ปิติวัฒน์ วัฒนชัย ผู้อำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ศ.ดร.คมกฤต เล็กสกุล รองผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ดร.จารุรินทร์ ภู่ระย้า ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านการขับเคลื่อนและพัฒนา อววน. สำนักงานปลัดกระทรวง อว. ดร.ศวิต กาสุริยะ รองผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค สวทช.) และ ผศ.ดร.ธัญญานุภาพ อานันทนะ ผู้อำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค ภาคเหนือ คณะผู้บริหารกระทรวง อว. และคณะผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษา เข้าร่วม ณ โรงแรม ควีนสแลนด์ กทม.

ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ กล่าวว่า หนึ่งในพันธกิจของกระทรวง อว. คือการส่งเสริม สนับสนุน และกำกับดูแลระบบอุดมศึกษาให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลก โดยยืดหลักความเป็นอิสระทางวิชาการและการบริหารจัดการ พร้อมทั้งมุ่งพัฒนากำลังคนให้สอดคล้องกับความต้องการของประเทศ ซึ่งถือเป็นภารกิจที่มีความสำคัญยิ่งขึ้นในยุคที่เทคโนโลยี โดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์ ที่เปลี่ยนแปลงวิถีการทำงานและทักษะที่ตลาดแรงงานต้องการอย่างรวดเร็ว ในช่วงปี 2565 กระทรวง อว. ได้ร่วมกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เสนอแผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (พ.ศ. 2565 – 2570) ต่อคณะรัฐมนตรี และได้รับความเห็นชอบเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2565 แผนดังกล่าวถือเป็นหมุดหมายสำคัญ ที่ผลักดันให้ประเทศไทยเตรียมความพร้อมด้านบุคลากร โครงสร้างพื้นฐาน และระบบนิเวศนวัตกรรม เพื่อก้าวสู่ภูมิทัศน์ใหม่ของเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วย Al และนี่เองคือจุดเริ่มต้นและรากฐานสำคัญของโครงการ Training Center เฉพาะทางด้านดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ ที่เรากำลังเดินหน้าในวันนี้

ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ กล่าวต่อว่า แพลตฟอร์มการเรียนรู้ด้าน AI ที่กำลังเปิดตัว เป็นกลไกแรก ๆ ที่จะช่วยเปิดโอกาสให้แรงงานทักษะ สูงในอุตสาหกรรม ผู้สำเร็จการศึกษา นักวิจัย และผู้ประกอบการไทย สามารถเข้าถึงองค์ความรู้และเครื่องมือ Al ที่จำเป็นต่อการทำงานในอุตสาหกรรมยุคใหม่ได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม โดยใช้รูปแบบการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นทันสมัย และสอดคล้องกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมจริงแนวทางการบูรณาการความร่วมมือจากทั้งเครือข่ายมหาวิทยาลัย อุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค และพันธมิตรในทุกภาคส่วน ที่จะเกิดขึ้นต่อไปเตรียมระบบนิเวศ เพื่อรองรับการยกระดับทักษะของกำลังคนไทยอย่างเป็นระบบ โดยพันธมิตร มหาวิทยาลัยในเครือข่าย จะเข้ามาสนับสนุนให้ผู้เรียนกลุ่มเป้าหมายในแต่ละภูมิภาคเข้าถึงองค์ความรู้นี้ และต่อยอดเป็นการสนับสนุนผู้ประกอบการอย่างครบวงจร และสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศได้ในที่สุด

“การประกาศเปิดตัวแพลตฟอร์มการเรียนรู้ AI เพื่อการพัฒนาทักษะแห่งอนาคตครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือครั้งสำคัญ ที่จะต่อยอดสู่การจัดตั้งศูนย์ฝึกอบรมด้านดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์อย่างครบวงจรในอนาคตอันใกล้” ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ กล่าว

รศ.ดร.ปิติวัฒน์ กล่าวว่า แพลตฟอร์มการเรียนรู้ด้าน AI เพื่อการพัฒนาทักษะการเรียนรู้แห่งอนาคต เป็นผลผลิตสำคัญชิ้นหนึ่งภายใต้โครงการการสนับสนุนการดำเนินการจัดตั้งศูนย์ฝึกอบรม (Training Center) เฉพาะทางด้านดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ สำหรับการพัฒนาทักษะและยกระดับกำลังคนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ที่ริเริ่มโดยสำนักงานปลัดกระทรวง อว. มีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับศักยภาพด้านดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ ให้แก่กลุ่มแรงงานทักษะสูงในภาคอุตสาหกรรม ผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี-ปริญญาโท รวมถึงนักวิจัยในสถาบันอุดมศึกษา ตลอดจนศูนย์บ่มเพาะวิสาหกิจในสถาบันอุดมศึกษา หรืออุทยานวิทยาศาสตร์ ภูมิภาค ให้สามารถใช้เทคโนโลยีและเครื่องมือ AI ร่วมกับการทำงานในภาคอุตสาหกรรม อันเป็นการเตรียมความพร้อมของผู้ประกอบการไทยสู่ยุคอุตสาหกรรมดิจิทัลและเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วย AI สามารถปรับตัวได้ในตลาดที่มีการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็วในระดับโลก โดยจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่การสร้างแพลตฟอร์มการเรียนรู้ ออกแบบหลักสูตรพื้นฐานเกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์ และออกแบบหลักสูตรปัญญาประดิษฐ์เฉพาะทางสำหรับภาคอุตสาหกรรม เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายสามารถเรียนรู้ได้อย่างทั่วถึง

รศ.ดร.ปิติวัฒน์ กล่าวต่อว่า แพลตฟอร์มการเรียนรู้ด้าน AI ที่เกิดขึ้นนี้ เป็นเพียงจุดเริ่มต้นหนึ่งของการสร้างระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้ของผู้ประกอบการ ที่เข้ามาเชื่อมต่อสู่เป้าหมายการพัฒนาผู้ประกอบการของประเทศไทย ซึ่งต้องอาศัยเครือข่ายความร่วมมือของมหาวิทยาลัย และอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค เข้ามาช่วยสร้างฐานผู้เรียน และต่อยอดเป็นระบบการสนับสนุนผู้ประกอบการและภาคส่วนอุตสาหกรรมที่เชี่ยวชาญครบวงจร

ภายในงานแถลงข่าวดังกล่าว ยังมีการบรรยายหัวข้อ “Al Transformation: Preparing Peopleware for the Future”โดย รศ.ดร.ปิติวัฒน์ วัฒนชัย ผู้อำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และการเสวนาพิเศษในหัวข้อ “The Evolving Role of Al and Workforce Readiness in Driving Competitiveness” โดย Prof. Xiao Ma Professor and Director of Centre for Business Transformation Nottingham Business School ดำเนินรายการโดย อาจารย์ ดร.ภวิกา มงคลกิจทวีผล ผู้จัดการทั่วไปอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

