SERS Chips – NECTEC : National Electronics and Computer Technology Center https://www.nectec.or.th ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ Wed, 10 Jun 2026 08:22:54 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=7.0.4 https://www.nectec.or.th/wp-content/uploads/2022/06/cropped-favicon-nectec-32x32.png SERS Chips – NECTEC : National Electronics and Computer Technology Center https://www.nectec.or.th 32 32 เนคเทค สวทช. ต้อนรับคณะผู้บริหาร ป.ป.ส. นำเสนอ Raman Spectroscopy และ AI หนุนภารกิจป้องกันและปราบปรามยาเสพติด https://www.nectec.or.th/news/news-pr-news/oncb-visit080669.html Wed, 10 Jun 2026 08:07:49 +0000 https://www.nectec.or.th/?p=43379

เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2569 ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ให้การต้อนรับคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่จากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (สำนักงาน ป.ป.ส.) นำโดย นายศิริสุข ยืนหาญ รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ในโอกาสเข้าเยี่ยมชมและประชุมหารือร่วมกับผู้บริหาร สวทช. ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จังหวัดปทุมธานี

การหารือครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและแสวงหาแนวทางความร่วมมือด้านการวิจัย พัฒนา และประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อสนับสนุนภารกิจด้านการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม

ในโอกาสดังกล่าว คณะผู้บริหารสำนักงาน ป.ป.ส. ได้เยี่ยมชมและรับฟังการบรรยายเกี่ยวกับ นวัตกรรมชิปขยายสัญญาณรามาน (Raman Spectroscopy) และระบบวิเคราะห์ข้อมูลด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) หรือ “OnSpec : SERS Chips” ที่พัฒนาโดยเนคเทค สวทช. เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองการนำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในการตรวจวิเคราะห์และสนับสนุนภารกิจของหน่วยงาน การนำเสนอและสาธิตศักยภาพของเทคโนโลยีดังกล่าว ดำเนินการโดย ดร.ศักย์ศรณ์ ลิ้มวิเชียร ดร.พิทักษ์ เอี่ยมชัย และคุณพชรมณฑ์ สมบูรณ์ศักดิ์ศรี จากทีมวิจัยเทคโนโลยีเซนเซอร์แสงไฟฟ้าเคมี (OEC) กลุ่มวิจัยอุปกรณ์สเปกโทรสโกปีและเซนเซอร์ (SSDRG)

ทั้งนี้ Raman Spectroscopy เป็นเทคนิคการวิเคราะห์ที่สามารถตรวจวัดและจำแนกองค์ประกอบของสารได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ ขณะที่ AI ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการประมวลผลและวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมาก ทำให้การสนับสนุนการตัดสินใจมีความแม่นยำและรวดเร็วยิ่งขึ้น เทคโนโลยีดังกล่าวจึงมีศักยภาพในการต่อยอดสู่การใช้งานด้านนิติวิทยาศาสตร์ การตรวจพิสูจน์สารต้องสงสัย ตลอดจนการสนับสนุนภารกิจของหน่วยงานด้านความมั่นคงและการบังคับใช้กฎหมาย

นอกจากนี้ คณะผู้บริหารสำนักงาน ป.ป.ส. และนักวิจัยเนคเทค สวทช. ยังได้ร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลและหารือแนวทางความร่วมมือในการประยุกต์ใช้ Raman Spectroscopy และ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจวิเคราะห์ข้อมูล และสนับสนุนการดำเนินงานด้านการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดในอนาคต อันจะนำไปสู่การต่อยอดความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถของหน่วยงานภาครัฐในการรับมือกับปัญหายาเสพติดได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

]]>
เนคเทค สวทช. โชว์นวัตกรรม AI ตรวจคัดกรอง “วัณโรคแฝง” ด้วย SERS-TB ในกิจกรรมสื่อมวลชนสัญจร ร้อยเอ็ด–ขอนแก่น https://www.nectec.or.th/news/news-pr-news/2026sers-tb-onspec.html Fri, 29 May 2026 08:39:47 +0000 https://www.nectec.or.th/?p=43319

สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) ร่วมกับคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ในฐานะผู้ร่วมพัฒนานวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) ตรวจคัดกรองวัณโรคแฝง ได้จัดกิจกรรมสื่อมวลชนสัญจรร่วมกับโรงพยาบาลร้อยเอ็ด และเครือข่ายสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 7 (สคร.7) ภายใต้แนวคิด “นวัตกรรมตรวจเลือดพกพา SERS-TB เพื่อช่วยในการยุติวัณโรค” ระหว่างวันที่ 25–26 พฤษภาคม 2569 ในพื้นที่จังหวัดขอนแก่นและจังหวัดร้อยเอ็ด เพื่อถ่ายทอดความก้าวหน้าของนวัตกรรมตรวจคัดกรองวัณโรคแฝง (Latent Tuberculosis Infection: LTBI) ที่ผสานเทคโนโลยี AI เข้ากับระบบสาธารณสุขไทย พร้อมมุ่งสู่เป้าหมายการยุติปัญหาวัณโรค (END TB) ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือภายในปี 2578

โดย เนคเทค สวทช. ได้นำ ผลงานวิจัย “SERS-TB” มาจัดแสดงพร้อมสาธิตการใช้งานจริง ซึ่งเป็นนวัตกรรมตรวจคัดกรองวัณโรคแฝงจากตัวอย่างเลือด ที่ผสานเทคนิค Surface-Enhanced Raman Spectroscopy (SERS) เข้ากับเครื่องตรวจวัดสัญญาณรามานแบบพกพา และระบบวิเคราะห์ข้อมูลด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการคัดกรองผู้มีความเสี่ยงได้อย่างรวดเร็วและเหมาะสมต่อการใช้งานในระดับชุมชน

