Medical AI – NECTEC : National Electronics and Computer Technology Center https://www.nectec.or.th ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ Tue, 19 May 2026 05:35:24 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=7.0.4 https://www.nectec.or.th/wp-content/uploads/2022/06/cropped-favicon-nectec-32x32.png Medical AI – NECTEC : National Electronics and Computer Technology Center https://www.nectec.or.th 32 32 สวทช.-สธ. เปิดเวทีจัดทำแผน AI การแพทย์และสาธารณสุข ยกระดับบริการสุขภาพไทย https://www.nectec.or.th/news/news-pr-news/2026medical-ai-roadmap.html Thu, 14 May 2026 09:00:31 +0000 https://www.nectec.or.th/?p=43207

(วันที่ 14 พฤษภาคม 2569): กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) และภาคีเครือข่ายด้านดิจิทัล เปิดฉากประชุมเชิงปฏิบัติการจัดทำแผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์ทางการแพทย์และสาธารณสุข ระยะ 3 ปี เพื่อวางรากฐานนวัตกรรมสุขภาพและยกระดับการบริการประชาชนอย่างยั่งยืน โดยมี นายแพทย์ โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการ ระหว่างวันที่ 14-15 พฤษภาคม 2569 ณ โรงแรมริเวอร์ไรน์เพลส โฮเทล แอนด์ เรสซิเดนซ์ จ.นนทบุรี

นายแพทย์ โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า การประชุมในครั้งนี้มุ่งเน้นการจัดทำแผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์ทางการแพทย์และสาธารณสุขระยะ 3 ปี เพื่อเตรียมความพร้อมในการรองรับสังคมผู้สูงอายุของประเทศไทยที่ส่งผลให้ความต้องการบริการทางการแพทย์เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยประธานในพิธีได้เน้นย้ำว่าเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการลดภาระของบุคลากร ลดความแออัดในสถานพยาบาล และลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการสุขภาพที่มีคุณภาพให้แก่ประชาชน ซึ่งครอบคลุมเครือข่ายบริการสุขภาพของกระทรวงสาธารณสุขเกือบ 5,000 แห่งทั่วประเทศ ตั้งแต่การดูแลก่อนป่วยไปจนถึงขั้นตอนการรักษา นอกจากนี้ การดำเนินงานดังกล่าวยังสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลในการขับเคลื่อนประเทศด้วยนวัตกรรม และนโยบาย MOPH Plus ภายใต้แนวคิด “สุขภาพดีทุกช่วงวัย สร้างเศรษฐกิจไทยด้วยนวัตกรรมและภูมิปัญญา” โดยอาศัยความร่วมมืออย่างใกล้ชิดจากหลากหลายภาคส่วน ทั้งภายในและภายนอกกระทรวงฯ รวมถึงภาคเอกชน อาทิ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เนคเทค สวทช. และ สพธอ. (ETDA) เพื่อร่วมกันกำหนดทิศทางและขับเคลื่อนระบบสาธารณสุขไทยให้ก้าวหน้าอย่างเป็นรูปธรรม

นายธิติกร ตระกูลศิริศักดิ์ ผู้เชี่ยวชาญประจำศูนย์ธรรมาภิบาลปัญญาประดิษฐ์ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) กล่าวว่า การขับเคลื่อนระบบสาธารณสุขยุคใหม่ด้วยปัญญาประดิษฐ์ ตั้งแต่การเพิ่มความแม่นยำในกระบวนการวินิจฉัยโรค ไปจนถึงการยกระดับระบบเฝ้าระวังโรคระบาด จะบรรลุผลสำเร็จอย่างยั่งยืนได้นั้น จำเป็นต้องมี “ธรรมาภิบาลปัญญาประดิษฐ์” (AI Governance) เป็นรากฐานสำคัญ โดยเน้นย้ำถึงการวางโครงสร้างองค์กรที่ชัดเจน ควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนกลยุทธ์บริหารความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ และการกำกับดูแลตลอดวงจรชีวิตของเทคโนโลยี เพื่อรับมือกับความท้าทายใน 3 มิติหลัก ได้แก่ ความรับผิดชอบ (Accountability) จริยธรรมที่โปร่งใส (Transparency) เพื่อสร้างมาตรฐานการทำงานที่ตรวจสอบได้ และความเท่าเทียม (Fairness) ลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงนวัตกรรม ทั้งนี้ การวางกรอบธรรมาภิบาลไม่ใช่การปิดกั้นนวัตกรรม แต่คือการสร้างความเชื่อมั่นเพื่อให้มั่นใจว่าปัญญาประดิษฐ์ที่นำมาใช้กับมนุษย์มีความปลอดภัยและมีความเท่าเทียมในทุกภาคส่วน

ดร.เพ็ญพิสุทธิ์ จินตโสภณ โฆษกกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังผลักดันให้นวัตกรรมเป็น “ทางรอด” หลักในการก้าวสู่ประเทศรายได้สูง โดยมุ่งเน้นการสร้างระบบนิเวศที่เชื่อมโยงการทำงานข้ามกระทรวงเพื่อใช้ AI และเทคโนโลยีขั้นสูงอย่างเต็มรูปแบบ หัวใจสำคัญ คือ การพึ่งพาตนเองด้านการแพทย์ เพื่อลดการนำเข้ามูลค่ามหาศาล โดยสนับสนุนให้คนไทยผลิตเครื่องมือแพทย์เอง และใช้ AI ร่วมกับข้อมูลจีโนมิกส์เพื่อการรักษาแบบแม่นยำ รวมถึงการเปลี่ยนผ่านจาก “การรักษา” ไปสู่ “การป้องกัน” เพื่อรับมือสังคมสูงวัย ขณะเดียวกันยังขยายผลไปยังภาคเกษตรกรรมแม่นยำเพื่อเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร ทั้งนี้ รัฐบาลเน้นการปรับกฎหมายให้ยืดหยุ่นและสร้างฐานข้อมูลกลางของคนไทย เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและเพิ่มมูลค่า GDP อย่างยั่งยืน

ผศ. ดร.ราชศักดิ์ สมยานนทนากุล สมาคมปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังขับเคลื่อนการแพทย์อัจฉริยะผ่าน แผนปฏิบัติการ 3 ปี ของกระทรวงสาธารณสุข ที่เน้นการวางมาตรฐาน AI Medical Standard และระบบธรรมาภิบาลข้อมูล (PDPA) พร้อมสร้างระบบนิเวศอย่าง Medical AI Sandbox เพื่อทดสอบนวัตกรรมในสถานการณ์จริง ทั้งนี้ ปัญญาประดิษฐ์ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพการรักษาและลดภาระงานของบุคลากรอย่างเห็นได้ชัด ตั้งแต่การวินิจฉัยโรคที่มีความแม่นยำสูงอย่างการคัดกรองเบาหวานขึ้นจอประสาทตาและระบบ CTnavi สำหรับอ่านผลเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ ไปจนถึงการใช้ระบบ Sati และ AI-Pharmacist เพื่อบริหารจัดการข้อมูลและจัดยาได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ นอกจากนี้ เทคโนโลยีดังกล่าวยังเข้าถึงภาคประชาชนมากขึ้นผ่านแอปพลิเคชันวิเคราะห์อาการเบื้องต้นและอุปกรณ์สวมใส่ (Wearables) ที่ใช้ติดตามสุขภาพรายวัน สำหรับทิศทางของปัญญาประดิษฐ์ทางการแพทย์ในอนาคต จะมุ่งเน้นไปที่การนำ Generative AI (GenAI) และโมเดลภาษาขนาดใหญ่ที่ปรับแต่งมาเพื่อการแพทย์โดยเฉพาะ เช่น MedGemma มาใช้ประมวลผลข้อมูลแบบ Multimodal ซึ่งจะช่วยให้การวินิจฉัยและการวางแผนการรักษามีความเฉพาะเจาะจงและมีประสิทธิภาพสูงสุด

ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการ เนคเทค สวทช. กล่าวว่า ภาพรวมความพร้อมด้านปัญญาประดิษฐ์ของประเทศไทยในปัจจุบัน พบว่ามีความก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดดในด้านโครงสร้างพื้นฐาน ดัชนีความพร้อมด้านรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (Government Readiness Ranking) ขยับขึ้นมาอยู่อันดับที่ 35 ของโลก และมีซูเปอร์คอมพิวเตอร์ (LANTA) ที่มีประสิทธิภาพติดอันดับโลกเพื่อรองรับการประมวลผลขนาดใหญ่ อย่างไรก็ตาม ภาคธุรกิจยังคงเผชิญความท้าทายในการนำมาใช้จริง โดยมีองค์กรเพียงร้อยละ 17.8 ที่เริ่มใช้งาน เนื่องจากยังติดข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีและกำลังคน นอกจากนี้ รัฐบาลมีการเร่งขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ด้านปัญญาประดิษฐ์ ปี พ.ศ. 2565-2570 เพื่อสร้างระบบนิเวศที่พึ่งพาตนเองได้ ตั้งแต่การพัฒนาโมเดลภาษา “Thai LLM” สำหรับงานภาครัฐ ไปจนถึงความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมในด้านการแพทย์ผ่าน “Medical AI Consortium” ซึ่งมีการรวบรวมคลังข้อมูลภาพการแพทย์กว่า 3 ล้านภาพ เพื่อพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ในการวินิจฉัยโรคร้ายแรง เช่น มะเร็งและโรคหลอดเลือดสมอง โดยเป้าหมายในปี 2026 คือ การสร้างระบบนิเวศแบบครบวงจร (End-to-End Ecosystem) ที่ครอบคลุมตั้งแต่การจัดการข้อมูล การฝึกฝนปัญญาประดิษฐ์รูปแบบใหม่ที่เน้นเรื่อง “ความเป็นส่วนตัวของข้อมูล” (Federated Learning) ไปจนถึงการรับรองมาตรฐานจาก อย. เพื่อผลักดันเข้าสู่บัญชีนวัตกรรมเพื่อใช้งานจริงในโรงพยาบาลและการแข่งขันในระดับสากล”

การประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ มีการแบ่งกลุ่มย่อยเพื่อวิเคราะห์สถานการณ์และกำหนดจุดเน้น (Focus Area) ใน 5 มิติสำคัญ ได้แก่ จริยธรรมและธรรมาภิบาลข้อมูล (AI Governance) การพัฒนาศักยภาพบุคลากร เพื่อเตรียมความพร้อมคนสาธารณสุขในยุคดิจิทัล การส่งเสริมเครื่องมือ AI ในการวินิจฉัยและรักษา รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ เพื่อการเชื่อมโยงข้อมูลอย่างไร้รอยต่อ นวัตกรรมและการวิจัย เพื่อสร้างสรรค์โซลูชันใหม่ ๆ โดยฝีมือคนไทย ที่จะนำไปสู่การร่างแผนปฏิบัติการที่ครอบคลุมทั้งด้านงบประมาณ ตัวชี้วัดความสำเร็จ และแนวทางการติดตามประเมินผล ซึ่งจะเป็นบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนกระทรวงสาธารณสุขสู่การเป็น Digital Health อย่างเต็มรูปแบบตามยุทธศาสตร์ชาติ 5 ปี (พ.ศ. 2569 – 2574) ต่อไป

]]>
อว. ปลดล็อก ‘Medical AI Platform’ ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ Wellness Thailand ดันนวัตกรรมสุขภาพ ช่วยตรวจเจอโรคร้ายได้ไวขึ้น จาก AI ฝีมือคนไทย https://www.nectec.or.th/news/news-pr-news/2026medical-ai-consortium.html Mon, 04 May 2026 03:58:52 +0000 https://www.nectec.or.th/?p=43171

(วันที่ 1 พฤษภาคม 2569) ณ โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพฯ: กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) ผนึกกำลังเครือข่ายโรงเรียนแพทย์และหน่วยงานพันธมิตร อันจะเป็นจุดเริ่มต้นของการเปิดผลงานของเครือข่าย Medical AI Consortium ให้บริการชุดข้อมูลทางการแพทย์ของเครือข่าย เพื่อให้ผู้ที่สนใจสามารถขอเข้าถึง นำไปทดลองใช้ได้ สร้างการรับรู้เกี่ยวกับแพลตฟอร์ม ส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาและใช้ประโยชน์ร่วมกันระหว่างหน่วยงาน ตั้งแต่งานวิจัยและพัฒนา การทดสอบ ไปจนถึงการนำไปใช้ประโยชน์ สอดรับกับการสร้างระบบนิเวศปัญญาประดิษฐ์ทางการแพทย์ (Medical AI Ecosystem) อย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้โครงการ “Medical AI Consortium” ในงานสัมมนาเชิงวิชาการ Medical AI Consortium เครือข่ายเพื่อพัฒนาและส่งเสริมการใช้ Medical AI เพื่อให้ผลงาน Medical AI ไปจนถึงการนำไปใช้ในบริบทจริงของระบบบริการสุขภาพ โดยมีศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่การกระทรวง การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. ศาสตราจารย์ นายแพทย์ปิยะมิตร ศรีธรา อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล นายแพทย์ธนินทร์ เวชชาภินันท์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ศาสตราจารย์ ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการ ส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) ดร.ณิรวัฒน์ ธรรมจักร์ ผู้อำนวยการ หน่วยบริหารจัดการทุนด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่ออุตสาหกรรมแห่งอนาคต (บพค.) ผู้บริหารจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคการศึกษา ภาคเอกชน คณะแพทย์ นักวิจัย ผู้พัฒนาเทคโนโลยี และสื่อมวลชนเข้าร่วมงาน

ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่การกระทรวง การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวเปิดงานและปาฐกถา “ทิศทาง Medical AI ของประเทศไทย” ว่า การขับเคลื่อน Medical AI Consortium ในครั้งนี้ถือเป็นกลไกสำคัญในการต่อยอดนโยบาย “Wellness Thailand” ของกระทรวง อว. ที่ได้ประกาศเจตนารมณ์เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมสุขภาพระดับโลก โดยมุ่งเน้นการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจาก “ระบบซ่อมสุขภาพ” เป็น “การสร้างเสริมสุขภาพ” ทั้งนี้ อว. ได้กำหนดทิศทางสู่ AI & Data-Driven Nation (AI for ALL) ควบคู่กับการผลักดันนโยบาย Wellness Thailand ให้เป็นหนึ่งในฐานเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ โดยขับเคลื่อนผ่าน ระบบนิเวศนวัตกรรมเพื่อเร่งให้เกิดการใช้ประโยชน์จากงานวิจัย นวัตกรรม และกำลังคน ไปสู่ภาคเศรษฐกิจและสังคม ภายใต้การดูแลความมั่นคงและอธิปไตยด้านข้อมูลของประเทศ โดยเฉพาะข้อมูลด้านสุขภาพภายใต้ความเชื่อมั่นว่าข้อมูลจะไม่รั่วไหล เพื่อให้สามารถพัฒนา Medical AI ที่ตอบโจทย์คนไทย บนฐานข้อมูลของคนไทย

ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวเสริมว่า สวทช. ในฐานะหน่วยงานวิจัยหลักได้วางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานกลางของประเทศผ่านบทบาทของ Medical AI Consortium เพื่อแก้ปัญหาข้อจำกัดด้านการเข้าถึงข้อมูลและการทดสอบมาตรฐาน โดยความก้าวหน้าในครั้งนี้ครอบคลุมครบทั้ง Value Chain ตั้งแต่การมีชุดข้อมูลภาพทางการแพทย์ขนาดใหญ่ โครงสร้างพื้นฐานการประมวลผลสมรรถนะสูงอย่างซูเปอร์คอมพิวเตอร์ LANTA ไปจนถึงห้องปฏิบัติการวิเคราะห์ทดสอบซอฟต์แวร์เครื่องมือแพทย์ (SQUAT) ให้สอดคล้องกับมาตรฐานของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และยังมีแผนการพัฒนาระบบทดสอบประสิทธิภาพ Medical AI Benchmark กระบวนการเหล่านี้จะช่วยย่นระยะเวลา และสร้างความน่าเชื่อถือให้นวัตกรรมจากห้องแล็บสามารถขึ้นทะเบียนและขยายผลสู่การใช้งานจริงในหน่วยบริการทางการแพทย์ได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัย

ด้าน ดร.ณิรวัฒน์ ธรรมจักร์ ผู้อำนวยการหน่วยบริหารจัดการทุนด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่ออุตสาหกรรมแห่งอนาคต (บพค.) กล่าวเสริมว่า บพค. ได้กำหนดเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์เพื่อทำให้ภาพนโยบาย Medical AI เกิดผลสัมฤทธิ์ที่เป็นรูปธรรมผ่านการสนับสนุนงบประมาณในส่วนของการวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐาน และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือข้ามหน่วยงานหรือ Shared Innovation ปัจจุบัน Consortium ซึ่งก่อตั้งโดย คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี, สวทช. และกรมการแพทย์ได้ขยายความร่วมมือสู่ 8 หน่วยงานหลัก รวมถึงเครือข่ายคณะแพทยศาสตร์จาก ม.เชียงใหม่, ม.ขอนแก่น, ม.สงขลานครินทร์, วชิรพยาบาล และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งการลงทุนในระบบนิเวศที่แข็งแรงนี้จะช่วยลดต้นทุนการนำเข้าเทคโนโลยีจากต่างประเทศและสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างเป็นรูปธรรม

ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สวทช. กล่าวว่า ปัจจุบัน Medical AI Data Sharing Platform รวบรวมข้อมูลไว้กว่า 3 ล้านภาพ และมีแผนขยายเพิ่มอีก 7.9 แสนภาพภายในปี 2569 เนคเทค สวทช. ยังพัฒนาเครื่องมือสำคัญอย่าง RadiiView สำหรับระบุลักษณะข้อมูลภาพ และ NomadML สำหรับการพัฒนาโมเดล AI อย่างง่าย เกิดการส่งเสริมผลิตภัณฑ์ Medical AI รวมกว่า 10 โมเดล ซึ่งขณะนี้มี 2 ผลิตภัณฑ์ไฮไลต์ที่อยู่ระหว่างเตรียมขึ้นทะเบียน อย. คือ “LiverSound” ระบบช่วยคัดกรองมะเร็งตับจากคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปัจจุบันเตรียมพร้อมเพื่อนำไปใช้งานในโรงพยาบาลภายใต้เขตสุขภาพที่ 3 และ “RAMAAI CXR Solution” ระบบวินิจฉัยภาพเอกซเรย์ทรวงอกจากคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งได้เริ่มนำร่องใช้งานจริงในโรงพยาบาลสังกัดกรมการแพทย์ เป้าหมายรวม 14 แห่ง เพื่อพิสูจน์ประสิทธิภาพของ Service Platform ในบริบทการรักษาจริง

]]>
คณะแพทยศาสตร์ มช. จับมือ เนคเทค เปิดตัว “ESTIMATA-EX” Medical AI ประเมินการสูญเสียเลือดแบบ Real-time ครั้งแรกในไทย ยกระดับความปลอดภัยผู้ป่วยผ่าตัด https://www.nectec.or.th/news/news-pr-news/estimata-ex.html Tue, 10 Mar 2026 09:53:07 +0000 https://www.nectec.or.th/?p=42738

คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมกับ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) เปิดตัวนวัตกรรม “ESTIMATA-EX” ระบบปัญญาประดิษฐ์ทางการแพทย์ (Medical AI) สำหรับประเมินการสูญเสียเลือดระหว่างการผ่าตัดแบบ Real-time เป็นครั้งแรกในประเทศไทย

ภายในงาน รศ.นพ.นเรนทร์ โชติรสนิรมิต คณบดีคณะแพทยศาสตร์ มช. กล่าวเปิดงานและที่มาของโครงการ พร้อมด้วย ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการเนคเทค สวทช. กล่าวถึงความร่วมมือด้าน Medical AI นอกจากนี้ยังมี เสวนาเจาะลึกนวัตกรรมและการใช้งานจริง โดย พว.นฐธิกานตร์ เจริญรัตนเดชะกูล วิสัญญีพยาบาล คณะแพทยศาสตร์ มช. และ ดร.สรรพฤทธิ์ มฤคทัต นักวิจัยอาวุโสกลุ่มวิจัยปัญญาประดิษฐ์ เนคเทค สวทช. ดำเนินรายการโดย ผศ.นพ.สุรัตน์ ตันประเวช

รศ.นพ.นเรนทร์ โชติรสนิรมิต เปิดเผยว่า โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่เป็นโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยระดับตติยภูมิ ที่รับผู้ป่วยซับซ้อนจาก 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน และมีการผ่าตัดมากกว่า 16,000–17,000 รายต่อปี ซึ่งทำให้ต้องเผชิญความท้าทายในการประเมินการสูญเสียเลือดระหว่างการผ่าตัด

ปัจจุบันการประเมินการเสียเลือดส่วนใหญ่ยังใช้ การคาดคะเนด้วยสายตา (Visual Estimation) ซึ่งอาจมีความคลาดเคลื่อนสูงถึง 20–40% ส่งผลต่อการตัดสินใจในการให้สารน้ำหรือเลือดทดแทน ซึ่งอาจทำให้เกิดความเสี่ยงต่อภาวะช็อก หรือเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการให้เลือดเกินความจำเป็น

เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวจึงได้พัฒนา ESTIMATA-EX (AI-Driven: Estimation of Intraoperative Blood Loss) โดยใช้เทคโนโลยี Computer Vision และ Deep Learning วิเคราะห์ภาพวัสดุซับเลือดจากสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ต เพื่อประเมินปริมาณเลือดและนับจำนวนวัสดุซับเลือดในห้องผ่าตัด ได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ

นวัตกรรมนี้พัฒนาภายใต้ความร่วมมือของ Medical AI Consortium ซึ่งทำหน้าที่เป็น Medical AI Data Sharing Platform เชื่อมโยงความร่วมมือระหว่าง เนคเทค คณะแพทยศาสตร์จากหลายสถาบัน และกรมการแพทย์ โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจาก กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) ผ่าน หน่วยบริหารจัดการทุนด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่ออุตสาหกรรมแห่งอนาคต (บพค.)

ระบบ ESTIMATA-EX ใช้ฐานข้อมูลภาพเลือดจากห้องผ่าตัดกว่า 150,000 ภาพ เพื่อพัฒนาโมเดล AI โดยให้ผลลัพธ์ที่โดดเด่น ได้แก่

• ความแม่นยำของโมเดล AI สูงมาก R² = 0.903
• เพิ่มความแม่นยำจาก 45.5% เป็น 82.4%
• ประมวลผลรวดเร็ว 5–10 วินาที
• ลดความเสี่ยงการลืมวัสดุซับเลือดในร่างกายผู้ป่วย
• บุคลากรทางการแพทย์มีความพึงพอใจ 95.8%

เทคโนโลยีดังกล่าวช่วยสนับสนุนการทำงานของทีมศัลยแพทย์และวิสัญญีแพทย์ ในการตัดสินใจได้อย่างแม่นยำและทันท่วงที ลดความคลาดเคลื่อนของข้อมูล และยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของผู้ป่วยในห้องผ่าตัด สู่แนวคิด Smart Operating Room

ความสำเร็จของ ESTIMATA-EX ไม่เพียงเป็นการพัฒนาเทคโนโลยี แต่ยังสะท้อนวิสัยทัศน์ของ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่มุ่งสู่การเป็น ผู้นำนวัตกรรมการแพทย์ของภูมิภาค ผ่านการบูรณาการ ความเป็นเลิศทางคลินิก งานวิจัยเชิงแปลผล และเทคโนโลยีดิจิทัลเข้าด้วยกัน

ปัจจุบัน ESTIMATA-EX อยู่ระหว่างการพัฒนาต่อยอด เพื่อขยายการใช้งานไปยังห้องผ่าตัดทั่วประเทศ โดยมีเป้าหมายสร้าง มาตรฐานใหม่ของการประเมินการสูญเสียเลือด ที่แม่นยำ รวดเร็ว และปลอดภัย รองรับการตัดสินใจทางการแพทย์ในสถานการณ์วิกฤต และร่วมผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น ศูนย์กลางการแพทย์ที่ใช้ AI และเทคโนโลยีดิจิทัลในอนาคต

]]>
สวทช. ร่วมประชุมวิชาการนานาชาติ AI-MERT 2025 เวทีนวัตกรรม AI การแพทย์และหุ่นยนต์ https://www.nectec.or.th/news/news-pr-news/aimert2025.html Mon, 22 Dec 2025 08:42:08 +0000 https://www.nectec.or.th/?p=41893

สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) และ ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) ร่วมการประชุมวิชาการนานาชาติ The 1st International Conference on AI Innovations in Medical Engineering & Robotics Technology (AI-MERT 2025) ซึ่งจัดโดยสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (Asian Institute of Technology: AIT) เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2568 ณ ศูนย์ประชุมสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย จังหวัดปทุมธานี โดยมีนักวิจัย ผู้เชี่ยวชาญ และวิศวกร จากหลากหลายประเทศ เข้าร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และผลงานวิจัยด้านปัญญาประดิษฐ์ วิศวกรรมการแพทย์ และเทคโนโลยีหุ่นยนต์

ในโอกาสนี้ ดร.ปิยวุฒิ ศรีชัยกุล รองผู้อำนวยการเนคเทค สวทช. ได้ร่วมกล่าวในพิธีเปิดการประชุมอย่างเป็นทางการ พร้อมแสดงความยินดีกับความร่วมมือระหว่างภาคการศึกษาและภาคการแพทย์ ในการจัดเวทีวิชาการระดับนานาชาติที่บูรณาการองค์ความรู้ด้านวิศวกรรม การแพทย์ และปัญญาประดิษฐ์เข้าด้วยกัน

ดร.ปิยวุฒิ กล่าวว่า สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ปัญญาประดิษฐ์ของประเทศ โดยเนคเทคได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ผู้ช่วยเลขานุการคณะกรรมการขับเคลื่อนปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติ (National AI Commitee) โดยได้สร้างความร่วมมือร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรทางการแพทย์ จัดตั้งภาคีเครือข่าย “Medical AI Consortium”  และได้ร่วมกันพัฒนา “Medical AI Data Platform” ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มข้อมูลเปิดที่มีภาพทางการแพทย์กว่า 2.2 ล้านภาพ เพื่อเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในการพัฒนา AI ทางการแพทย์ของประเทศ ครอบคลุม 8 กลุ่มโรคสำคัญ ได้แก่ โรคทรวงอก, มะเร็งเต้านม (ภาพแมมโมแกรม), โรคตา (ภาพจอประสาทตา), โรคในช่องท้อง (ภาพอัลตราซาวด์), โรคผิวหนัง, โรคหลอดเลือดสมอง (ภาพ CT/MRI), และโรคกระดูกพรุน (ภาพ BMD/VFA) สนับสนุนการพัฒนา AI ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพระบบบริการสาธารณสุขของไทยอย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ สวทช. ยังพัฒนาเครื่องมือ AI เพื่อสนับสนุนงานทางการแพทย์ เช่น RadiiView รองรับการกำกับข้อมูลภาพถ่ายทางการแพทย์ และ NomadML ช่วยสร้าง AI Model โดยไม่ต้องเขียนโค้ด เพื่อลดภาระงานของบุคลากรทางการแพทย์และนักพัฒนา AI ในอนาคตมีแผนขยายเครือข่ายความร่วมมือไปยังสถาบันทางการแพทย์เพิ่มเติมในอนาคต