]]>
เนคเทค สวทช. ร่วมแชร์มุมมองการขับเคลื่อนนวัตกรรม เวที “CP Innovation Exposition & Symposium 2025” https://www.nectec.or.th/news/news-pr-news/cp-innovation2025.html Mon, 22 Sep 2025 04:30:23 +0000 https://www.nectec.or.th/?p=41449

เนคเทค สวทช. ร่วมแชร์มุมมองการขับเคลื่อนนวัตกรรม เร่งอนาคตเทคโนโลยีประเทศไทย เชื่อมนโยบายด้วยงานวิจัย สู่การใช้ประโยชน์จริง บนเวที “CP Innovation Exposition & Symposium 2025”

วันที่ 20 กันยายน 2568 ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค สวทช.) ได้เข้าร่วมในงานประชุมวิชาการ “CP Innovation Exposition & Symposium 2025” โดย เครือเจริญโภคภัณฑ์ เวทีแสดงศักยภาพนวัตกรรมแห่งปีที่รวบรวมผู้กำหนดนโยบาย นักวิจัย นักวิชาการ นักธุรกิจ และภาคอุตสาหกรรมในสาขาต่างๆ ทั้งระดับประเทศและระดับโลก มาร่วมแลกเปลี่ยนความรู้ทางวิชาการ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี รวมถึงการเสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่างๆ และหน่วยงานภายในเครือฯ ให้เกิดการผนึกกำลังร่วมกันสร้างสรรค์ผลงานทางวิชาการไปต่อยอดให้เกิดคุณประโยชน์แก่สังคมในวงกว้าง

ในโอกาสนี้ ดร.ชัย ผู้อำนวยการเนคเทค สวทช. ร่วมนำเสนอในหัวข้อ “Nation-Driven Innovation: Catalyzing Thailand’s Tech Future” เพื่อถ่ายทอดมุมมองการขับเคลื่อนนวัตกรรมจากระดับนโยบายประเทศสู่การปฏิบัติจริง โดยชี้ว่า การพัฒนานวัตกรรมจะเกิดผลลัพธ์ได้จริงนั้น ต้องอาศัยฐานรากทางเทคโนโลยีที่เข้มแข็ง และเครือข่ายหน่วยงานพันธมิตรที่ดำเนินงานร่วมกัน ทั้งนี้ ปัจจัยที่จะเป็นตัวเร่งสำคัญของอนาคตการพัฒนาเทคโนโลยีในประเทศไทย นั่นคือ “การสร้างระบบนิเวศทางเทคโนโลยี (Ecosystem)” ที่เชื่อมโยงการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา หน่วยงานวิจัย และภาคสังคมทั้งในและต่างประเทศ เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ สร้างผลงานนวัตกรรม ร่วมลงทุน พร้อมรองรับการเติบโต และขยายโอกาสใหม่ๆ ไปด้วยกัน จะเป็นเครื่องมือในการนำประเทศไทยสู่ความสามารถในการแข่งขันระดับสากล

เนคเทค สวทช. ในฐานะหน่วยงานวิจัยพัฒนาภายใต้กระทรวง อว. จะทำหน้าที่เป็นเครื่องจักรสาคัญในการสร้างฐานรากทางเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และสารสนเทศขั้นสูง พร้อมให้ความร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตรเพื่อผลักดันให้เกิดระบบนิเวศของการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีที่วิจัยและพัฒนาขึ้น เพื่อสร้างคุณค่าต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมของประเทศ

]]>
DITP จับมือ 6 พันธมิตรเชื่อมข้อมูลและนำ AI มาเสริมทัพการค้าไทย https://www.nectec.or.th/news/news-pr-news/mou-ditp-chatbot.html Thu, 18 Sep 2025 10:51:58 +0000 https://www.nectec.or.th/?p=41397

(วันที่17 กันยายน 2568) กรุงเทพฯ: กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ แถลง Kick off การพัฒนานวัตกรรมดิจิทัลสู่โลกการค้ายุคใหม่ ในงาน “เสริมแกร่งทัพการค้าไทย ด้วยบริการดิจิทัลยุค AI” เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขัน แก่ผู้ประกอบการไทยในตลาดโลก โดยมีปลัดกระทรวงพาณิชย์ (นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์) เป็นประธานเปิดงานและเป็นสักขีพยานการลงนาม MOU 2 ฉบับ ได้แก่ 1.การพัฒนา AI Chatbot ผู้ช่วยอัจฉริยะด้านการค้า ระหว่าง 6 หน่วยงาน ได้แก่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กรมทรัพย์สินทางปัญญา กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กรมการค้าต่างประเทศ ซึ่งจะบูรณาการข้อมูลด้านการค้าร่วมกัน โดยมีศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) ภายใต้สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เป็นผู้ให้ความช่วยเหลือทางวิชาการและผู้เชี่ยวชาญ 2.การเชื่อมโยงบัญชีผู้ใช้งานและข้อมูล SMEs ระหว่าง DITP และสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เพื่อยกระดับการอำนวยความสะดวกแก่ SMEs ไทย ในการเข้าถึงบริการระหว่าง 2 หน่วยงานแบบไร้รอยต่อ ทั้งนี้ตั้งเป้าพัฒนา AI Chatbot แล้วเสร็จในปี 2569 โดยความร่วมมือครั้งนี้มี ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการ เนคเทค สวทช. เป็นผู้แทนองค์กรร่วมแถลงข่าว

นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า “การจัดงานในครั้งนี้สะท้อนวิสัยทัศน์ของกระทรวง ที่มุ่งสู่การเป็นองค์กรขับเคลื่อนเศรษฐกิจการค้าด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรม ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์หรือ AI ในปัจจุบัน โดยเฉพาะ AI สาขาGenerative AI จะเป็น Change Agent สำคัญของโลกการค้ายุคใหม่ ที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการยกระดับการให้บริการข้อมูลการค้า แก่ผู้ประกอบการและประชาชนได้อย่างดี ช่วยให้ผู้ประกอบการซึ่งเปรียบเสมือนกองทัพทางเศรษฐกิจ สามารถต่อสู้ในเวทีการค้าระหว่างประเทศได้ ท่ามกลางตลาดโลกปัจจุบันที่มีความผันผวนและความท้าทาย ที่ต้องปรับตัวได้เร็ว เพื่อต้องชิงความได้เปรียบในการแข่งขัน และช่วยให้ผู้ส่งออกรายใหม่มีโอกาสทางการค้าเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ การพัฒนา AI Chatbot ผู้ช่วยอัจฉริยะด้านการค้า ครั้งนี้ ยังถือเป็นครั้งแรกที่สามารถทลายไซโลระหว่างหน่วยงานอย่างเป็นรูปธรรมของกระทรวง โดยมีการบูรณาการข้อมูล ให้อยู่ในฐานเดียวกัน แก้ Pain Point ของผู้ประกอบการที่ประสบปัญหาต้องติดต่อหลายหน่วยงาน เพื่อให้ได้ข้อมูลที่จำเป็นต่อการทำการค้าอย่างครบถ้วน” 

นางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กล่าวเสริมว่า “การพัฒนา AI Chatbot ครั้งนี้มุ่งยกระดับการให้บริการข้อมูลการค้า ช่วยลดอุปสรรคของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs ในการเข้าถึงข้อมูลและเทคโนโลยี  ทลายข้อจำกัดในการวิเคราะห์ข้อมูลกฎระเบียบการค้าที่มีปริมาณมาก ซับซ้อนเข้าใจยาก กระจัดกระจายหลายแหล่ง และเป็นภาษาต่างประเทศอื่นที่ไม่ใช่แค่ภาษาอังกฤษ  ช่วยให้ SMEs ไทยก้าวทันข้อมูลแนวโน้มความต้องการตลาดและพฤติกรรมผู้บริโภคที่มีการเปลี่ยนแปลงเร็ว อีกทั้ง AI Chatbot จะช่วยให้ผู้ประกอบการเข้าถึงข้อมูลได้สะดวกรวดเร็วและแม่นยำมากขึ้น ช่วยลดระยะเวลา กำลังคนและทรัพยากรในการวิเคราะห์ข้อมูล เสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันให้ผู้ส่งออกรายเดิม และเพิ่มความมั่นใจให้แก่ผู้ที่อยากเริ่มธุรกิจส่งออกรายใหม่  นอกจากนี้ AI Chatbot จะช่วยเพิ่มทั้งประสิทธิภาพและคุณภาพมาตรฐานในการให้บริการข้อมูลคำปรึกษาด้านการค้าของ DITP และหน่วยงานพันธมิตร ซึ่งมีผู้ขอรับข้อมูลคำปรึกษารวมกัน 180,000 – 200,000 ครั้งต่อปี  

นางสาวสุนันทา กล่าวต่อว่า “DITP ได้รับการสนับสนุนเงินทุนในการพัฒนาระบบ AI Chatbot จากหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) โดยมีมหาวิทยาลัยศิลปากรเป็นผู้ร่วมดำเนินการกับ DITP นอกจากนี้ ยังมีทีม Hackathonอีก 2 ทีมจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และบริษัท เวสเทิร์น กรุ๊ป (ประเทศไทย) จำกัด ที่เข้ามาช่วยพิสูจน์แนวคิดการประยุกต์ใช้ AI ในการพัฒนาต้นแบบผู้ช่วยอัจฉริยะด้านการค้า โดยใช้โมเดล AI ที่แตกต่างกันไป ซึ่งกระทรวงพาณิชย์จะคัดเลือกโมเดลที่ฉลาดหรือมีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อนำมาพัฒนาเป็นบริการสำหรับผู้ประกอบการไทยต่อไป”

สำหรับ MOU ฉบับที่ 2 เป็นความร่วมมือในการเชื่อมโยงบัญชีผู้ใช้งานระบบดิจิทัลและข้อมูลผู้ประกอบการ SMEs ระหว่างระบบ DITP Single Sign-on (DITP SSO) กับ SME One ID ของ สสว. เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้งานระบบของทั้งสองหน่วยงาน ซึ่งมีจำนวนมากกว่า 255,000 ราย ให้สามารถเข้าถึงบริการดิจิทัลที่สำคัญระหว่างกันได้อย่างสะดวกรวดเร็ว ครบวงจร ไร้รอยต่อ ไม่ต้องลงทะเบียนหรือกรอกข้อมูลซ้ำซ้อน ช่วยลดความยุ่งยากในการเข้าถึงบริการภาครัฐ และยังมีความมั่นคงปลอดภัยยิ่งขึ้น โดยจะสามารถเข้าถึงบริการดิจิทัลของทั้งสองหน่วยงานได้รวม 18 บริการ พร้อมกันนี้ DITP ยังได้เปิดตัวบริการดิจิทัลใหม่ล่าสุดอีก 2 ระบบ ได้แก่ โมบายแอปพลิเคชัน DITP ONE ที่รวบรวมบริการดิจิทัลของกรมไว้ในที่เดียวในลักษณะ One Stop Service เพื่อตอบสนองพฤติกรรมของผู้ประกอบการในยุคดิจิทัลที่นิยมใช้งานผ่านโทรศัพท์มือถือ และระบบ DITP My Scores ซึ่งเป็นระบบวิเคราะห์ความพร้อมและศักยภาพในการส่งออกของผู้ประกอบการ ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถประเมินจุดแข็งและจุดอ่อนของตนเองได้ และจะได้รับคำแนะนำกิจกรรมหรือบริการที่เหมาะสม เพื่อยกระดับศักยภาพทางธุรกิจได้อย่างตรงจุด

“DITP ได้พัฒนาบริการดิจิทัลมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบสนองนโยบายรัฐบาลดิจิทัล โดยมุ่งหวังให้ผู้ประกอบการไทยเข้าถึงข้อมูลและบริการได้สะดวกรวดเร็ว การพัฒนาบริการเหล่านี้ไม่เพียงช่วยลดเวลาและค่าใช้จ่ายในการติดต่อราชการของผู้รับบริการ ซึ่งมีจำนวนมากกว่า 255,000 ราย แต่ยังเป็นการสร้างแต้มต่อทางธุรกิจให้กับผู้ประกอบการไทยท่ามกลางการแข่งขันที่เข้มข้นในยุคดิจิทัล และคาดว่าจะช่วยเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการค้าระหว่างประเทศของไทยให้เป็น 1 ใน 3 ของโลก ภายในปี 2570 อีกทั้งยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ในการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้เป็นเครื่องมือสำคัญเพื่อขับเคลื่อนการค้าไทยสู่เวทีโลกอย่างมั่นคงและยั่งยืน” นางสาวสุนันทา กล่าวสรุป

]]>
สธ. ร่วมมือ สภากาชาดไทย สวทช. ใช้ข้อมูลชีวมิติระบุตัวตน เน้นในกลุ่มต่างด้าว ประชากรแฝง ที่ไม่มีเอกสารประจำตัว เพื่อการป้องกันควบคุมโรคในประเทศ และช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม https://www.nectec.or.th/news/news-pr-news/040968mou-trcbas.html Thu, 04 Sep 2025 09:14:45 +0000 https://www.nectec.or.th/?p=41137

กระทรวงสาธารณสุข ร่วมมือกับ สภากาชาดไทย และสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ พัฒนาการใช้เทคโนโลยีข้อมูลชีวมิติ (Biometric) ในการระบุตัวตนของบุคคลที่ไม่มีเอกสารประจำตัวในประเทศไทย พบมีความถูกต้อง และแม่นยำสูงถึง 99.75% เพิ่มความครอบคลุมในการป้องกันควบคุมโรค ให้บริการทางการแพทย์ และช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม

4 กันยายน 2568 ณ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข จังหวัดนนทบุรี : นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานในพิธีบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีระบุตัวตนของบุคคลที่ไม่มีเอกสารประจำตัวในประเทศไทย เพื่อการสาธารณสุขและช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม โดยมีนายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข นายกฤษฎา บุญราช ผู้ช่วยเลขาธิการสภากาชาดไทย และศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เป็นผู้ลงนาม

นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข


นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข

นายสมศักดิ์ กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุข มีนโยบายส่งเสริมการใช้ข้อมูลชีวมิติ (Biometric) ในการยืนยันตัวตนของกลุ่มประชากรต่างด้าว กลุ่มชาติพันธุ์ ผู้หนีภัยการสู้รบตามแนวชายแดน ที่ไม่มีเอกสารระบุตัวตน ซึ่งจะช่วยในการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรค เนื่องจากเมื่อเจ็บป่วย หรือรับวัคซีนป้องกันโรค หรือเมื่อเกิดภัยพิบัติ คนกลุ่มนี้จะไม่อยู่ในฐานข้อมูลส่งผลให้ไม่ได้รับความช่วยเหลือ โดยได้ร่วมกับสภากาชาดไทย และ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พัฒนาและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีระบุตัวตน Thai Red Cross Biometric Authentication System (TRCBAS) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีการรู้จำลายม่านตา (Iris Recognition) และการรู้จำใบหน้า (Face Recognition) เพื่อเก็บข้อมูลชีวมิติ สนับสนุนระบบบริการทางการแพทย์และสาธารณสุข ในการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม โดยจากข้อมูลของสำนักบริหารแรงงานต่างด้าว เดือนกรกฎาคม 2568 ระบุว่า มีแรงงานต่างด้าวทั่วราชอาณาจักร 2,222,905 คน ในจำนวนนี้มีสถานะไม่ถูกกฎหมายกว่า 1 ล้านคน การพัฒนาเทคโนโลยีระบุตัวตนครั้งนี้จึงเป็นประโยชน์อย่างมาก ทั้งต่อสุขภาพส่วนบุคคลและด้านสาธารณสุขของประเทศ โดยดำเนินการภายใต้หลักธรรมาภิบาลข้อมูลภาครัฐ

“การนำเทคโนโลยีชีวมิติมาใช้ นอกจากช่วยให้การดูแลสุขภาพ ป้องกันควบคุมโรค การให้บริการทางการแพทย์ และช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม สามารถดำเนินการได้อย่างถูกต้อง แม่นยำ และครอบคลุม ยังแสดงให้เห็นถึงการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของกลุ่มบุคคลที่ไม่มีเอกสารประจำตัวในประเทศไทย รวมถึงสามารถต่อยอดในด้านการศึกษา วิจัย ของบุคลากรสาธารณสุขไทย ที่จะนำไปพัฒนาให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชนได้” นายสมศักดิ์กล่าว

นายกฤษฎา บุญราช ผู้ช่วยเลขาธิการสภากาชาดไทย

ด้านนายกฤษฎา กล่าวว่า สภากาชาดไทย เป็นหน่วยงานองค์กรสาธารณกุศลแห่งชาติ มีภารกิจในการบรรเทาทุกข์ บำรุงสุข บำบัดโรค กำจัดภัย เพื่อประโยชน์สุขและเป็นที่พึ่งของประชาชน ปกป้องคุ้มครองชีวิตและสุขภาพของทุกคน ได้ร่วมกับ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ พัฒนาเทคโนโลยีการถ่ายภาพม่านตาและจดจำใบหน้าเพื่อใช้ในการระบุตัวตนในผู้ที่ไม่มีเอกสาร เป็นผลสำเร็จ สำหรับความร่วมมือฯ ฉบับนี้ สภากาชาดไทย จะเป็นผู้ให้การสนับสนุนเชิงนโยบาย และอุปกรณ์ เครื่องมือในการบันทึกข้อมูลลายม่านตาและใบหน้า ตลอดจนทรัพยากรอื่นๆ ที่จำเป็น เพื่อยกระดับบริการด้านสาธารณสุขและการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีแก่ทุกคนที่อาศัยในประเทศไทย

ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช.

ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ กล่าวว่า ระบบพิสูจน์และยืนยันตัวตนด้วยเทคโนโลยีรู้จำลายม่านตา หรือ Thai Red Cross Biometric Authentication System (TRCBAS) เป็นระบบที่ทีมวิจัยของศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ หรือเนคเทค-สวทช. ร่วมกับสภากาชาดไทย พัฒนาขึ้นโดยประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการยืนยันตัวตนด้วยการจดจำลายม่านตาและใบหน้า มาใช้ในการตรวจสอบบุคคลก่อนรับบริการด้านสาธารณสุขและการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม ซึ่งข้อมูลชีวมิติจากลายม่านตาเป็นส่วนที่มีความเป็นเอกลักษณ์สูง คงทน และปลอมแปลงได้ยาก โดยความร่วมมือครั้งนี้จะมีการนำระบบ TRCBAS ไปขยายผลใช้งานในสำนักงานควบคุมโรคเขตเมือง โรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุขในพื้นที่เป้าหมาย อาทิ สมุทรสาคร ตาก แม่ฮ่องสอน และโรงพยาบาลเอกชนที่มีการขึ้นทะเบียนบริการตรวจสุขภาพแรงงานต่างด้าว ซึ่งปัจจุบันมีแรงงานต่างด้าวลงทะเบียนในระบบแล้วมากกว่า 2 แสนคน การประมวลผลของระบบ มีความถูกต้องและแม่นยำสูงถึง 99.75%

]]>
เนคเทค สวทช. ร่วมเวที RAMA MEDICAL INNOVATIONS AND PITCHING DAY 2025 โชว์ผลงานวิจัย–นวัตกรรมการแพทย์ https://www.nectec.or.th/news/news-pr-news/rama-qic2025.html Tue, 02 Sep 2025 08:33:56 +0000 https://www.nectec.or.th/?p=41099

วันที่ 28 สิงหาคม 2568 – คณะเเพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล จัดงาน มหกรรมคุณภาพและนวัตกรรม (Quality and Innovation Conference) ครั้งที่ 32 ภายใต้หัวข้อ “รามาธิบดียกระดับการพัฒนาคุณภาพและการเปลี่ยนแปลงด้วย AI” ระหว่างวันที่ 28-29 สิงหาคม 2568 ณ อาคารเรียนและปฏิบัติการรวมด้านการแพทย์และโรงเรียนพยาบาลรามาธิบดี

ภายในงานดังกล่าว สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) และศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) ได้เข้าร่วมกิจกรรม “RAMA MEDICAL INNOVATIONS AND PITCHING DAY 2025” จัดแสดงผลงานวิจัยและนวัตกรรม ที่เกี่ยวข้องกับการประยุกต์ใช้ AI และเทคโนโลยีขั้นสูงทางการแพทย์ พร้อมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้กับบุคลากรทางการแพทย์และนักวิจัยจากหลากหลายสาขา โดยผลงานที่นำมาจัดแสดง ได้แก่