ดร.นพดล นันทวงศ์ นักวิจัยอาวุโส กลุ่มวิจัยอุปกรณ์สเปกโทรสโกปีและเซนเซอร์ เนคเทค สวทช. กล่าวว่า เทคโนโลยีสำคัญของระบบนี้คือ “OnSpec” ชิปขยายสัญญาณรามานโครงสร้างนาโนจากโลหะเงินที่ทีมวิจัยพัฒนาขึ้น เพื่อเพิ่มความสามารถในการตรวจจับสัญญาณชีวโมเลกุลจากตัวอย่างเลือดที่มีความเข้มข้นต่ำ ช่วยให้การวิเคราะห์ข้อมูลมีความแม่นยำมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ ระบบ SERS-TB ถูกออกแบบให้สามารถใช้งานได้สะดวกในภาคสนาม โดยใช้ตัวอย่างเลือดปริมาณน้อยหยดลงบนชิป OnSpec ก่อนอ่านค่าด้วยเครื่องรามานแบบพกพา จากนั้นข้อมูลจะถูกส่งเข้าสู่ระบบ AI เพื่อประมวลผลและวิเคราะห์แบบอัตโนมัติ ช่วยลดระยะเวลาการรอผลจากกระบวนการตรวจทางห้องปฏิบัติการที่ใช้เวลาหลายวัน ให้เหลือเพียงระยะเวลาอันสั้น อีกทั้งยังช่วยลดภาระของบุคลากรทางการแพทย์ในการวิเคราะห์ข้อมูล และเพิ่มโอกาสในการคัดกรองเชิงรุกได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ภายในงานยังมีการจัดแสดงบูธผลงานวิจัยและนวัตกรรมด้านการตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์ของเนคเทค สวทช. พร้อมสาธิตการทำงานของระบบ SERS-TB ในสถานการณ์จำลอง เพื่อให้สื่อมวลชนและผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้เห็นกระบวนการทำงานจริงของเทคโนโลยี ตั้งแต่ขั้นตอนเตรียมตัวอย่าง การตรวจวัดด้วยเครื่อง Raman Spectrometer แบบพกพา ไปจนถึงการประมวลผลด้วย AI ซึ่งสะท้อนศักยภาพของการนำ Deep Tech มาประยุกต์ใช้ในระบบสาธารณสุขระดับพื้นที่

นอกจากนี้ คณะผู้บริหารและทีมนักวิจัยจากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น โรงพยาบาลร้อยเอ็ด สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 7 (สคร.7) และกองวัณโรค ยังได้ร่วมแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์เกี่ยวกับการพัฒนาและทดสอบนวัตกรรมในบริบทการใช้งานจริง โดยมุ่งเน้นการขยายผลระบบคัดกรองเชิงรุกสู่ระดับชุมชน เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงกลุ่มเสี่ยงและลดการแพร่กระจายของวัณโรคได้อย่างยั่งยืน

การดำเนินงานครั้งนี้สะท้อนบทบาทของ เนคเทค สวทช. ในการนำองค์ความรู้ด้าน AI เซนเซอร์ และเทคโนโลยีการตรวจวิเคราะห์ขั้นสูง มาพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์ที่ตอบโจทย์ปัญหาสาธารณสุขของประเทศ พร้อมสนับสนุนการยกระดับระบบบริการสุขภาพไทย และผลักดันเป้าหมายการยุติวัณโรคของประเทศไทยอย่างยั่งยืนในอนาคต

]]>
พลิกโฉมสาธารณสุขไทย ! สวทช. จับมือ มข.-รพ.ร้อยเอ็ด ปั้นนวัตกรรมรามาน AI ‘SERS-TB’ ขับเคลื่อน ‘Wellness Economy’ หยุดภัยเงียบ “วัณโรคแฝง” มุ่งเป้า END TB อีสาน ปี 2578 https://www.nectec.or.th/news/news-pr-news/2026-end-tb-serstb-onspec.html Wed, 27 May 2026 05:32:00 +0000 https://www.nectec.or.th/?p=43283

ในสมรภูมิด้านสาธารณสุขและการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสุขภาพ หรือ “Wellness Economy” หนึ่งในโจทย์ยากระดับประเทศที่ยืดเยื้อมานาน คือ การจัดการกับโรคอุบัติเก่าที่ไม่เคยหมดไปอย่าง “วัณโรค”

แต่สิ่งที่ทำให้โจทย์นี้ท้าทายยิ่งกว่ากลับไม่ใช่วัณโรคระยะแสดงอาการ แต่เป็นภัยเงียบที่กำลังซ่อนเร้นอยู่ในสังคมอย่าง ‘วัณโรคแฝง’ (Latent Tuberculosis Infection: LTBI) ซึ่งสถิติระบุว่าประชากรโลกถึง 1 ใน 4 มีเชื้อวัณโรคแฝงซ่อนอยู่โดยไม่รู้ตัวเนื่องจากยังไม่แสดงอาการ ทว่าพร้อมจะปะทุและลุกลามกลายเป็นวัณโรคระยะแพร่กระจายทันทีที่ภูมิคุ้มกันร่างกายลดลง

การตัดวงจรตั้งแต่ระยะเริ่มต้นจึงเป็นกุญแจสำคัญที่สุดในการยุติโรคนี้ ล่าสุด สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) ร่วมกับคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น โรงพยาบาลร้อยเอ็ด และเครือข่ายสาธารณสุขในเขตสุขภาพที่ 7 ได้จัดกิจกรรมสื่อมวลชนสัญจร “นวัตกรรมตรวจเลือดพกพา SERS-TB เพื่อช่วยในการยุติวัณโรค” ระหว่างวันที่ 24-26 พฤษภาคม 2569 ในพื้นที่ขยายผลในจังหวัดร้อยเอ็ดและพื้นที่ความร่วมมือวิจัยในจังหวัดขอนแก่น เพื่อสาธิตการใช้งานต้นแบบนวัตกรรมคัดกรองที่หลอมรวมเทคโนโลยี AI เข้ากับงานสาธารณสุขมูลฐานอย่างลงตัว มุ่งสู่ เวทีบูรณาการเทคโนโลยีต้านวัณโรค พร้อมปักหมุดผลักดันเป้าหมาย END TB ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภายในปี พ.ศ. 2578 (ค.ศ. 2035) ให้สำเร็จเป็นจริง

‘เครื่องยนต์วิจัยของชาติ’ ดัน Wellness Economy ยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทย

ดร.วรวรงค์ รักเรืองเดช รองผู้อำนวยการ สวทช. เปิดเผยถึงวิสัยทัศน์ในการผลักดันงานวิจัยชิ้นนี้ว่า นวัตกรรม SERS-TB เป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนของ สวทช. ในการทำหน้าที่เป็น “ขุมพลังวิจัย” และ “เครื่องยนต์วิจัยของชาติ” เพื่อตอบสนองต่อนโยบายการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสุขภาพ (Wellness Economy) ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) อย่างเป็นรูปธรรม โดยมุ่งเน้นการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีขั้นสูงมาแก้โจทย์วิกฤตด้านสุขภาพ เพื่อให้คนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและเท่าเทียมกัน