ภายในงานยังมีการเสวนา การบรรยายพิเศษจากผู้เชี่ยวชาญระดับนานาชาติ และการนำเสนอผลงานวิจัย โดยมี นักวิจัย สวทช. เข้าร่วมนำเสนอผลงานใน  2 หัวข้อ ได้แก่

  • หัวข้อ Tangible Intelligence: From Hospital to Home – Bridging Service Reliability & Neurorobotics บรรยายโดย ดร.วินัย ชนปรมัตถ์ นักวิจัย ทีมวิจัยอิเล็กทรอนิกส์และระบบทางชีวการแพทย์ (BES) กลุ่มวิจัยเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวกและเครื่องมือแพทย์ (A-MED) เนคเทค สวทช.
  • หัวข้อ Development of Natural Rubber-Based Composite Materials for Applications in Flexible Sensing Systems นำเสนอโดย ดร.ศศิธร ศรีสวัสดิ์ หัวหน้าทีมวิจัยวัสดุเฉพาะทางสำหรับการประยุกต์ใช้ทางวิศวกรรม (FMAT) กลุ่มวิจัยการออกแบบเชิงวิศวกรรมและการคำนวณ (EDC) เอ็มเทค สวทช.

การประชุม AI-MERT 2025 เป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้นักวิจัยและผู้ปฏิบัติงานจากหลากหลายสาขาได้แลกเปลี่ยนแนวคิด นำเสนอผลงานวิจัยและนวัตกรรม ตลอดจนหารือทิศทางอนาคตของระบบการแพทย์อัจฉริยะและหุ่นยนต์ ตั้งแต่การรับรู้ การควบคุม ระบบอัตโนมัติ ไปจนถึงการนำไปใช้จริงในทางคลินิกและระบบบริการสุขภาพ นับเป็นก้าวสำคัญในการสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้าน AI การแพทย์ และหุ่นยนต์ ทั้งในระดับประเทศและระดับนานาชาติ

]]>
เนคเทค สวทช. ร่วมเวที RAMA MEDICAL INNOVATIONS AND PITCHING DAY 2025 โชว์ผลงานวิจัย–นวัตกรรมการแพทย์ https://www.nectec.or.th/news/news-pr-news/rama-qic2025.html Tue, 02 Sep 2025 08:33:56 +0000 https://www.nectec.or.th/?p=41099

วันที่ 28 สิงหาคม 2568 – คณะเเพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล จัดงาน มหกรรมคุณภาพและนวัตกรรม (Quality and Innovation Conference) ครั้งที่ 32 ภายใต้หัวข้อ “รามาธิบดียกระดับการพัฒนาคุณภาพและการเปลี่ยนแปลงด้วย AI” ระหว่างวันที่ 28-29 สิงหาคม 2568 ณ อาคารเรียนและปฏิบัติการรวมด้านการแพทย์และโรงเรียนพยาบาลรามาธิบดี

ภายในงานดังกล่าว สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) และศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) ได้เข้าร่วมกิจกรรม “RAMA MEDICAL INNOVATIONS AND PITCHING DAY 2025” จัดแสดงผลงานวิจัยและนวัตกรรม ที่เกี่ยวข้องกับการประยุกต์ใช้ AI และเทคโนโลยีขั้นสูงทางการแพทย์ พร้อมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้กับบุคลากรทางการแพทย์และนักวิจัยจากหลากหลายสาขา โดยผลงานที่นำมาจัดแสดง ได้แก่

– แพลตฟอร์มวินิจฉัยโรคทางการแพทย์ด้วยเครื่องวัดสัญญาณรามานแบบพกพา ร่วมกับชิปขยายสัญญาณรามาน
– Medical AI Data Platform แพลตฟอร์มข้อมูลกลางทางการแพทย์ ภายใต้ Medical AI Consortium
– Customizable 3D-Printed Soft Materials for Advanced Medical Uses วัสดุนิ่มเรซินไวแสง (UV-curable resin) สำหรับเครื่องพิมพ์สามมิติประเภท LCD และ DLP สามารถปรับสมบัติเชิงกล และออกแบบให้เหมาะสมกับการใช้งานในอุตสาหกรรมการแพทย์
– SonoSein (โซโนเซน) แบบจำลองเพื่อฝึกเก็บชิ้นเนื้อคัดกรองมะเร็งเต้านม
– ROSS : MOTION ASSIST EXOSUIT ชุดพยุงหลังป้องกันการบาดเจ็บสำหรับผู้ดูแล รุ่น Black support

นอกจากนี้ยังมีการบรรยายแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ หัวข้อ Navigating Tomorrow: AI in Business Innovation and Healthcare Transformation โดย ดร.เทพชัย ทรัพย์นิธิ ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยปัญญาประดิษฐ์ NECTEC สวทช. และ นายกสมาคมปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย

พร้อมด้วยเวทีเสวนาหัวข้อ “From Code to Care: Partnering AI and Medicine” สะท้อนถึงศักยภาพของ AI ในการยกระดับการดูแลรักษาทางการแพทย์ ตั้งแต่การวิจัยขั้นพื้นฐานไปจนถึงการประยุกต์ใช้ในโรงพยาบาลและการดูแลผู้ป่วยจริง ร่วมเสวนาโดย
– ดร.เทพชัย ทรัพย์นิธิ ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยปัญญาประดิษฐ์
– ดร.นพดล นันทวงศ์ ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยอุปกรณ์สเปกโตรสโคปีและเซนเซอร์
– ดร.สรรพฤทธิ์ มฤคทัต หัวหน้าทีมวิจัยการประมวลผลและเข้าใจภาพ
– ผศ. นพ.มนต์ธวัช อำนวยผล หัวหน้าศูนย์สุขภาพแนวหน้ารามาธิบดี คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี
ดำเนินรายการโดย อ. พญ.ชญานิน นิติวรางกูร ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายนวัตกรรมและคู่ความร่วมมือ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี

งาน “RAMA MEDICAL INNOVATIONS AND PITCHING DAY 2025” จัดขึ้นเพื่อเปิดเวทีให้หน่วยงานวิจัย สถาบันการศึกษา และภาคเอกชน ได้นำเสนอผลงานด้านนวัตกรรม สิ่งประดิษฐ์ทางการแพทย์ รวมถึงการเปิดโอกาสในการพัฒนาความร่วมมือต่อยอดไอเดียสู่การใช้งานจริง โดยในปีนี้มีการจัดนิทรรศการจากหลากหลายองค์กร รวมถึงเวที Pitching ของนักศึกษาแพทย์ และการเสวนาจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้านนวัตกรรมสุขภาพและเทคโนโลยีดิจิทัล

การเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ สะท้อนพันธกิจของ สวทช. ในการผลักดันการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีด้านการแพทย์ดิจิทัล ตลอดจนการสร้างความร่วมมือระหว่างภาควิจัย ภาครัฐ และภาคการแพทย์ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนไทยอย่างยั่งยืน

]]>
เนคเทค สวทช. ร่วมเวที TCELS ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์นวัตกรรมเครื่องมือแพทย์และ AI ทางการแพทย์ สู่นวัตกรรมเพื่อประชาชน https://www.nectec.or.th/news/news-pr-news/tcels-ai-healthcare.html Wed, 13 Aug 2025 12:19:22 +0000 https://www.nectec.or.th/?p=40903

13 สิงหาคม 2568 – ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สวทช. ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองการพัฒนานวัตกรรมเครื่องมือแพทย์และ AI ทางการแพทย์ของประเทศ ที่งานเสวนา “Public–Private Partnership for AI Expansion in Healthcare” จัดโดย ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน) หรือ TCELS ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (สนช.) สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ภาคเอกชน และสมาคมเฮลท์เทคไทย ภายใต้งาน อว.แฟร์ 2025 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

ได้รับเกียรติจาก นพ.สุวิทย์ วิบุลผลประเสริฐ ประธานคณะอนุกรรมการส่งเสริมเป้าหมายสำคัญด้านเครื่องมือแพทย์ บริการทางการแพทย์ และยา เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วย ศ.ดร.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ประธานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้บรรยายพิเศษในหัวข้อ “Thailand’s Vision: AI for Equitable, Efficient, and Scalable Healthcare”