– แพลตฟอร์มวินิจฉัยโรคทางการแพทย์ด้วยเครื่องวัดสัญญาณรามานแบบพกพา ร่วมกับชิปขยายสัญญาณรามาน
– Medical AI Data Platform แพลตฟอร์มข้อมูลกลางทางการแพทย์ ภายใต้ Medical AI Consortium
– Customizable 3D-Printed Soft Materials for Advanced Medical Uses วัสดุนิ่มเรซินไวแสง (UV-curable resin) สำหรับเครื่องพิมพ์สามมิติประเภท LCD และ DLP สามารถปรับสมบัติเชิงกล และออกแบบให้เหมาะสมกับการใช้งานในอุตสาหกรรมการแพทย์
– SonoSein (โซโนเซน) แบบจำลองเพื่อฝึกเก็บชิ้นเนื้อคัดกรองมะเร็งเต้านม
– ROSS : MOTION ASSIST EXOSUIT ชุดพยุงหลังป้องกันการบาดเจ็บสำหรับผู้ดูแล รุ่น Black support

นอกจากนี้ยังมีการบรรยายแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ หัวข้อ Navigating Tomorrow: AI in Business Innovation and Healthcare Transformation โดย ดร.เทพชัย ทรัพย์นิธิ ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยปัญญาประดิษฐ์ NECTEC สวทช. และ นายกสมาคมปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย

พร้อมด้วยเวทีเสวนาหัวข้อ “From Code to Care: Partnering AI and Medicine” สะท้อนถึงศักยภาพของ AI ในการยกระดับการดูแลรักษาทางการแพทย์ ตั้งแต่การวิจัยขั้นพื้นฐานไปจนถึงการประยุกต์ใช้ในโรงพยาบาลและการดูแลผู้ป่วยจริง ร่วมเสวนาโดย
– ดร.เทพชัย ทรัพย์นิธิ ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยปัญญาประดิษฐ์
– ดร.นพดล นันทวงศ์ ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยอุปกรณ์สเปกโตรสโคปีและเซนเซอร์
– ดร.สรรพฤทธิ์ มฤคทัต หัวหน้าทีมวิจัยการประมวลผลและเข้าใจภาพ
– ผศ. นพ.มนต์ธวัช อำนวยผล หัวหน้าศูนย์สุขภาพแนวหน้ารามาธิบดี คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี
ดำเนินรายการโดย อ. พญ.ชญานิน นิติวรางกูร ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายนวัตกรรมและคู่ความร่วมมือ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี

งาน “RAMA MEDICAL INNOVATIONS AND PITCHING DAY 2025” จัดขึ้นเพื่อเปิดเวทีให้หน่วยงานวิจัย สถาบันการศึกษา และภาคเอกชน ได้นำเสนอผลงานด้านนวัตกรรม สิ่งประดิษฐ์ทางการแพทย์ รวมถึงการเปิดโอกาสในการพัฒนาความร่วมมือต่อยอดไอเดียสู่การใช้งานจริง โดยในปีนี้มีการจัดนิทรรศการจากหลากหลายองค์กร รวมถึงเวที Pitching ของนักศึกษาแพทย์ และการเสวนาจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้านนวัตกรรมสุขภาพและเทคโนโลยีดิจิทัล

การเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ สะท้อนพันธกิจของ สวทช. ในการผลักดันการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีด้านการแพทย์ดิจิทัล ตลอดจนการสร้างความร่วมมือระหว่างภาควิจัย ภาครัฐ และภาคการแพทย์ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนไทยอย่างยั่งยืน

]]>
เส้นทางสู่ AI ภาครัฐ เริ่มต้นที่คน ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล ต่อยอดสู่เทคโนโลยี พลิกโฉมบริการภาครัฐเพื่อประชาชน https://www.nectec.or.th/news/news-article/ai-for-public-sectors.html Tue, 02 Sep 2025 06:42:34 +0000 https://www.nectec.or.th/?p=41057
ในยุคที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ได้เข้ามาเป็นตัวชี้วัดขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เวทีการประชุมเชิงปฏิบัติการ “AI for Public Sectors: Experience and Sharing” จึงเกิดขึ้นจากการผนึกกำลังระหว่าง ‘ผู้กำกับนโยบาย’ อย่าง สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ – OPDC (ก.พ.ร.) และ ‘ฐานรากด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศ’ อย่างสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกันในการขับเคลื่อน AI ภาครัฐ นำ AI มาเป็นเครื่องมือยกระดับบริการภาครัฐสู่ประชาชน
 
บทความนี้จะสรุปแนวคิดสำคัญจากเวทีดังกล่าว ตั้งแต่วิสัยทัศน์ที่เน้น ‘คน’ เป็นศูนย์กลาง, เงื่อนไขจำเป็นด้าน ‘ข้อมูล’ ที่ต้องมาก่อนเทคโนโลยี ไปจนถึงกรณีศึกษาที่เป็นรูปธรรมจากหน่วยงานที่ได้เริ่มลงมือปฏิบัติจริง

Table of Contents

ความพร้อมของ 'คน' คือ ปัจจัยชี้ขาด 70% การใช้ AI ในภาครัฐ

ก.พ.ร. ในฐานะผู้กำกับดูแลการพัฒนาระบบราชการ ก.พ.ร. มองว่า AI คือ เครื่องมือที่จะตอบโจทย์เป้าหมายสูงสุดของการเป็นรัฐบาลดิจิทัลและรัฐบาลแบบเปิด (Digital and Open Government) เพื่อมุ่งสู่การบริการที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง (Citizen-Centric) ที่โปร่งใสและน่าเชื่อถืออย่างแท้จริง

นางสาวอ้อนฟ้า เวชชาชีวะ เลขาธิการ ก.พ.ร. ได้ให้มุมมองว่า การนำ AI มาใช้ต้องไม่ละทิ้งหลักธรรมาภิบาล ทั้งในมิติของความโปร่งใส ความรับผิดชอบ และการตอบสนองความต้องการของประชาชน ซึ่งต้องตอบโจทย์หลักในมิติต่างๆ ทั้งประสิทธิภาพ หลักนิติธรรม และการมีส่วนร่วม แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดกลับไม่ใช่ตัวเทคโนโลยีเอง “สูตรสำเร็จในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงนี้ อยู่ที่ คน 70%, กระบวนการ 20%, และเทคโนโลยี 10%” เลขาธิการ ก.พ.ร. อธิบาย และ เน้นย้ำว่า AI ไม่ได้มาเพื่อทดแทนบุคลากรภาครัฐ แต่จะเข้ามาเป็นผู้ช่วยเสริมศักยภาพการทำงาน ทั้งในส่วนบริการประชาชน (Front Office) และการทำงานหลังบ้าน (Back Office) เช่น การช่วยถอดเทป หรือยกร่างหนังสือ ดังนั้น โจทย์แรกที่ต้องตีให้แตกจึงไม่ใช่การเลือกเครื่องมือ หรือ เทคโนโลยี แต่คือการปรับกระบวนทัศน์ของคน ให้พร้อมที่จะเป็นผู้สั่งการและใช้ประโยชน์จาก AI ได้อย่างชาญฉลาด