“การที่งานวิจัยด้านเครื่องมือแพทย์จะก้าวข้ามจากหิ้งไปสู่การใช้ประโยชน์จริงในระบบสาธารณสุขได้อย่างยั่งยืนนั้น จากงานวิจัยผลักดันเป็นนวัตกรรมจะต้องผ่านการทดสอบรอบด้าน ทั้งในมิติสมรรถนะ ความเหมาะสมกับระบบบริการจริง ความปลอดภัย และมาตรฐานทางการแพทย์เพื่อเตรียมพร้อมสู่การขึ้นทะเบียนตามข้อกำหนดของหน่วยงานกำกับดูแล จุดแข็งที่สุดของโครงการนี้ คือ การที่นวัตกรรมไทยได้ลงมาเรียนรู้และรับโจทย์จากพื้นที่ปฏิบัติงานจริงตั้งแต่ยังอยู่ในระยะวิจัย ทำให้นักวิจัยเข้าใจข้อจำกัด และเปิดโอกาสให้แพทย์รวมถึงบุคลากรหน้างานมีส่วนร่วมออกแบบทิศทางพัฒนาร่วมกัน สวทช. ตั้งเป้าที่จะผลักดันให้นวัตกรรมนี้สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อระบบสาธารณสุขไทยในวงกว้าง ไม่ใช่เป็นเพียงแค่โมเดลต้นแบบในห้องแล็บเท่านั้น”
ดร.วรวรงค์ กล่าว

เทคโนโลยี ‘OnSpec และ AI’ ย่นเวลา ‘คัดกรองวัณโรคแฝง’ จาก 2 วันเหลือ 10 นาที

ดร.นพดล นันทวงศ์ นักวิจัยอาวุโส กลุ่มวิจัยอุปกรณ์สเปกโทรสโกปีและเซนเซอร์ เนคเทค สวทช. กล่าวว่า เมื่อเจาะลึกไปที่กลไกการทำงานของนวัตกรรม SERS-TB เป็นการประยุกต์ใช้เทคนิค Surface-Enhanced Raman Spectroscopy (SERS) ร่วมกับ เครื่องวัดสัญญาณรามานแบบพกพา (Portable Raman Spectrometer) และระบบประมวลผลอัจฉริยะด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) หัวใจสำคัญที่เนคเทคพัฒนาขึ้น คือ “OnSpec” (ออนสเปก) ชิปขยายสัญญาณรามานโครงสร้างนาโนจากโลหะเงินที่ผลิตด้วยเทคนิคการเคลือบฟิล์มบางขั้นสูง ซึ่งมีคุณสมบัติพิเศษในการขยายสัญญาณการกระเจิงแสงรามานได้มหาศาล ทำให้นักวิจัยสามารถตรวจวัดและตรวจจับสัญญาณชีวโมเลกุลจำเพาะจากตัวอย่างเลือด (พลาสมา) ที่มีความเจือจางมากในระดับ Trace Concentration ได้อย่างแม่นยำ ซึ่งวิธีปกติไม่สามารถทำได้

“ขั้นตอนการทำงานจริงหน้างานถูกออกแบบให้ง่ายและรวดเร็ว (Workflow Optimization) เริ่มจากการหยดตัวอย่างเลือดปริมาณน้อยลงบนชิป OnSpec รอให้แห้ง แล้วใช้เครื่องรามานแบบพกพาอ่านสัญญาณเพื่อบันทึกลักษณะสเปกตรัม เนื่องจากสัญญาณรามานมีรายละเอียดและความซับซ้อนของข้อมูลสูงมาก ทีมวิจัยจึงได้พัฒนา AI เข้ามาทำหน้าที่ประมวลผลข้อมูลและวิเคราะห์รูปแบบสเปกตรัมเหล่านั้นร่วมกันเป็นระบบเดียว ทำให้การอ่านผลมีความเป็นระบบ แม่นยำ ช่วยลดเวลาการรายงานผลเชิงเทคนิคเหลือเพียงไม่กี่นาทีหรือไม่ถึง 1 ชั่วโมง จากเดิมที่ต้องรอผลแล็บทางคลินิกนาน 1-2 วัน อีกทั้งยังช่วยลดภาระของบุคลากรทางการแพทย์หน้างานในการตีความข้อมูล จึงตอบโจทย์การเป็นนวัตกรรมคัดกรองขั้นสูง ณ จุดดูแลผู้ป่วย (Point-of-Care) ในชุมชนอย่างแท้จริง” ดร.นพดล อธิบาย

ส่วนประกอบของแพลตฟอร์ม

ประสานพลัง มข. ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ “AI-based TB Diagnosis for All”

ความก้าวหน้าในการเปลี่ยน Deep Tech เพื่อให้กลายเป็นเครื่องมือที่ใช้งานได้จริงในโรงพยาบาล เกิดขึ้นจากความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับพันธมิตรหลักอย่างมหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) โดย ศาสตราจารย์ พญ.วิภา รีชัยพิชิตกุล คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญในมิติทางคลินิกว่า การพัฒนานวัตกรรมคัดกรองวัณโรค โดยเฉพาะในกลุ่ม ‘วัณโรคแฝง’ จำเป็นต้องเดินควบคู่ไปกับองค์ความรู้ทางการแพทย์และบริบทของระบบบริการสาธารณสุขจริง โดยเป้าหมายหลักของงานวิจัยชิ้นนี้คือการเพิ่มทางเลือกในการคัดกรองที่มีความรวดเร็วและเข้าถึงง่ายขึ้นในระดับชุมชน โดยผลลัพธ์ที่ได้จากระบบ SERS-TB จะถูกนำไปใช้ร่วมกับข้อมูลทางคลินิกอื่น ๆ เพื่อช่วยให้แพทย์สามารถประเมินความเสี่ยงและตัดสินใจทางการแพทย์ได้อย่างรอบคอบและเหมาะสมที่สุด การลงพื้นที่ทดสอบจริงครั้งนี้จึงช่วยให้ทีมวิจัยได้เห็นแง่มุมการใช้งานเพื่อนำไปปรับปรุงเทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้ป่วยจริง

ขณะที่ ศ. ดร.เกียรติไชย ฟักศรี คณบดีบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยขอนแก่น และผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและบริการตรวจวินิจฉัยโรคติดเชื้อระบาดใหม่ กล่าวถึงการเข้าถึงนวัตกรรมภายใต้แนวคิด “AI-based TB Diagnosis for All: นวัตกรรมการตรวจวัณโรคถ้วนหน้า เร็ว ง่าย เข้าถึงชุมชน”  ว่า “AI-based TB Diagnosis for All คือ ทิศทางอนาคตของการนำปัญญาประดิษฐ์และเทคโนโลยีวินิจฉัยยุคใหม่เข้ามาทลายข้อจำกัดเดิม ๆ เพื่อช่วยให้ระบบคัดกรองวัณโรคทำงานได้เร็วขึ้น เข้าถึงง่ายขึ้น และขยายการบริการลงลึกไปสู่ระดับชุมชนห่างไกลได้มากขึ้น การพัฒนานวัตกรรมสุขภาพในลักษณะนี้เริ่มต้นจากโจทย์จริงของประเทศ เทคโนโลยีจึงถูกหล่อหลอมขึ้นจากข้อมูลที่มีคุณภาพ การทดสอบทางคลินิกที่เข้มข้น และการประสานพลังร่วมกันระหว่าง สวทช. มหาวิทยาลัยขอนแก่น โรงพยาบาลร้อยเอ็ด และเครือข่ายในพื้นที่ เพื่อให้ประชาชนได้รับโอกาสในการตรวจคัดกรองและเข้าถึงระบบดูแลรักษาสุขภาพได้อย่างเท่าเทียมกัน