ภายในงานได้เปิดตัวแผนงานมุ่งเป้าของประเทศเพื่อผลักดัน “เครื่องมือแพทย์ บริการทางการแพทย์ และยา” เพิ่มศักยภาพการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์นวัตกรรมภายในประเทศ ลดการนำเข้า รวมมูลค่า 1,500 ล้านบาท และขยายโอกาสให้ประชาชนกว่า 8.5 ล้านคนเข้าถึงนวัตกรรมที่ผลิตโดยคนไทยภายในปี 2569 พร้อมเวที เสวนาแสดงศักยภาพนวัตกรรมไทยที่สามารถเข้าสู่ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ อาทิ กรณีตัวอย่าง “นวัตกรรมการวิเคราะห์ภาพรังสีทรวงอกด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI)”

ดร.ชัย กล่าวในช่วงเสวนาว่า แผนพัฒนา AI ของไทยเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2565 โดยด้านการแพทย์ถือเป็นหนึ่งในไฮไลต์สำคัญ เนื่องจากประเทศมีความแข็งแกร่งทั้งในด้านองค์กรการแพทย์ บุคลากร และฐานข้อมูลสุขภาพ ปัจจุบันมีการพัฒนาระบบนิเวศ (Ecosystem) เพื่อสนับสนุนการทำงานของสตาร์ตอัปและโรงพยาบาลในไทยร่วมกัน โดยมีหัวใจสำคัญคือ การแบ่งปันข้อมูล (Data Sharing) เพื่อเชื่อมโยงผู้พัฒนาและหน่วยงานให้ทำงานร่วมกันได้ง่ายขึ้น ขณะนี้มีข้อมูลครอบคลุม 9 กลุ่มโรค รวมกว่า 2 ล้านภาพบนแพลตฟอร์ม นอกจากนี้ยังมีการผลักดัน การทดสอบมาตรฐาน (Standard Testing) ในประเทศ ลดการพึ่งพาต่างประเทศ พร้อมขยายศักยภาพห้องปฏิบัติการและบุคลากรผ่านความร่วมมือแบบ Public–Private Partnership

 

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือการผลักดันสู่เชิงพาณิชย์ (Commercialization) ผ่านเครื่องมืออย่าง บัญชีนวัตกรรม ที่มอบสิทธิพิเศษแก่ผู้ขึ้นทะเบียนให้สามารถจัดซื้อโดยหน่วยงานรัฐได้ง่ายขึ้น ปัจจุบันกลุ่มการแพทย์และเครื่องมือแพทย์มีผลงานขึ้นบัญชีแล้ว 88 ชิ้น และอยู่ระหว่างพิจารณาอีก 12 ชิ้น ซึ่งกระบวนการพิจารณามีความเข้มงวดแต่พัฒนาให้รวดเร็วขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ยังเน้นการสร้างผู้บริหารสตาร์ตอัปที่มุ่งมั่นทำงานกับโรงพยาบาลอย่างจริงจัง เพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรมด้านการแพทย์ของไทยให้เติบโต

ความร่วมมือของทุกภาคส่วนในครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการขับเคลื่อนนวัตกรรมเครื่องมือแพทย์และ AI ทางการแพทย์ของไทยสู่การใช้งานจริง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนและสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน

]]>
5 มุมมองขับเคลื่อน Medical AI: ใช้พลังข้อมูลเสริม AI สู่นวัตกรรมการแพทย์เพื่อคนไทย https://www.nectec.or.th/news/news-article/medical-ai-consortium.html Thu, 24 Apr 2025 07:12:22 +0000 https://www.nectec.or.th/?p=39771

สรุปสาระจากเสวนา Medical AI ก้าวสำคัญสู่การพัฒนาการแพทย์แห่งอนาคต

วงการสาธารณสุขไทยกำลังก้าวสู่ยุคใหม่ของการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างเต็มรูปแบบ สะท้อนจากงานเปิดตัว “แพลตฟอร์มข้อมูลกลางทางการแพทย์ (Medical AI Data Platform)” ที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) เดินหน้าขับเคลื่อนการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในภาคสาธารณสุข โดยมีนางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. กล่าวถึงนโยบาย อว. for AI และเป็นสักขีพยานในการประกาศความร่วมมือกับพันธมิตรทางการแพทย์ Medical AI Consortium เปิดตัว “แพลตฟอร์มข้อมูลกลางทางการแพทย์ (Medical AI Data Platform)” ที่มุ่งสร้างโครงสร้างพื้นฐานและระบบนิเวศข้อมูลที่เข้มแข็ง รองรับการพัฒนานวัตกรรม AI ทางการแพทย์เพื่อคนไทย

ภายในงาน ยังมีเสวนา “Medical AI ก้าวสำคัญสู่การพัฒนาการแพทย์แห่งอนาคต” ซึ่งเป็นการรวมตัวของผู้นำจากหน่วยงานหลักที่เกี่ยวข้อง เพื่อฉายภาพวิสัยทัศน์ ความท้าทาย ซึ่งมี 5 มุมมองสำคัญที่จะขับเคลื่อน Medical AI ของไทยไว้อย่างน่าสนใจ

1. พลังข้อมูล หัวใจขับเคลื่อน AI การแพทย์ไทย

ศาสตราจารย์ นพ.ปิยะมิตร ศรีธรา อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล ได้ฉายภาพความสำคัญของ AI ในทางการแพทย์ โดยชี้ให้เห็นว่า AI มีองค์ประกอบสำคัญ 3 ส่วนคือ ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และ Big Data แม้ไทยอาจยังตามหลังด้านฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ แต่ไทยเป็นเจ้าของข้อมูล “ศักยภาพของ Big Data จะเป็นของประเทศไทยได้นั้น ขึ้นอยู่กับว่าเราสามารถจัดระเบียบข้อมูลของเราได้ดีเพียงใด ซึ่งจะนำไปสู่การใช้ประโยชน์ได้อย่างแท้จริง” ศาสตราจารย์ นพ.ปิยะมิตร กล่าว ตัวอย่างความสำเร็จที่ชัดเจน คือ AI อ่านผลภาพเอกซเรย์ทรวงอก หรือ Inspectra CXR ที่คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลพัฒนาร่วมกับสตาร์ทอัปไทยอย่าง Perceptra ที่ผ่านการรับรองมาตรฐานจาก อย. ซึ่งปัจจุบันมีโรงพยาบาลใช้งานแล้วกว่า 90 แห่ง

นอกจากนี้ ศาสตราจารย์ นพ.ปิยะมิตร ยังกล่าวถึง การใช้เทคนิค Retrieval-Augmented Generation (RAG) เพื่อให้ AI เรียนรู้และตอบคำถามจากชุดข้อมูลเฉพาะของประเทศไทย เพื่อให้ AI สามารถเข้าถึงและใช้ข้อมูลที่อยู่ในบริบทของประเทศไทยได้อย่างแม่นยำ โดยเฉพาะการรวมข้อมูลจาก 3 กองทุนสุขภาพหลักของไทย ได้แก่ กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กองทุนประกันสังคม และกองทุนสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ ซึ่งเมื่อรวมกันแล้วครอบคลุมประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ รวมถึงระบบเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพ Health Link แอปพลิเคชันหมอพร้อม และข้อมูลจีโนมิกส์จากโครงการ Genomics Thailand จะเป็นฐานข้อมูลอันทรงพลังสำหรับ AI การแพทย์ของไทย

2. AI ช่วยแพทย์คัดกรอง เพิ่มประสิทธิภาพ ลดเหลื่อมล้ำการเข้าถึงบริการรักษา

ผู้ช่วยศาสตราจารย์พิเศษ นพ.ธนินทร์ เวชชาภินันท์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข นำเสนอมุมมองของผู้ใช้งาน AI ด้านการแพทย์ โดยเน้นย้ำบทบาทของกรมการแพทย์ในการนำนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์กับประชาชนอย่างแท้จริงและเท่าเทียมกัน โดยกล่าวว่า “สร้างความเท่าเทียมในการเข้าถึงการรักษา ถือเป็นภารกิจหลักของกรมการแพทย์” และยกตัวอย่างความสำเร็จของการใช้ AI คัดกรองภาวะเบาหวานขึ้นจอประสาทตา ซึ่งริเริ่มโดยโรงพยาบาลราชวิถีร่วมกับ Google AI ตั้งแต่ปี 2018 โดยไทยพบผู้ป่วยเบาหวานกว่า 6 ล้านคน โดยร้อยละ 15-20% เสี่ยงเกิดภาวะดังกล่าว ในขณะที่ประเทศไทยมีจักษุแพทย์เฉพาะทางด้านจอประสาทตาประมาณ 250 คน และส่วนใหญ่ปฏิบัติงานในกรุงเทพฯ สวนทางกับการกระจายตัวของผู้ป่วยทั่วประเทศ โดย AI มีความไว (Sensitivity) ในการตรวจคัดกรองสูงถึง 97 เทียบกับ 74 ของการคัดกรองโดยแพทย์ และมีความแม่นยำ (Specificity) สูงถึงร้อยละ 96 ดังนั้นการใช้ AI ช่วยคัดกรองภาวะดังกล่าว ช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนและกระจายตัวที่ไม่สมดุลของจักษุแพทย์ได้