ก.พ.ร. ได้นำร่องพิสูจน์แนวคิดนี้ผ่านการทดลองใช้ Generative AI ภายในองค์กร พบว่าเจ้าหน้าที่สามารถประหยัดเวลาการทำงานได้เฉลี่ยคนละ 6 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ และเพิ่มผลิตภาพได้ถึง 15% โดยมีการนำ AI มาใช้หลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่การสืบค้นข้อมูล 35% การร่างเอกสาร 32%, ไปจนถึงการช่วยวางแผนและวิเคราะห์ข้อมูล 10% และ 6% ตามลำดับ “อย่างไรก็ตาม AI ยังมีจุดอ่อน และจำเป็นต้องมีกระบวนการตรวจสอบความถูกต้องเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้แก่บริการภาครัฐ” นางสาวอ้อนฟ้า กล่าว

Go Digitized” บันไดขั้นแรก สู่รัฐบาล AI

ศาสตราจารย์พิเศษ วิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “Public Sector AI Empowerment” เพื่อฉายภาพการเปลี่ยนแปลงที่ AI มีต่อโลกเทคโนโลยีและแนวทางการปรับตัวของภาครัฐ โดยชี้ให้เห็นว่า AI ได้เปลี่ยนกระบวนทัศน์การเข้าถึงความรู้ไปอย่างสิ้นเชิง จากเดิมที่ต้องพึ่งพามนุษย์เป็นตัวกลาง ปัจจุบัน AI ทำให้คอมพิวเตอร์สามารถเข้าใจภาษามนุษย์ได้โดยตรง การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้ AI กลายเป็นเครื่องมือที่ทรงพลัง สามารถทำงานได้เหมือนมนุษย์ แต่เหนือกว่าตรงที่สามารถทำงานได้โดยไม่มีวันหยุด

“AI จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการเป็นคนทำงานในภาครัฐ เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนบุคลากรในอนาคต อย่างไรก็ตาม ศักยภาพของ AI จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีข้อมูลดิจิทัลที่มีคุณภาพ โดยชี้ให้เห็นถึงอุปสรรคสำคัญของระบบราชการที่ยังคงทำงานด้วยกระดาษ ซึ่งการแปลงข้อมูลจากกระดาษมักก่อให้เกิดความคลาดเคลื่อน ซึ่งปัญหาหน้าบ้านดิจิทัล หลังบ้านกระดาษ นี้ส่งผลกระทบอย่างเป็นรูปธรรม เช่น กรณีการรับแจ้งความออนไลน์คดีสแกมเมอร์ที่มีกว่า 3 แสนคดีต่อปี แต่กระบวนการหลังบ้านที่ไม่ใช่ดิจิทัลทำให้สามารถจัดการได้เพียงประมาณ 5 หมื่นคดีต่อปีเท่านั้น ดังนั้น ขั้นตอนแรกที่สำคัญที่สุดคือการเปลี่ยนกระบวนการทำงานให้เป็นดิจิทัลอย่างสมบูรณ์ หรือ Go Digitized เพื่อสร้างฐานข้อมูลที่น่าเชื่อถือสำหรับ AI” ศาสตราจารย์พิเศษ วิศิษฏ์ อธิบาย

ศาสตราจารย์พิเศษ วิศิษฏ์ ยกตัวอย่างความสำเร็จของกระทรวงดิจิทัลฯ ที่เปลี่ยนเป็นองค์กรไร้กระดาษ (Paperless) ได้สำเร็จ การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่เพียงช่วยให้การทำงานรวดเร็วขึ้น แต่ยังทำให้เกิดข้อมูลดิจิทัลที่พร้อมใช้งาน ซึ่งนำไปสู่การพัฒนาระบบ “เว็บดี” (WebD) ที่ใช้ AI ช่วยกวาดตรวจและจัดการเว็บไซต์ผิดกฎหมายโดยอัตโนมัติ ผลลัพธ์คือสามารถยกระดับประสิทธิภาพการทำงาน จากเดิมที่จัดการได้เดือนละ 200 URL เพิ่มขึ้นเป็นวันละ 5,000 URL โดยไม่ต้องเพิ่มจำนวนบุคลากร

ศาสตราจารย์พิเศษ วิศิษฏ์ ยังได้กล่าวถึงแผนยุทธศาสตร์ปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติ ซึ่งมีแนวทางดำเนินงาน 3 ด้านหลัก ได้แก่ 1.การเตรียมคนและโครงสร้างพื้นฐาน (Readiness) 2.การส่งเสริมการใช้งานจริงในภาคส่วนต่าง ๆ (Adoption) และ 3. การสร้างแรงจูงใจและมีกลไกขับเคลื่อนที่ต่อเนื่อง (Catalytic Factor) นอกจากนี้ยังได้เสนอแนวคิดการนำ AI มาประยุกต์ใช้ในอนาคตกับงานที่มีความซับซ้อน เช่น งานจัดซื้อจัดจ้าง เพื่อช่วยบูรณาการข้อมูลราคาและหาราคาที่เหมาะสม

เส้นทางสู่ภาครัฐที่ พร้อมรับมือ AI

ในช่วงเสวนา “Building an AI-Ready Government: เส้นทางสู่ภาครัฐที่ พร้อมรับมือ AI” ได้สะท้อนภาพ “ระบบนิเวศ AI ภาครัฐ” ที่กำลังก่อตัวขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีผู้สร้างเทคโนโลยีและผู้กำกับดูแลเป็นฟันเฟืองสำคัญ ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการเนคเทค สวทช. ระบุว่า เนคเทคได้พัฒนา Foundation Model ภาษาไทยของตนเองขึ้นมาโดยเฉพาะ โดยใช้ข้อมูลกว่า 28,000 ล้านคำ ทำให้ AI ที่พัฒนาขึ้นมีความเข้าใจในบริบทของภาษาและวัฒนธรรมไทย ซึ่งเหมาะกับโจทย์ของภาครัฐ และมีโครงสร้างพื้นฐานอย่างซูเปอร์คอมพิวเตอร์ LANTA Supercomputer รองรับ นอกจากนี้ ยังได้จัดทำเว็บไซต์ opdc.ai.in.th เพื่อเป็นคลังรวบรวมกรณีศึกษาจาก 55 หน่วยงาน และเครื่องมือ AI พร้อมใช้ที่จัดหมวดหมู่ตามภารกิจราชการ ดร.ชัย ยังกล่าวถึงเป้าหมายสุดท้ายว่าต้องการทำให้เครื่องมือ AI เป็นลักษณะ Agentic คือ เป็นแพ็กเกจครบวงจรสำหรับภารกิจเฉพาะทาง เช่น ระบบจัดซื้อจัดจ้าง โดยมีมนุษย์คอยตรวจสอบในขั้นตอนที่จำเป็น (Human in the loop)