สมรภูมิจริง รพ.ร้อยเอ็ด ถอดรหัสความท้าทายและการบริหารจัดการระดับพื้นที่

ด้าน นพ.ชินวัฒน์ ศรีใส รองผู้อำนวยการด้านปฐมภูมิ โรงพยาบาลร้อยเอ็ด ได้ให้ภาพสะท้อนเชิงลึกเกี่ยวกับสถานการณ์และบทบาทของโรงพยาบาลในพื้นที่ว่า โรงพยาบาลร้อยเอ็ดตระหนักดีถึงอุบัติการณ์ของวัณโรคและให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบบริการอย่างครบวงจรมาโดยตลอด ตั้งแต่ขั้นคัดกรอง รักษา ติดตามผู้สัมผัสร่วมบ้าน ไปจนถึงการบูรณาการเครือข่ายสาธารณสุข วัณโรคเป็นวิกฤตสาธารณสุขที่ไม่สามารถแก้ได้ด้วยหน่วยงานเดียว แต่ต้องทำงานประสานกันทั้งระบบ ตั้งแต่โรงพยาบาล จังหวัด เขตสุขภาพ ไปจนถึงชุมชนรากหญ้า การนำระบบ SERS-TB เข้ามาทดสอบในสนามจริงที่โรงพยาบาลร้อยเอ็ด จึงเป็นขั้นตอนเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญยิ่งที่ช่วยให้ทีมวิจัยได้เห็นสภาพแวดล้อมที่แท้จริง ทั้งขั้นตอนของคลินิก ห้องปฏิบัติการ และภาระงานของบุคลากร เพื่อปรับแต่งนวัตกรรมให้ตอบโจทย์หน้างานและเพิ่มโอกาสค้นหาผู้มีความเสี่ยงในชุมชนให้เร็วยิ่งขึ้นในอนาคต

ด้าน พ.ท.นพ.ฐมฤกษ์ แสงเงิน ผู้อำนวยการคลินิกวัณโรค โรงพยาบาลร้อยเอ็ด ได้เปิดเผยถึงแง่มุมการทำงานเชิงรุกในพื้นที่ร้อยเอ็ดที่เชื่อมโยงกับแนวทางการทำงานของพื้นที่ขอนแก่นว่า เมื่อเทคโนโลยีขั้นสูงต้องลงมาเผชิญความจริงในระดับปฏิบัติการงานควบคุมวัณโรคหน้างานมีความซับซ้อนสูงมาก ไม่ใช่เพียงแค่การตรวจเจอแล้วให้ยารักษา แต่ความท้าทายหลักอยู่ที่การติดตามกลุ่มผู้สัมผัสร่วมบ้าน (House Contact) การป้องกันและลดอัตราการขาดยาของผู้ป่วย ตลอดจนการบริหารจัดการระบบข้อมูลร่วมกันผ่านเครื่องมือดิจิทัล เช่น ระบบ TB Data Center เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างโรงพยาบาลและชุมชน

“การนำเครื่องมือ SERS-TB มาทดสอบภาคสนามช่วยให้เรามองเห็นรายละเอียดที่ห้องแล็บในกรุงเทพฯ อาจจะบอกไม่ได้ทั้งหมด ทั้งเรื่องกระบวนการเก็บสิ่งส่งตรวจ การไหลเวียนของผู้ป่วย (Patient Flow) การจัดสรรพื้นที่ และการทำงานร่วมกับห้องแล็บในโรงพยาบาล หัวใจสำคัญคือ เทคโนโลยีใหม่ต้องไม่สร้างภาระงานเพิ่มให้แก่เจ้าหน้าที่สาธารณสุขหน้างาน และต้องเชื่อมโยงเข้ากับระบบฐานข้อมูลติดตามผู้ป่วยที่มีอยู่เดิมได้อย่างไร้รอยต่อ ทั้งนี้ปัจจุบันโรงพยาบาลร้อยเอ็ดมีแนวทางการค้นหาผู้ป่วยเชิงรุก (Active Case Finding) โดยจับมือร่วมกับเครือข่ายอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) และใช้การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพื้นที่ระบุพิกัดจุดเสี่ยง ซึ่งจะเป็นโอกาสสำคัญในการนำนวัตกรรมคัดกรองไวอย่าง SERS-TB ไปต่อยอดทำงานเชิงรุกในชุมชน หลังเสร็จสิ้นกระบวนการวิจัยทดสอบภาคสนามนี้ต่อไป” พ.ท.นพ.ฐมฤกษ์ ระบุ

]]>
เนคเทค สวทช. ร่วมเวที RAMA MEDICAL INNOVATIONS AND PITCHING DAY 2025 โชว์ผลงานวิจัย–นวัตกรรมการแพทย์ https://www.nectec.or.th/news/news-pr-news/rama-qic2025.html Tue, 02 Sep 2025 08:33:56 +0000 https://www.nectec.or.th/?p=41099

วันที่ 28 สิงหาคม 2568 – คณะเเพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล จัดงาน มหกรรมคุณภาพและนวัตกรรม (Quality and Innovation Conference) ครั้งที่ 32 ภายใต้หัวข้อ “รามาธิบดียกระดับการพัฒนาคุณภาพและการเปลี่ยนแปลงด้วย AI” ระหว่างวันที่ 28-29 สิงหาคม 2568 ณ อาคารเรียนและปฏิบัติการรวมด้านการแพทย์และโรงเรียนพยาบาลรามาธิบดี

ภายในงานดังกล่าว สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) และศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) ได้เข้าร่วมกิจกรรม “RAMA MEDICAL INNOVATIONS AND PITCHING DAY 2025” จัดแสดงผลงานวิจัยและนวัตกรรม ที่เกี่ยวข้องกับการประยุกต์ใช้ AI และเทคโนโลยีขั้นสูงทางการแพทย์ พร้อมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้กับบุคลากรทางการแพทย์และนักวิจัยจากหลากหลายสาขา โดยผลงานที่นำมาจัดแสดง ได้แก่