3. แรงหนุนจากนโยบายและทุน: ขับเคลื่อน Medical AI สู่ S-Curve ใหม่

ความสำเร็จของ Medical AI ประเทศไทยจะเกิดขึ้นไม่ได้หากขาดระบบนิเวศที่สนับสนุน โดย ศาสตราจารย์ ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ซึ่งบริหารกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุน ววน.) ได้ให้มุมมองเชิงนโยบายว่า Medical AI สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติอย่างยิ่ง โดยเฉพาะโมเดลเศรษฐกิจ BCG ซึ่งการแพทย์เป็น 1 ใน 4 สาขาหลัก และมีศักยภาพสูงที่จะเป็น S-Curve ใหม่ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยท่ามกลางตลาด AI โลกที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยเน้นย้ำถึงความได้เปรียบของไทยในด้านข้อมูลทางคลินิก (Clinical Data) และข้อมูลจีโนมิกส์ ประกอบกับโครงสร้างพื้นฐานอย่าง LANTA Supercomputer ของ สวทช. และบุคลากรที่มีความรู้ความเข้าใจ แต่สิ่งสำคัญที่สุด คือ ความร่วมมือ “หากเราสามารถรวมพลังและใช้ข้อมูลเพื่อขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายเดียวกันของประเทศได้ จะประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน” ศาสตราจารย์ สมปอง กล่าว

ศาสตราจารย์ ดร. สมปอง ได้อธิบายบทบาทของ กองทุน ววน. โดยเปรียบเปรยว่าเป็นเสมือน “กองทุนที่ 4” จากแตกต่าง จาก 3 กองทุนสุขภาพหลักซึ่งเน้นการเป็นแหล่งข้อมูล แต่ กองทุน ววน.จะมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนากำลังคน และการสร้างแนวทางประยุกต์ใช้ใหม่ ๆ เพื่อเติมเต็มและสร้างความสมบูรณ์ให้กับระบบนิเวศ Medical AI ของประเทศ นอกจากนี้ ยังมุ่งสนับสนุนเป้าหมายรูปธรรม เช่น การผลิตเครื่องมือแพทย์และบริการทางการแพทย์เพื่อทดแทนการนำเข้า และมีการหารือกับ สปสช. เพื่อผลักดันให้การวินิจฉัยและรักษาโรคด้วย AI เบื้องต้นราว 10 กลุ่มโรคให้สามารถเบิกจ่ายได้ในอนาคต

4. บพค. กับการสร้าง Ecosystem AI การแพทย์

ดร.ณิรวัฒน์ ธรรมจักร์ ผู้อำนวยการ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคน และทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษา การวิจัยและการสร้างนวัตกรรม (บพค.) กล่าวถึงการสนับสนุนของ บพค. ที่มีต่อโครงการ Medical AI Consortium มาแล้วกว่า 90 ล้านบาท ครอบคลุมทั้งการพัฒนาแพลตฟอร์ม บุคลากร ต้นแบบ AI Model และกรอบธรรมาภิบาลข้อมูล (Data Governance) เพื่อสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่นว่าแพลตฟอร์มนี้มีความปลอดภัย โดยวิสัยทัศน์ของ บพค. สนับสนุน 4 ภารกิจหลักตามที่ได้รับมอบหมายจากการปฏิรูประบบ ววน. คือ การพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูง, การสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานด้าน ววน., งานวิจัยขั้นแนวหน้า (Frontier Research) และการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษาและการวิจัย โดย มองว่าการพัฒนาเทคโนโลยี AI ต้องมองไปข้างหน้าและจำเป็นต้องมีการคาดการณ์อนาคตเพื่อเตรียมความพร้อม แม้ AI จะพัฒนาไปเร็วเพียงใด แต่ก็ยังต้องการมนุษย์ในการตรวจสอบ (Validate) และตัดสินใจขั้นสุดท้าย ดร.ณิรวัฒน์ เปรียบการขับเคลื่อน Medical AI เหมือนการปีนเขาเอเวอเรสต์ที่ต้องมีหมุดหมาย (Milestone) เล็ก ๆ ระหว่างทาง โดยเน้นความสำคัญของการสร้างความร่วมมือให้กว้างขวางขึ้น การสร้างมาตรฐานข้อมูล และการพัฒนาระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่เอื้อต่อการนำ AI ไปใช้ประโยชน์จริง

5. รากฐานทางเทคโนโลยี: เน้นสร้างเครื่องมือให้ “คนไทย” ประยุกต์ใช้ AI ได้จริง

ในฐานะหน่วยงานวิจัยและพัฒนาชั้นนำของประเทศ สวทช. ตระหนักถึงความสำคัญของการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม มาขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำ AI มาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. ได้ให้มุมมองว่า AI จะฉลาดและมีประสิทธิภาพได้ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับปริมาณข้อมูลเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับตรรกะและ วิธีการสอน ให้ AI เรียนรู้และมองเห็นสิ่งที่สำคัญในข้อมูลนั้น เฉกเช่นเดียวกับที่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญใช้ประสบการณ์ในการวินิจฉัยโรค

ภายใต้วิสัยทัศน์นี้ สวทช. โดย เนคเทค จึงได้จับมือกับพันธมิตรสำคัญ ทั้งกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล และภาคีเครือข่าย Medical AI Consortium ริเริ่มและพัฒนาแพลตฟอร์มข้อมูลกลางทางการแพทย์ขึ้น ปัจจุบันรวมภาพถ่ายทางการแพทย์แล้วกว่า 2.2 ล้านภาพ ครอบคลุม 8 กลุ่มโรคสำคัญ เช่น โรคทรวงอก มะเร็งเต้านม โรคตา โรคช่องท้อง โรคผิวหนัง โรคหลอดเลือดสมอง และโรคกระดูกพรุน เป็นต้น

หัวใจสำคัญที่ สวทช. มุ่งมั่นพัฒนา ไม่ใช่เพียงแค่การสร้างคลังข้อมูล แต่คือการสร้างเครื่องมือที่จะปลดล็อกให้นักวิจัยและบุคลากรทางการแพทย์ไทยสามารถสร้างสรรค์นวัตกรรม AI ทางการแพทย์ได้ด้วยตนเอง ลดการพึ่งพาเทคโนโลยีราคาสูงจากต่างประเทศ สวทช. โดย เนคเทค ได้พัฒนาเครื่องมือสำคัญ ได้แก่ “RadiiView” ซอฟต์แวร์และคลาวด์แอปพลิเคชันสำหรับกำกับข้อมูล (Annotation) หรือการระบุลักษณะสำคัญบนภาพทางการแพทย์ได้อย่างแม่นยำ เพื่อสร้างชุดข้อมูลคุณภาพสูงสำหรับสอน AI “NomadML” แพลตฟอร์มที่ช่วยให้นักวิจัยพัฒนาโมเดล AI ได้ง่ายขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องเขียนโค้ดโปรแกรมที่ซับซ้อน และสามารถเชื่อมต่อกับ LANTA Supercomputer เพื่อใช้พลังการประมวลผลสมรรถนะสูงของ สวทช. ในการเร่งกระบวนการพัฒนาและฝึกสอนโมเดล AI ให้รวดเร็วยิ่งขึ้น

ศ.ดร.ชูกิจ เน้นย้ำว่า ยุทธศาสตร์ของไทยไม่ใช่การแข่งขันพัฒนา AI แต่คือการนำ AI มาประยุกต์ใช้อย่างชาญฉลาดในบริบทที่ไทยมีจุดแข็ง ซึ่งก็คือ ข้อมูลทางการแพทย์ และความรู้ความเชี่ยวชาญของบุคลากร การมีแพลตฟอร์มกลางที่ทำให้ข้อมูลจากโรงพยาบาลต่าง ๆ มาแชร์และเรียนรู้ร่วมกันจะทำให้ AI ที่พัฒนาขึ้นมีความสามารถสูง

“ศักยภาพของ AI ทางการแพทย์ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การวิเคราะห์ภาพถ่ายเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการวิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพในองค์รวม เพื่อสร้างแบบจำลองดิจิทัลเสมือนของตัวบุคคล (Digital Twin) ที่สามารถให้คำแนะนำด้านสุขภาพเฉพาะบุคคลได้อย่างแม่นยำ ซึ่ง Medical AI Data Platform นี้จะเป็นฐานข้อมูลสำคัญสำหรับการพัฒนาต่อยอดในอนาคต” ศ.ดร.ชูกิจ กล่าวทิ้งท้าย