ขณะที่สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) เข้ามามีบทบาทสำคัญในการสร้างความน่าเชื่อถือผ่าน AI Governance โดย ดร.ศักดิ์ เสกขุนทด ที่ปรึกษาอาวุโส ETDA กล่าวว่า ประเทศไทยได้ร่วมลงนามกับ UNESCO ในหลักจริยธรรม AI ETDA จึงได้ออก AI Governance Guideline เพื่อเป็นแนวทางให้หน่วยงานต่าง ๆ นำ AI ไปใช้อย่างมีธรรมาภิบาล ป้องกันอคติ และสร้างความโปร่งใส พร้อมทั้งมีแผนจะฝึกอบรมบุคลากรในทุกกรม ผ่านโครงการ Train the Trainer ให้สามารถวาง Roadmap การใช้ AI ในองค์กรของตนเองได้อย่างถูกต้อง และกล่าวย้ำว่าต้องสร้าง Mindset ที่ถูกต้องว่า AI ไม่ได้มาไล่คนออก แต่มาเป็นผู้ช่วยให้ทำงานได้ดีขึ้นและมีคุณภาพมากขึ้น

ความสำเร็จของการนำ AI มาใช้ ถูกสะท้อนผ่านหน่วยงานที่ได้ลงมือทำจริง ไม่ว่าจะเป็น สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ที่ต้องเผชิญกับเอกสารประกอบการขึ้นทะเบียนหนาเป็นหมื่นหน้า เภสัชกรอาทิตย์ พันเดช ผู้อำนวยการกองผลิตภัณฑ์สุขภาพนวัตกรรม และการบริการ เล่าว่า องค์กรได้นำ AI มาประยุกต์ใช้ใน 3 ภารกิจหลัก ภายใต้กรอบการทำงาน ‘3S’ คือ Smart People, Smart Process และ Smart Technology ที่เริ่มจากการปรับ Mindset ของคนก่อน ตั้งแต่การยกระดับบริการผ่าน Chatbot ให้คำปรึกษา (Smart Service) การเพิ่มประสิทธิภาพการกำกับดูแลด้วย AI ช่วยอ่านและคัดกรองเอกสารคำขอ (Smart Regulation) ไปจนถึงการเฝ้าระวังเชิงรุกผ่านระบบตรวจจับโฆษณาที่ผิดกฎหมาย (Smart Surveillance) ซึ่งส่งผลให้สามารถลดระยะเวลาในกระบวนการทำงานลงได้ถึงครึ่งหนึ่ง และต้องดำเนินการควบคู่ไปกับการสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยไซเบอร์ (Cyber Security) และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA)

เช่นเดียวกับกรมที่ดิน ที่ ดร.ภีระ ยมวัน ผู้เชี่ยวชาญ ด้านการสำรวจรังวัดเพื่อทำแผนที่ ชี้ให้เห็นถึงการใช้ AI แก้ปัญหาที่ไม่สามารถทำได้ด้วยแรงงานคน โดยเฉพาะเมื่อมีข้อจำกัดด้านบุคลากรไอทีซึ่งมีจำนวนน้อย ทำให้ต้องอาศัยความร่วมมือจากพันธมิตร เช่น การสกัดข้อมูลลายมือจากโฉนดกว่า 37 ล้านแปลง และการอ่านแปลภาพถ่ายทางอากาศในอดีตเพื่อพิสูจน์สิทธิ์ พร้อมกันนี้ยังได้ให้ข้อเสนอแนะว่าหน่วยงานที่ต้องการเริ่มต้นต้องเตรียมความพร้อม 3 ด้าน คือ 1. คนที่ต้องมีความรู้พอจะเขียน TOR จัดซื้อจัดจ้างได้ 2. ข้อมูล ที่มีคุณภาพ และ 3. เงินหรืองบประมาณระยะยาว

ขณะที่กรมการปกครอง ในฐานะหน่วยงานต้นน้ำของข้อมูลคนทั้งประเทศ นางสาวสุชาดา คำวงษ์ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและระบบข้อมูล สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง กล่าวว่า ภารกิจมุ่งเน้นการใช้ AI เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการตรวจสอบเอกสารปลอมแปลง และวิเคราะห์ภาพใบหน้าเพื่อยืนยันตัวตน ซึ่งการดำเนินการเหล่านี้จำเป็นต้องปรับแก้กฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องควบคู่กันไป โดยเฉพาะกรณีผู้ที่ผ่านการทำศัลยกรรม ทั้งนี้ ปัจจุบันกรมการปกครองได้เริ่มนำร่องใช้ AI วิเคราะห์การตอบข้อซักถามใน Call Center 1548 แล้ว

บทสรุปจากเวทีนี้ได้ตกผลึกเป็นภาพเดียวกันว่า การเดินทางสู่รัฐบาล AI ไม่ใช่โครงการของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่เป็นภารกิจร่วมที่ต้องอาศัยการผนึกกำลังจากทุกภาคส่วน โดยจุดสำคัญ คือ การพัฒนาบุคลากรและปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงาน ดังที่ ดร.ชัย ได้กล่าวทิ้งท้ายเพื่อกระตุ้นให้เกิดการลงมือทำว่า

“ขอให้หน่วยงานอย่ารอช้า หากไม่เริ่มต้นตั้งแต่วันนี้ ในอีก 2 ปีข้างหน้าอาจตามไม่ทันการเปลี่ยนแปลง เนื่องจากเทคโนโลยีมีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็วมาก”

นอกจากนี้ภายในงานคณะนักวิจัยเนคเทค สวทช. ยังมีการบรรยายและเวิร์กช็อปพัฒนาทักษะความรู้ด้าน AI ทั้งในเรื่องราวความปลอดภัยของข้อมูล ในหัวข้อ Cyber Security & AI: ปกป้องข้อมูลภาครัฐให้ปลอดภัยในยุค AI” โดย คุณเอกฉันท์ รัตนเลิศนุสรณ์ หัวหน้าทีมวิจัยความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศ รวมถึงทักษะที่สำคัญในการสร้างคำสั่ง หรือ Prompt ในการใช้ Generative AI ให้ตอบโจทย์ตามที่ต้องการ โดย คุณปัญจพร ฉัตรสุวรรณ ผู้ช่วยวิจัย ทีมวิจัยการวิเคราะห์ยุทธศาสตร์ด้วยปัญญาประดิษฐ์ และเครื่องมือ Generative AI สัญชาติไทย สำหรับการประยุกต์ใช้ในหน่วยงานภาครัฐ โดย ดร.ศราวุธ คงยัง นักวิจัย กลุ่มวิจัยปัญญาประดิษฐ์

]]>
Pathumma Connect คว้ารางวัลผลงานนำเสนอได้ดีที่สุด ในงาน Thailand Tech Show 2025 https://www.nectec.or.th/news/news-pr-news/pathumma-connect-tts2025.html Thu, 14 Aug 2025 07:39:15 +0000 https://www.nectec.or.th/?p=40919

ขอแสดงความยินดีกับ ดร.ศราวุธ คงยัง กลุ่มนวัตกรรมการผลิตยั่งยืน EECi สวทช. และกลุ่มวิจัยปัญญาประดิษฐ์ จากศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค สวทช.) ที่ได้รับรางวัลผลงานนำเสนอได้ดีที่สุด จากเวที Investment Pitching ในงาน Thailand Tech Show 2025 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2568 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