– แพลตฟอร์มวินิจฉัยโรคทางการแพทย์ด้วยเครื่องวัดสัญญาณรามานแบบพกพา ร่วมกับชิปขยายสัญญาณรามาน
– Medical AI Data Platform แพลตฟอร์มข้อมูลกลางทางการแพทย์ ภายใต้ Medical AI Consortium
– Customizable 3D-Printed Soft Materials for Advanced Medical Uses วัสดุนิ่มเรซินไวแสง (UV-curable resin) สำหรับเครื่องพิมพ์สามมิติประเภท LCD และ DLP สามารถปรับสมบัติเชิงกล และออกแบบให้เหมาะสมกับการใช้งานในอุตสาหกรรมการแพทย์
– SonoSein (โซโนเซน) แบบจำลองเพื่อฝึกเก็บชิ้นเนื้อคัดกรองมะเร็งเต้านม
– ROSS : MOTION ASSIST EXOSUIT ชุดพยุงหลังป้องกันการบาดเจ็บสำหรับผู้ดูแล รุ่น Black support

นอกจากนี้ยังมีการบรรยายแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ หัวข้อ Navigating Tomorrow: AI in Business Innovation and Healthcare Transformation โดย ดร.เทพชัย ทรัพย์นิธิ ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยปัญญาประดิษฐ์ NECTEC สวทช. และ นายกสมาคมปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย

พร้อมด้วยเวทีเสวนาหัวข้อ “From Code to Care: Partnering AI and Medicine” สะท้อนถึงศักยภาพของ AI ในการยกระดับการดูแลรักษาทางการแพทย์ ตั้งแต่การวิจัยขั้นพื้นฐานไปจนถึงการประยุกต์ใช้ในโรงพยาบาลและการดูแลผู้ป่วยจริง ร่วมเสวนาโดย
– ดร.เทพชัย ทรัพย์นิธิ ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยปัญญาประดิษฐ์
– ดร.นพดล นันทวงศ์ ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยอุปกรณ์สเปกโตรสโคปีและเซนเซอร์
– ดร.สรรพฤทธิ์ มฤคทัต หัวหน้าทีมวิจัยการประมวลผลและเข้าใจภาพ
– ผศ. นพ.มนต์ธวัช อำนวยผล หัวหน้าศูนย์สุขภาพแนวหน้ารามาธิบดี คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี
ดำเนินรายการโดย อ. พญ.ชญานิน นิติวรางกูร ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายนวัตกรรมและคู่ความร่วมมือ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี

งาน “RAMA MEDICAL INNOVATIONS AND PITCHING DAY 2025” จัดขึ้นเพื่อเปิดเวทีให้หน่วยงานวิจัย สถาบันการศึกษา และภาคเอกชน ได้นำเสนอผลงานด้านนวัตกรรม สิ่งประดิษฐ์ทางการแพทย์ รวมถึงการเปิดโอกาสในการพัฒนาความร่วมมือต่อยอดไอเดียสู่การใช้งานจริง โดยในปีนี้มีการจัดนิทรรศการจากหลากหลายองค์กร รวมถึงเวที Pitching ของนักศึกษาแพทย์ และการเสวนาจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้านนวัตกรรมสุขภาพและเทคโนโลยีดิจิทัล

การเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ สะท้อนพันธกิจของ สวทช. ในการผลักดันการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีด้านการแพทย์ดิจิทัล ตลอดจนการสร้างความร่วมมือระหว่างภาควิจัย ภาครัฐ และภาคการแพทย์ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนไทยอย่างยั่งยืน

]]>
รามานสเปกโทรสโกปี: โอกาสใหม่ของการแพทย์ในยุคดิจิทัล เทคโนโลยีช่วยพลิกโฉมการวินิจฉัยโรค https://www.nectec.or.th/news/news-pr-news/20250204-raman.html Wed, 05 Feb 2025 10:40:18 +0000 https://www.nectec.or.th/?p=38966

4 กุมภาพันธ์ 2568 – สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) และ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) ร่วมกับ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล จัดการประชุมวิชาการหัวข้อ “รามานสเปกโทรสโกปี: โอกาสใหม่ของการแพทย์ในยุคดิจิทัล” ณ ห้องประชุมดวงกมล โรงแรม เดอะ สุโกศล กรุงเทพมหานคร

ภายในงานมีการนำเสนอผลงานวิจัยที่สำคัญ อาทิ

  • พื้นฐานและการนำไปใช้ของรามานสเปกโทรสโกปีในทางการแพทย์
    โดย ดร. นพดล นันทวงศ์ จากเนคเทค สวทช.
  • การประยุกต์ใช้สเปกโทรสโกปีแบบรามานและ SERS ในการวินิจฉัยทาง
    การแพทย์
    โดย ศ.ดร.เกียรติไชย ฟักศรี มหาวิทยาลัยขอนแก่น
  • การประยุกต์ใช้ SERS ในการวินิจฉัยโรคไข้เลือดออก 2 หัวข้อ
    • ปัญหา ความท้าทายและทิศทางงานวิจัยโรคไข้เลือดออก
      โดย รศ.ดร.พญ.ปนิษฎี อวิรุทธ์นันท์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
    • การทดสอบสเปกโทรสโกปีแบบรามานและ SERS ในโรคไข้เลือดออก
      โดย ดร.ศันสนีย น้อยสคราญ จากไบโอเทค สวทช.

นอกจากนี้ ยังมีการอภิปรายในประเด็น “ความท้าทายและโอกาสของรามานสเปกโทรสโกปีในอนาคต” โดยผู้เชี่ยวชาญจากภาครัฐ แหล่งทุนวิจัย และภาคเอกชน เพื่อแสวงหาความร่วมมือและแนวทางในการผลักดันเทคโนโลยีนี้สู่การใช้จริงในระบบบริการสาธารณสุข ประกอบด้วย

  • ศ.ดร. เกียรติไชย ฟักศรี จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น
  • ผศ.ดร. วรรณรัช สันติอมรทัต จากหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.)
  • พญ. กนกวรรณ ศรีรักษา จากโรงพยาบาลขอนแก่น
  • คุณวงศกฤต อุราวรรณ จากกองควบคุมเครื่องมือแพทย์ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
  • คุณศราวุฒิ แซ่ภู่ จากบริษัท BioEntist Co., Ltd

การประชุมครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจาก สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) มีนักวิจัย บุคลากรทางการแพทย์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ความสนใจเข้าร่วมกว่า 60 ท่าน เพื่อร่วมกันสำรวจศักยภาพของเทคโนโลยีสเปกโทรสโกปีแบบรามาน (Raman Spectroscopy) ในการตรวจวินิจฉัยโรคติดเชื้อ ซึ่งเป็นก้าวสำคัญของวงการแพทย์ไทยสู่ยุคดิจิทัล