รับชมย้อนหลัง - งานสัมมนา Medical AI Consortium

การเสวนาและการเปิดตัวแพลตฟอร์มครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความตื่นตัวและความมุ่งมั่นจากทุกภาคส่วนในการผลักดัน Medical AI ของไทย การเกิดขึ้นของ Medical AI Data Platform และความร่วมมือภายใต้ Medical AI Consortium ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะทลายกำแพงด้านข้อมูล สร้างมาตรฐาน และส่งเสริมการพัฒนานวัตกรรม AI ทางการแพทย์อย่างก้าวกระโดด ซึ่งสอดคล้องกับแผนพัฒนาด้านสาธารณสุขและเป้าหมายการเป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ (Medical Hub) ของประเทศ แม้จะมีความท้าทายรออยู่ แต่ด้วยวิสัยทัศน์ร่วมกัน การสนับสนุนเชิงนโยบายและงบประมาณ รวมถึงความร่วมมือแบบ “ร่วมแชร์ เชื่อม ใช้” เชื่อมั่นได้ว่า Medical AI จะไม่ได้เป็นเพียงทางเลือก แต่คืออนาคตของการแพทย์ไทย ที่จะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และสร้างความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจให้กับประเทศได้อย่างยั่งยืน

Medical AI Consortium ยังคงเปิดรับและขอเชิญชวนหน่วยงานทางการแพทย์ สถาบันการศึกษา นักวิจัย และภาคเอกชน มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศนี้ เพื่อต่อยอดการพัฒนา AI ทางการแพทย์ให้กว้างขวางยิ่งขึ้น 

สำหรับหน่วยงานที่สนใจเข้าร่วมเป็นสมาชิกหรือพันธมิตรของ Medical AI Consortium หรือการใช้งาน Medical AI Data Platform สามารถติดต่อกลับได้ที่ MedicalAI@dms.mail.go.th

]]>
เปิดตัว Medical AI Data Platform ชวนโรงพยาบาล แชร์-เชื่อม-ใช้ ภาพทางการแพทย์ 2.2 ล้านภาพ https://www.nectec.or.th/news/news-pr-news/medical-ai.html Tue, 22 Apr 2025 01:34:07 +0000 https://www.nectec.or.th/?p=39725

กระทรวง อว. จับมือ สธ. โดย สวทช. ม.มหิดล กรมการแพทย์ และพันธมิตร เปิดตัว Medical AI Data Platform ชวนโรงพยาบาล แชร์-เชื่อม-ใช้ ภาพทางการแพทย์ 2.2 ล้านภาพ หวังเป็นแพลตฟอร์มกลางที่ใช้ AI เป็นตัวช่วยคัดกรอง-หมอวินิจฉัยโรครวดเร็ว

(วันที่ 21 เมษายน 2568) โรงแรมแกรนด์ เซ็นเตอร์ พอยต์ ลุมพินี กรุงเทพฯ: กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) เดินหน้าขับเคลื่อนการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในภาคสาธารณสุข โดยมีนางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. กล่าวถึงนโยบาย อว. for AI และเป็นสักขีพยานในการประกาศความร่วมมือกับพันธมิตรทางการแพทย์ ประกอบด้วย กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข และ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล พร้อมด้วยภาคีเครือข่าย Medical AI Consortium ซึ่งภายในงานมีการ เปิดตัว “แพลตฟอร์มข้อมูลกลางทางการแพทย์ (Medical AI Data Platform)” อย่างเป็นทางการ ที่มุ่งสร้างโครงสร้างพื้นฐานและระบบนิเวศข้อมูลที่เข้มแข็ง รองรับการพัฒนานวัตกรรม AI ทางการแพทย์เพื่อคนไทย โดยมี พญ.เพชรดาว โต๊ะมีนา ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ผู้ช่วยศาสตราจารย์พิเศษ นายแพทย์ธนินทร์ เวชชาภินันท์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ศาสตราจารย์ นายแพทย์ปิยะมิตร ศรีธรา อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. ศาสตราจารย์ ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ดร.ณิรวัฒน์ ธรรมจักร์ ผู้อำนวยการหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคน และทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษาการวิจัยและการสร้างนวัตกรรม (บพค.) ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการ เนคเทค สวทช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมงานแถลงข่าว

นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. กล่าวว่า “กระทรวง อว. ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการขับเคลื่อนเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ผ่านนโยบาย ‘อว. for AI’ ซึ่งมุ่งสร้างระบบนิเวศ AI ที่ครบวงจร การแพทย์เป็นเป้าหมายสำคัญที่ AI จะช่วยเพิ่มความแม่นยำ รวดเร็ว และลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการสุขภาพ การสนับสนุนการจัดตั้ง Medical AI Consortium ผ่านทุนวิจัยจากหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคน และทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษาการวิจัยและการสร้างนวัตกรรม (บพค.) เพื่อพัฒนา Medical AI Data Platform ถือเป็นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญยิ่งของประเทศ แพลตฟอร์มนี้ไม่ได้เป็นเพียงคลังข้อมูล แต่ยังประกอบด้วยเครื่องมือที่พัฒนาโดย สวทช. ซึ่งจะช่วยให้นักวิจัยและแพทย์สามารถพัฒนานวัตกรรม AI ได้ง่ายขึ้น ถือเป็นภารกิจสำคัญในการสร้างรากฐาน AI การแพทย์ที่มั่นคงของประเทศ จึงขอเชิญชวนโรงพยาบาลและโรงเรียนแพทย์ร่วมแบ่งปันข้อมูลและระบุโจทย์ที่สำคัญ และนักวิจัยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาร่วมพัฒนาโมเดล AI ที่ใช้ได้จริง เพื่อร่วมกันยกระดับสาธารณสุขไทยให้ก้าวทันโลก และใช้ประโยชน์จาก AI ได้อย่างเต็มศักยภาพ”

ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า “สวทช. มีพันธกิจในการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมายกระดับคุณภาพชีวิตและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ Medical AI Consortium และ แพลตฟอร์มข้อมูลกลางทางการแพทย์ ที่พัฒนาขึ้นนี้ คือ ตัวอย่างของการ บูรณาการความเชี่ยวชาญด้านดิจิทัลและ AI ของ สวทช. เข้ากับความรู้ทางการแพทย์จากพันธมิตร เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่ง ตัวอย่างของเทคโนโลยีอย่าง RadiiView และ NomadML ที่พัฒนาโดยนักวิจัยเนคเทค สวทช. จะช่วยปลดล็อกให้นักวิจัยและแพทย์ไทยสามารถสร้างสรรค์นวัตกรรม AI ได้เอง ลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ และนำไปสู่ AI ทางการแพทย์ที่ตอบโจทย์บริบทของประเทศไทยอย่างแท้จริง”

แพลตฟอร์มข้อมูลกลางทางการแพทย์ (Medical AI Data Platform)

แพลตฟอร์มข้อมูลกลางทางการแพทย์ (Medical AI Data Platform) พัฒนาโดยเนคเทค สวทช. ประกอบด้วยเทคโนโลยีที่สนับสนุนกระบวนการพัฒนา AI ทางการแพทย์ของประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ ครบวงจร และปลอดภัยตามมาตรฐานคลาวด์กลางภาครัฐ (GDCC) ภายใต้การดูแลของกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ครอบคลุม 3 ส่วนหลัก ได้แก่
1. ส่วนบริหารจัดการข้อมูล (Data Management) รองรับการรวบรวม จัดเก็บ จัดทำรายการข้อมูลภาพทางการแพทย์อย่างปลอดภัยและเป็นระบบ มีการกำกับดูแลสิทธิ์การเข้าถึงตามหลักธรรมาภิบาลข้อมูล นอกจากนี้ นักวิจัยเนคเทค สวทช. ยังพัฒนา RadiiView ซอฟต์แวร์และคลาวด์แอปพลิเคชันสำหรับการกำกับข้อมูลภาพทางการแพทย์ (Annotation) ที่มีเครื่องมือช่วยให้แพทย์ระบุลักษณะสำคัญบนภาพได้อย่างแม่นยำ เพื่อสร้างชุดข้อมูล
2. ส่วนพัฒนาและฝึกสอน AI (AI Modeling) ผ่านแพลตฟอร์ม NomadML ที่ช่วยให้นักวิจัยสามารถพัฒนาโมเดลได้โดย ไม่ต้องเขียนโค้ดโปรแกรมที่ซับซ้อน เพียงนำชุดข้อมูลที่กำกับแล้วจาก RadiiView มาใช้บนแพลตฟอร์มนี้ ซึ่งเชื่อมต่อกับทรัพยากรประมวลผลสมรรถนะสูงอย่าง LANTA Supercomputer ของ สวทช. เพื่อเร่งกระบวนการพัฒนาโมเดล
3. ส่วนบริการ AI (AI Service Deployment) มุ่งเน้นการนำโมเดล AI ที่ผ่านการพัฒนาและตรวจสอบประสิทธิภาพแล้ว ไปสู่การใช้งานจริงในระบบบริการสุขภาพ โดยอาจให้บริการผ่าน National AI Service Platform เพื่อให้เกิดประโยชน์ในวงกว้าง