Pathumma Connect เป็นระบบ Meeting Intelligence Platform ภายใต้แนวคิด “WHERE VOICE CAN BECOME ACTIONS” ที่พัฒนาขึ้นเพื่อตอบโจทย์การประชุมขององค์กรยุคใหม่ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ประกอบด้วย 3 เทคโนโลยีหลัก คือ Partii Note : ระบบถอดเสียงการประชุมด้วย AI ภาษาไทย DocChat : ระบบสนทนาและติดตามการประชุมแบบอัจฉริยะ DocGen : ระบบร่างเอกสารอัตโนมัติจากผลการประชุม จุดเด่นของ Pathumma Connect คือการเป็น Private AI Technology ที่พัฒนาโดยทีมวิจัยไทยเพื่อรองรับภาษา ข้อมูล และบริบทประเทศไทยโดยเฉพาะ พร้อมให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของข้อมูลในองค์กร

นอกจาก Pathumma Connect แล้ว เนคเทค สวทช. ยังนำผลงานวิจัยอีก 2 ชิ้นร่วมเวที Investment Pitching ได้แก่

ระบบตรวจสอบย้อนกลับทุเรียนข้ามพรมแดน (Durian Trace)
โดย ดร.สุพร พงษ์นุ่มกุล และทีมวิจัยการวิเคราะห์พฤติกรรมมนุษย์ (HBA) กลุ่มวิจัยเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวกและเครื่องมือแพทย์ (A-MED) เนคเทค สวทช. 

Durian Trace ตอบโจทย์ความท้าทายในห่วงโซ่อุปทานสินค้าเกษตรที่ซับซ้อน ปัญหาการตรวจสอบแหล่งที่มาและกระบวนการผลิตที่ไม่ชัดเจน ส่งผลต่อ ความปลอดภัยอาหาร ความเชื่อมั่นผู้บริโภค และโอกาสส่งออก ข้อมูลส่วนใหญ่ยังไม่ถูกจัดเก็บอย่างเป็นระบบและขาดมาตรฐานการแลกเปลี่ยน เพื่อลดปัญหาดังกล่าว แพลตฟอร์ม Durian Trace ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น QR Code, IoT และบล็อกเชน เพื่อสร้างระบบตรวจสอบย้อนกลับที่ โปร่งใส น่าเชื่อถือ และรองรับมาตรฐานความยั่งยืนสากล จุดเด่นของแพลตฟอร์มนี้ คือการแยก ระบบข้อมูล (Data Exchange & Integrity) ออกจาก ส่วนผู้ใช้งาน (UX/UI) ทำให้มีความยืดหยุ่นและขยายตัวได้ในอนาคต ระบบ IoT ช่วยเก็บข้อมูลภาคสนามแบบเรียลไทม์ บล็อกเชนรับประกันความถูกต้องของข้อมูลและป้องกันการแก้ไขย้อนหลัง ขณะที่ QR Code ช่วยให้ผู้ใช้เข้าถึงข้อมูลการผลิตได้ง่ายและโปร่งใส ทั้งหมดนี้เสริมความมั่นใจให้ผู้บริโภคและเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของภาคเกษตรไทย

FITKAN – เรา Young Fit
โดย ดร.วินัย ชนปรมัตถ์ และทีมวิจัยอิเล็กทรอนิกส์และระบบทางชีวการแพทย์(BES) กลุ่มวิจัยเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวกและเครื่องมือแพทย์ (A-MED) เนคเทค สวทช.

 แพลตฟอร์มออกกำลังกาย “เรายังฟิต” (We Young Fit) คือโซลูชันดูแลสุขภาพแบบครบวงจร ที่ใช้ อุปกรณ์สวมใส่ (Wearable) ขนาดเล็ก พกพาสะดวก ใช้พื้นที่น้อย ทำให้ผู้ใช้งานสามารถออกกำลังกายได้ทุกที่ ทุกเวลาโปรแกรมออกกำลังกายของแพลตฟอร์มมีหลากหลายโหมด ครอบคลุมทั้ง การออกกำลังกายทางกาย การบริหารสมอง และการฝึกสมาธิ เพื่อดูแลสุขภาพ ร่างกาย จิตใจ และสมอง รองรับทั้งการออกกำลังกายแบบ เดี่ยว คู่ และกลุ่ม พร้อมเก็บข้อมูลการฝึกตั้งแต่ ก่อน ระหว่าง และหลัง และนำมาวิเคราะห์ด้วย AI เพื่อวางแผนการออกกำลังกายที่เหมาะสมและปลอดภัยสำหรับแต่ละบุคคล ผู้ใช้งานยังสามารถเลือกแบ่งปันข้อมูลกับบุคคลหรือหน่วยงานที่ได้รับอนุญาต สร้าง เครือข่ายสนับสนุนการออกกำลังกาย ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด แพลตฟอร์มรองรับการใช้งานทั้งบน อุปกรณ์พกพาและคอมพิวเตอร์ สำหรับหน่วยงานหรือองค์กรที่ติดตั้งระบบ ยังสามารถใช้ข้อมูลเหล่านี้จัดทำแผนดูแลสุขภาพทั้งแบบ องค์รวม และแบบ Personalized Care

ในปีนี้ เวที Investment Pitching มีผลงานเข้าร่วมทั้งหมด 10 ผลงาน จาก สวทช. 8 ผลงาน และพันธมิตร 2 ผลงาน โดยรางวัลผลงานที่น่าลงทุนที่สุดประจำปี 2568 เป็นของ “SolaRE โซลาร์รี Innovative Green Solar Cells” ผลงานวิจัยจากศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (เอ็นเทค สวทช.) โดย ดร.อมรรัตน์ ลิ้มมณี และทีมวิจัยเทคโนโลยีเซลล์แสงอาทิตย์ (SPVT) กลุ่มวิจัยนวัตกรรมพลังงาน (EIRG)

SolaRE โซลาร์รี Innovative Green Solar Cells คือ แผงโซลาร์เซลล์โครงสร้างใหม่ที่สามารถถอดแยกส่วนประกอบหลักออกได้เมื่อสิ้นอายุใช้งาน โดยใช้เครื่องมือช่างพื้นฐาน ไม่จำเป็นต้องใช้กระบวนการทางความร้อนหรือสารเคมี สัดส่วนน้ำหนักซากที่นำกลับมาใช้ต่อได้ 85-95% สะดวกต่อการรีไชเคิลวัสดุ ประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าของแผงโซลาร์รีเทียบเท่าแผงโครงสร้างแบบดั้งเดิม ปัจจุบัน แผงโซลาร์รีขนาดเล็กกำลังการผลิตไฟฟ้า 15 วัตต์ สามารถประยุกต์ใช้ชาร์จแบตเตอรี่สำหรับโคมไฟแอลอีดีได้เทียบเท่ากับแผงสำเร็จที่มากับชุดอุปกรณ์ ผ่านการทดสอบใช้งานในสภาวะจริงต่อเนื่องนานกว่า 24 เดือน

]]>