รามานสเปกโทรสโกปี: ความก้าวหน้าสู่การแพทย์แม่นยำ

รามานสเปกโทรสโกปีเป็นเทคนิควิเคราะห์ทางแสงที่สามารถตรวจจับโครงสร้างโมเลกุลของสารต่างๆ ได้อย่างละเอียด โดยมีเทคนิคการขยายสัญญาณที่เรียกว่า Surface-Enhanced Raman Spectroscopy (SERS) ซึ่งช่วยเพิ่มความไวของการตรวจจับสารชีวภาพ เช่น โปรตีน ไวรัส และชีวโมเลกุลอื่นๆ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาเครื่องมือวินิจฉัยทางการแพทย์ที่แม่นยำและรวดเร็ว

ปัจจุบัน ทีมวิจัยกำลังร่วมมือกันพัฒนา ระบบตรวจวินิจฉัยโรคไข้เลือดออก โดยใช้เทคโนโลยี SERS ควบคู่กับ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อวิเคราะห์และทำนายระดับความรุนแรงของโรค ซึ่งจะช่วยลดเวลาในการตรวจวินิจฉัยและเพิ่มโอกาสในการรักษาได้อย่างทันท่วงที

ผลจากการประชุมครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของรามานสเปกโทรสโกปีในการเปลี่ยนแปลงแนวทางการวินิจฉัยโรค โดยเฉพาะโรคติดเชื้อที่เป็นปัญหาสาธารณสุขระดับโลก ทั้งนี้ความร่วมมือระหว่างภาควิชาการ หน่วยงานภาครัฐ และเอกชน จะเป็นปัจจัยสำคัญในการผลักดันให้เทคโนโลยีนี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบสาธารณสุขไทย หากมีการนำเทคโนโลยีนี้ไปประยุกต์ใช้อย่างแพร่หลาย นอกจากจะช่วยเพิ่มความแม่นยำในการตรวจโรค ยังสามารถลดต้นทุนและระยะเวลาของกระบวนการวินิจฉัย ซึ่งจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของวงการแพทย์ไทยในยุคดิจิทัล

ภาพและข่าวโดย ศุภนุช จันทรศิริ
อัปเดตเว็บไซต์โดย มาริสา พัดไทสงฆ์ สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์

]]>
สวทช. ผนึกกำลัง มข. ลงนามความร่วมมือเสริมแกร่งทางวิชาการเดินหน้าวิจัย สร้าง และขยายนวัตกรรมการตรวจโรควัณโรค https://www.nectec.or.th/news/news-pr-news/nstda-mou-kku-tb.html Mon, 27 Mar 2023 05:03:07 +0000 https://www.nectec.or.th/?p=32392

24 มีนาคม 2566 : สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ลงนามความร่วมมือทางวิชาการร่วมกับ มหาวิทยาลัยขอนแก่น  มุ่งการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีด้านนวัตกรรมทางการแพทย์และชีววิทยา ด้านเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และการประมวลผลทางคอมพิวเตอร์ เช่น ระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) พร้อมเสริมทัพนวัตกรรมสมัยใหม่ ช่วยในการขับเคลื่อนประเทศ ในหลากลายมิติ

รองศาสตราจารย์ นายแพทย์ชาญชัย พานทองวิริยะกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า จากเดิมที่ผ่านมาจากมหาวิทยาลัยขอนแก่นและสวทช.มีความร่วมมือระหว่างอาจารย์นักวิจัย อยู่อย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว แต่เพื่อให้เกิดความร่วมมือที่มากขึ้น และเป็นการยกระดับบรรยากาศในการทำงานร่วมกันที่ชัดเจนและต่อเนื่อง ในการผลักดันให้เกิดระบบนิเวศน์ของการใช้เทคโนโลยีที่วิจัยและพัฒนาขึ้นภายในประเทศ

การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ ระหว่าง 2 หน่วยงานในครั้งนี้มีขึ้น โดยมุ่งหวังให้งานวิจัยและเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นนั้น สามารถนำไปสู่ผลกระทบต่อสังคม ก่อให้เกิดการใช้ประโยชน์ในวงกว้าง ต่อสังคมทุกภาคส่วน และเพื่อการขับเคลื่อนประเทศอย่างยั่งยืน ซึ่งจะเป็นกลไกที่ช่วยส่งเสริมการทำงานวิจัยและสร้างนวัตกรรมร่วมกัน และนำไปสู่ความร่วมมือใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้น รวมถึงเป็นการเพิ่มโอกาสสร้างความร่วมมือด้านการศึกษาและการวิจัยระดับบัณฑิต ศึกษา เพื่อผลิตบัณฑิตที่มีสมรรถนะสูงตอบโจทย์การขับเคลื่อนประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล สอดคล้องกับยุทธศาสตร์การปฏิรูปการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน การพัฒนาเชิงพื้นที่ รวมไปถึงการขับเคลื่อนประเทศในมิติการแพทย์และสาธารณสุขทั้งระดับประเทศและภูมิภาค ที่ผ่านมามีความร่วมมือในด้านการนำเทคโนโลยีทางนาโนจาก สวทช. มาช่วยพัฒนานวัตกรรมตรวจวัดตัวอ่อนของพยาธิใบไม้ตับ และนวัตกรรมเซนเซอร์ตรวจหาโปรตีนบ่งชี้มะเร็งท่อน้ำดีเพื่อคัดกรองกลุ่มเสี่ยงระยะเริ่มแรกที่จะช่วยลดอัตราการเสียชีวิต

สำหรับความร่วมมือในครั้งนี้ มหาวิทยาลัยขอนแก่น พร้อมสนับสนุนให้เกิดการขยายความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี ที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพด้านการวิจัยและพัฒนา ด้านนวัตกรรมทางการแพทย์และชีววิทยา ด้านเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และการประมวลผลทางคอมพิวเตอร์ ที่จะนำไปสู่การสร้างนวัตกรรมผลงานวิจัย ตลอดจนผนึกกำลัง อาจารย์ นักวิจัย นักศึกษา ในการพัฒนาข้อเสนอโครงการวิจัยเพื่อขอรับการสนับสนุนทุนวิจัยจากภายในประเทศและต่างประเทศ บูรณาการแลกเปลี่ยนเรียนรู้แบบองค์รวมทั้ง 2 หน่วยงาน รวมถึงส่งเสริมและพัฒนาสนับสนุนนักศึกษาเพื่อปฏิบัติงานวิจัยและเพิ่มทักษะโดยใช้งานวิจัยเป็นฐานอีกด้วย

ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า สวทช. มีความมุ่งมั่นเป็นอย่างยิ่ง ในการทำงานร่วมกับพันธมิตร ซี่งเป็นเจ้าของโจทย์ที่สำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมไทย  สวทช. พร้อมนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมไปเสริมการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับภารกิจต่างๆ ของมหาวิทยาลัยขอนแก่น เพื่อสร้างเครือข่าย ความร่วมมือด้านเทคโนโลยีและการวิจัย โดยมีกรอบความร่วมมือครอบคลุม การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีด้านนวัตกรรมทางการแพทย์และชีววิทยา ด้านเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และการประมวลผลทางคอมพิวเตอร์ เช่น ระบบปัญญาประดิษฐ์(AI) นวัตกรรมด้านการเกษตรและอาหาร นวัตกรรมเพื่ออุตสาหกรรมสมัยใหม่ นวัตกรรม ด้านวัสดุศาสตร์และพลังงาน เป็นต้น การลงนามระหว่าง 2 หน่วยงาน มหาวิทยาลัยขอแก่นซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านการแพทย์บริการประชาชนและโรคประจำถิ่น  ผนวกกับความเชี่ยวชาญของเนคเทค สวทช. ในเรื่องของเทคโนโลยีขึ้นสูง

ในส่วนการพัฒนานวัตกรรการป้องกันดูแลรักษาวัณโรค ได้มีความร่วมมือกันระหว่าง ศูนย์วิจัยและบริการตรวจวินิจฉัยโรคติดเชื้อระบาดใหม่ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น โดยการนำเทคโนโลยีขั้นสูงอย่าง พื้นผิวขยายสัญญาณ Raman ที่วิจัยพัฒนาโดย เนคเทค สวทช. มีชื่อว่า “ONSPEC” มาร่วมกันวิจัยเพื่อสร้างเป็นเครื่องมือ ที่มี ประสิทธิภาพในการตรวจคัดกรอง วัณโรคทั้งแบบแสดงอาการและวัณโรคระยะแฝงได้อย่างรวดเร็ว (ใช้เวลาไม่ถึง 1 ชม จากเดิม 1-2 วัน) พร้อมทั้งร่วมกันพัฒนายื่นข้อเสนอขอทุนวิจัยไปยังองค์กรต่างประเทศ (On process 80 %) ซึ่งมีเครือข่ายในการนำผลงานไปขยายผลทั่วโลก อันจะเป็นผลในการเพิ่มประสิทธิภาพสู่การยุติอุบัติการณ์ของวัณโรคตามเป้าหมายขององค์การอนามัยโลก เพื่อยุติการแพร่ระบาดของวัณโรค ในปี 2035 อีกทั้งยังยกระดับอุตสาหกรรมผลิตเซนเซอร์และการบริการตรวจวัดของประเทศไทยไปสู่ตลาดสากลต่อไป

เนื่องในวัน World TB Day 2023 เนคเทคได้จัดกิจกรรมสัมมนาทางวิชาการเรื่องเทคโนโลยีและการวิจัยเพื่อยุติวัณโรค โดย ดร.ศรัณย์ สัมฤทธิ์เดชขจร รองผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี แห่งชาติ(สวทช.) สายบริหารการวิจัยและพัฒนา กล่าวเปิดกิจกรรม โดยกล่าวถึงความสำคัญของการจัดกิจกรรม และ World TB Day 2023 ที่สหพันธ์องค์กรต่อต้านวัณโรคและโรคปอดนานาชาติ กำหนดให้ 24 มีนาคมของทุกปีเป็น “วันวัณโรคสากล” (World TB Day) และกำหนดหัวข้อรณรงค์ คือ “Unite to End TB” ภาษาไทย คือ“ รวมพลัง ยุติวัณโรค” หมายความว่า “ร่วมกันทุกภาคส่วน เพื่อจะยุติปัญหาวัณโรค”

รองศาสตราจารย์เกียรติไชย ฟักศรี คณบดีบัณฑิตวิทยาลัยและผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและบริการตรวจวินิจฉัยโรคติดเชื้อระบาดใหม่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวถึงการประยุกต์เทคโนโลยีขั้นสูง และร่าง Guideline ในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อยุติวัณโรค

ดร.นพดล นันทวงศ์ ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยอุปกรณ์สเปกโทรสโกปีและเซนเซอร์ เนคเทค สวทช. กล่าวถึงการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี Raman scattering และ surface-enhanced Raman scattering ในการตรวจวินิจฉัยวัณโรค

แพทย์หญิงผลิน กมลวัทน์ ผู้อำนวยการกองวัณโรค กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงแผนยุติวัณโรค (End-TB) ในประเทศไทย พร้อมเชิญแขกพิเศษ Dr.Nobuyuki Nishikiori , Medical Officer จาก World Health Organization (WHO) ร่วมแชร์ และอภิปรายแลกเปลี่ยนแสดงความคิดเห็น

จากนั้นเป็นการแถลงการเริ่มดำเนินการวิจัยที่ยื่นขอการสนับสนุนจาก Open Philanthropy Foundation เรื่อง Development of Raman spectroscopy (RS) and Surface Enhanced Raman Scattering (SERS) based test for diagnosis of active tuberculosis and latent tuberculosis infection supporting mass screening in the community โดย รองศาสตราจารย์เกียรติไชย ฟักศรี คณบดีบัณฑิตวิทยาลัยและผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและบริการตรวจวินิจฉัยโรคติดเชื้อระบาดใหม่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ร่วมกับ ดร.นพดล นันทวงศ์ ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยอุปกรณ์สเปกโทรสโกปีและเซนเซอร์ เนคเทค สวทช.

]]>
World TB Day 2023 ปักหมุดยุติวัณโรค! กับสัมมนา “เทคโนโลยีและการวิจัยเพื่อยุติวัณโรค” https://www.nectec.or.th/news/news-pr-news/2023sers-endtb.html Thu, 23 Mar 2023 09:03:57 +0000 https://www.nectec.or.th/?p=32353

เวทีที่จะมาเผยเทคนิคใหม่ในการตรวจวินิจฉัยวัณโรคได้ไวยิ่งขึ้น พร้อมอัปเดตเทคโนโลยีและการวิจัยที่ช่วยขับเคลื่อนแผนการยุติวัณโรคในประเทศไทย 

เนคเทค สวทช. และพันธมิตรขอเชิญผู้สนใจร่วมงานประชุมสัมมนาวิชาการเรื่องเทคโนโลยีและการวิจัยเพื่อยุติวัณโรค และการลงนามความร่วมมือทางวิชาการระหว่าง มหาวิทยาลัยขอนแก่น กับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)