โดยแพลตฟอร์มดังกล่าว ได้รวบรวมภาพทางการแพทย์แล้วกว่า 2.2 ล้านภาพ ครอบคลุม 8 กลุ่มโรคสำคัญ ได้แก่ โรคทรวงอก, มะเร็งเต้านม (ภาพแมมโมแกรม), โรคตา (ภาพจอประสาทตา), โรคในช่องท้อง (ภาพอัลตราซาวด์), โรคผิวหนัง, โรคหลอดเลือดสมอง (ภาพ CT/MRI), และโรคกระดูกพรุน (ภาพ BMD/VFA) พร้อมทั้งพัฒนาโมเดล AI ต้นแบบแล้ว 2 บริการ ซึ่งมีศักยภาพในการช่วยแบ่งเบาภาระงานของบุคลากรทางการแพทย์ เพิ่มความแม่นยำในการวินิจฉัย และขยายโอกาสการเข้าถึงบริการสุขภาพ

ปัจจุบัน Medical AI Consortium มีสมาชิกเข้าร่วมขับเคลื่อนรวม 6 หน่วยงาน ได้แก่ กรมการแพทย์, คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ม.มหิดล, คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, คณะแพทยศาสตร์ ม.สงขลานครินทร์, คณะแพทยศาสตร์ ม.เชียงใหม่ และ คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล ม.นวมินทราธิราช

อย่างไรก็ดี สวทช. และพันธมิตร เชื่อมั่นว่าความร่วมมือและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลกลางทางการแพทย์นี้ จะเป็นปัจจัยสำคัญในการเร่งสร้างนวัตกรรม AI ทางการแพทย์ที่ใช้งานได้จริงในวงกว้าง จึงขอเชิญชวนหน่วยงานทางการแพทย์ สถาบันการศึกษา นักวิจัย และภาคเอกชน ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศนี้ เพื่อขับเคลื่อนระบบสาธารณสุขไทยให้ก้าวหน้าต่อไป

 ศาสตราจารย์ นายแพทย์ปิยะมิตร ศรีธรา อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ตัวอย่าง AI ที่คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ร่วมกับ บริษัทสตาร์ตอัป เริ่มพัฒนาการใช้ AI เพื่อการอ่านผลภาพเอกซเรย์ทรวงอก (Chest X-ray) ทางการแพทย์และสร้างรายงานทางการแพทย์เพื่อใช้ในการวินิจฉัยความผิดปกติของภาพเอกซเรย์ทรวงอก เพื่อขยายผลการให้บริการผู้ป่วยในโรงพยาบาลศิริราช โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ และศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก รวมทั้งโรงพยาบาลอื่น ๆ ในราคาถูกกว่าเมื่อเทียบกับการซื้อโปรแกรม AI มาจากต่างประเทศ ช่วยลดงบประมาณค่าใช้จ่ายโรงพยาบาลในประเทศไทย โดยล่าสุดเทคโนโลยีเพื่อการอ่านผลภาพเอกซเรย์ทรวงอก (Chest X-ray) ได้ผ่านมาตรฐานกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กระทรวงสาธารณสุขแล้ว และคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล กำลังพัฒนาไปยังโรคอื่น ๆ ซึ่งในอนาคตมีแผนจะดำเนินการวิจัยและพัฒนาเพื่อสร้าง AI สำหรับใช้ในโรงพยาบาลนำไปสู่การใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพต่อไป

อย่างไรก็ตาม Medical AI Consortium เป็นเครือข่ายสำคัญที่จะเป็นโอกาสให้ประเทศไทยดึง DATA มาร่วมแบ่งเป็นข้อมูลในการทำงานด้านการแพทย์มากยิ่งขึ้น เพื่อให้เกิดการพัฒนาข้อมูลทางการแพทย์ที่เป็นประโยชน์เพื่อให้ AI เรียนรู้ข้อมูลได้ฉลาดและแม่นยำมากขึ้น 

ด้าน นายแพทย์ธนินทร์ เวชชาภินันท์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ปัจจุบันปัญญาประดิษฐ์ (AI) ได้เข้ามามีบทบาทอย่างกว้างขวางในทุกภาคส่วน รวมถึงในวงการแพทย์ โดย AI ได้รับการยอมรับมากขึ้นในฐานะเครื่องมือสำคัญที่ช่วยเสริมประสิทธิภาพในการดูแลรักษาทางการแพทย์ ทั้งในด้านการวินิจฉัย การรักษา และการบริหารจัดการระบบสุขภาพ

ในประเทศไทยพบว่าผู้ป่วยเบาหวานกว่า 6 ล้านคน ราว 15–20% เสี่ยงภาวะเบาหวานขึ้นจอประสาทตา แต่มีจักษุแพทย์เฉพาะทางเพียง 250 คน จากข้อจำกัดดังกล่าว ได้มีการศึกษาทดลองการใช้ AI ใน 13 เขตสุขภาพจากบุคลากรทางการแพทย์เข้าร่วมการตรวจคัดกรองโรคจอประสาทตา พบว่า การตรวจโดยบุคลากรทางการแพทย์มีความไว (sensitivity) อยู่ที่ร้อยละ 74 และมีความแม่นยำ (specificity) สูงถึงร้อยละ 98 ขณะที่การตรวจโดยใช้ AI ให้ผลความไวที่สูงกว่ามาก คือประมาณร้อยละ 97 และมีความแม่นยำอยู่ที่ร้อยละ 96 ทำให้เห็นว่าระดับความแม่นยำจะใกล้เคียงกัน แต่ AI มีความสามารถในการตรวจคัดกรองโรคได้รวดเร็วและมีความไวสูงกว่า

“การนำ AI มาใช้ในการคัดกรองภาวะเบาหวานขึ้นจอประสาทตาสามารถช่วยลดระยะเวลาการรอคอยในการเข้ารับการตรวจ เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ของประชาชน และทำให้ผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยและรักษาได้อย่างทันท่วงที ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงต่อภาวะสูญเสียการมองเห็นและความพิการในผู้ป่วยเบาหวานได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

ทั้งนี้การพัฒนา AI สำหรับการแพทย์จำเป็นต้องใช้ข้อมูลภาพทางการแพทย์คุณภาพสูงปริมาณมาก ซึ่งที่ผ่านมามีความท้าทายในการรวบรวมและบริหารจัดการข้อมูลที่กระจัดกระจายให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน Medical AI Consortium จึงก่อตั้งขึ้นและขับเคลื่อนให้เกิด แนวคิด “ร่วมแชร์ เชื่อม ใช้” เพื่อเป็นกลไกความร่วมมือในการแบ่งปันและใช้ประโยชน์ข้อมูลทางการแพทย์อย่างมีธรรมาภิบาล โดยมีแพลตฟอร์มข้อมูลกลางทางการแพทย์ (Medical AI Data Platform) ที่พัฒนาขึ้นโดย เนคเทค สวทช. เป็นแพลตฟอร์มกลางดิจิทัล ทำหน้าที่รวบรวม จัดเก็บ บริหารจัดการ และให้บริการข้อมูลแก่สมาชิกในเครือข่ายและคนทั่วไป ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยระดับสากลและมาตรฐานคลาวด์กลางภาครัฐ (GDCC)

]]>
“อบรม AI กับภาพทางการแพทย์” พร้อมขับเคลื่อนเทคโนโลยีสู่ภาคสาธารณสุข https://www.nectec.or.th/news/news-pr-news/med-ai-2568-1.html Tue, 04 Feb 2025 04:56:42 +0000 https://www.nectec.or.th/?p=38881

เนคเทค สวทช.ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จัดอบรม “ปัญญาประดิษฐ์กับภาพทางการแพทย์ ครั้งที่ 1/2568” 31 มกราคม 2568 ณ อาคารเรียนรวม 4 ห้องประชุม 2 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม

โอกาสนี้ได้รับเกียรติจาก ดร.ศวิต กาสุริยะ รองผู้อำนวยการเนคเทค ในฐานะหัวหน้าโครงการกล่าวแนะนำโครงการ และได้รับเกีรยติจากรองศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร. อนุชัย ภิญโญภูมิมินทร์ รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน กล่าวตอนรับ

การอบรมครั้งนี้ ทีมนักวิจัยจากโครงการปัญญาประดิษฐ์ทางการแพทย์ ร่วมแนะนำโครงการและเครื่องมือที่พัฒนาในโครงการ ได้แก่

  • ดร.มารุต บูรณรัช นักวิจัยอาวุโสจากกลุ่มวิจัยวิทยาการข้อมูลและการวิเคราะห์
  • ดร.วลิตะ นาคบัวแก้ว นักวิจัยจากทีมวิจัยระบบสร้างภาพทางการแพทย์
  • ดร.ธีศิษฏ์ ลีลาสวัสดิ์สุข และ คุณศักย์ปณชัย เกศสิชาปกรณ์ นักวิจัยจากทีมวิจัยสมองกลอัจฉริยะและความจริงเสมือน

และในช่วงท้ายได้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น จากกลุ่มผู้ร่วมอบรม ที่มาจากโรงพยาบาลเอกชน, สสจ. นครปฐม, นักศึกษาและจากบริษัทเอกชน ซึ่งการอบรมนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการผลักดัน AI เพื่อพัฒนาวงการแพทย์ไทย!

]]>