พบกันวันที่ 24 มีนาคม 2566 เวลา 09.30 – 15.30 น.
ณ ห้องแถลงข่าว ชั้น 1 อาคารพระจอมเกล้า สป.อว.
ถนนพระราม 6 แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพฯ

ลงทะเบียนร่วมงานแบบ Onsite ที่ https://forms.gle/ZGR9iHrjAp5iGBAT8
*จำกัด 20 ที่นั่ง*

Live | ถ่ายทอดสดตลอดงาน

]]>
สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ร่วมกับ เนคเทค สวทช. ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านการพัฒนาความรู้ทางวิชาการ เสริมแกร่งด้านการพิสูจน์หลักฐานและวินิจฉัยคดี https://www.nectec.or.th/news/news-pr-news/2022mou-cifs-nectec.html Thu, 20 Jan 2022 05:07:35 +0000 https://www.nectec.or.th/?p=24229

วันที่ 20 มกราคม 2565 สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ และสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ โดย ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ หรือ เนคเทค สวทช. ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือผ่านระบบประชุมทางไกลผ่านจอภาพ (Video Conference) โดยบันทึกข้อตกลงความร่วมมือดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อร่วมขับเคลื่อนการพัฒนางานนิติวิทยาศาสตร์ร่วมกัน ทั้งในด้านการพัฒนาความรู้ทางวิชาการ งานด้านฐานข้อมูลด้านอัตลักษณ์บุคคลและการตรวจเปรียบเทียบ รวมถึงการเพิ่มขีดความสามารถด้านการพิสูจน์หลักฐานเพื่อสร้างความยุติธรรมในการวินิจฉัยคดี เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงองค์กรทางด้านดิจิทัล (Digital transformation)

โดย พันตำรวจเอก ทรงศักดิ์ รักศักดิ์สกุล ผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ และ เนคเทค สวทช. ได้ร่วมดำเนินการวิจัยด้านนิติวิทยาศาสตร์ อาทิ การวิเคราะห์อัตลักษณ์ของหมึกปากกา การจัดทำระบบวิเคราะห์เชื่อมโยงข้อมูลความมั่นคง รวมถึงการพัฒนาวิธีตรวจหาสารระเบิดปริมาณน้อยที่อาจตรวจพบได้จากผู้ต้องสงสัยหรือวัตถุที่สัมผัส ซึ่งพบว่าเทคนิคที่ทาง เนคเทค สวทช. พัฒนาขึ้น สามารถตรวจวัดสารระเบิดได้ โดยในอนาคตจะมีการพัฒนาต่อยอดงานวิจัยร่วมกันในการตรวจสอบความใช้ได้ของวิธี (Method validation) ตามแนวทางมาตรฐานสากล รวมถึงการทดสอบเปรียบเทียบกับวิธีที่มีใช้ในงานตรวจพิสูจน์เพื่อศึกษาขอบเขตของการนำไปใช้กับตัวอย่างในคดี สถาบันนิติวิทยาศาสตร์หวังเป็นอย่างยิ่งว่าการจัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการนี้ จะส่งผลให้เกิดการขับเคลื่อนการพัฒนางานด้านนิติวิทยาศาสตร์ในด้านต่าง ๆ อย่างมีประสิทธิภาพ และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติ

ด้าน ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ กล่าวว่า เนคเทค สวทช. ได้นำองค์ความรู้ ผลงานวิจัย เทคโนโลยีและนวัตกรรม เช่น เทคโนโลยีการวิเคราะห์เชื่อมโยงฐานข้อมูลสู่ Data platform ด้านอัตลักษณ์บุคคล เทคโนโลยีรู้จำวัตถุ (Object Recognition) นำร่องการรู้จำรอยสัก เพื่อประยุกต์ใช้เป็นเครื่องมือติดตามบุคคลสูญหาย เทคโนโลยีชิปขยายสัญญาณรามาน (NECTEC SERS Chips) เพื่อใช้ตรวจวิเคราะห์อัตลักษณ์สารเสพติดและสารระเบิด และเทคโนโลยี ลูนาร์ (LUNAR) ระบบสร้างแผนที่ 3 มิติ แบบ Real-time ภายในอาคารด้วยเทคโนโลยี LiDAR + Ultra-wideband (UWB) เพื่อประยุกต์ใช้เป็นเครื่องมือตรวจสถานที่เกิดเหตุ ในรูปแบบของ Digital Twin สำหรับงานนิติวิทยาศาสตร์ เป็นต้น มาร่วมสนับสนุนงานด้านอัตลักษณ์บุคคลและนิติวิทยาศาสตร์ของสถาบันฯ อีกทั้งต่อยอดผลงานวิจัยเดิมที่ได้ร่วมดำเนินงานกันมาก่อนหน้านี้ โดยมีเป้าหมายเพื่อเสริมความแข็งแกร่งด้านการพิสูจน์หลักฐาน และการเตรียมความพร้อมสู่แพลตฟอร์มข้อมูลด้านอัตลักษณ์บุคคล สำหรับสนับสนุนการวิเคราะห์และใช้ประโยชน์ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ของสถาบันฯ รวมทั้งร่วมกันสร้างเครือข่ายข้อมูลอัตลักษณ์บุคคล ตลอดจนส่งเสริมให้เกิดการสร้างนวัตกรรมองค์กร และนวัตกรรมการบริการ จากการเชื่อมโยงและใช้ประโยชน์จากข้อมูลขนาดใหญ่ ในระยะต่อไป

ทีมเนคเทค สวทช. มีความยินดีที่ได้มีส่วนร่วมในการพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรม เพื่อเสริมความแข็งแกร่งด้านการพิสูจน์หลักฐานและสร้างความยุติธรรมในการวินิจฉัยคดีให้กับประเทศ และเชื่อมั่นว่าในอนาคตเราจะมีแพลตฟอร์มข้อมูลด้านอัตลักษณ์บุคคลและการตรวจเปรียบเทียบเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ปฏิบัติงานของสถาบันฯ และเครือข่าย

ทั้งนี้ ภายหลังการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือดังกล่าว ผู้บริหารสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ และ ผู้บริหารเนคเทค สวทช. ทีมนักวิจัย และผู้เกี่ยวข้องของทั้งสองหน่วยงานได้ร่วมหารือประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรมด้านนิติวิทยาศาสตร์อย่างต่อเนื่อง ซึ่งนับเป็นสัญญาณของการเริ่มต้นที่ดีสำหรับการดำเนินงานภายใต้บันทึกข้อตกลงความร่วมมืออย่างมีประสิทธิภาพ และมุ่งสู่การเปลี่ยนแปลงองค์กรทางด้านดิจิทัล (Digital transformation) ด้านนิติวิทยาศาสตร์ต่อไป

]]>