โดยทั่วไปคุณสมบัติของน้ำมันหล่อลื่นที่ดี ควรมีความสามารถในการหล่อลื่นสูง มีความต้องทานการครูดกร่อน
ของกระบอกสูบได้ดี มีความต้านทานต่อการติดเกาะของแหวนลูกสูบ ไม่ทำให้เกิดเขม่าแข็งอุดตันที่ช่องระบายไอเสีย
และทำให้เกิดควันขาวน้อย
แต่น้ำมันหล่อลื่นแบบธรรมดาส่วนใหญ่มักใช้
Mineral oil เป็นองค์ประกอบหลัก
ซึ่งจะให้สมรรถนะในการหล่อลื่นที่ดี แต่มีข้อเสีย คือ ทำให้เกิดควันขาวมากและเกิดเขม่าแข็งอุดตันช่องระบาย
ไอเสีย ปัจจุบันได้กำหนดมาตรฐานน้ำมันหล่อลื่นแบบลดควันขาว
(Low Smoke) เป็นมาตรฐานบังคับ
ซึ่งน้ำมันหล่อลื่นที่ได้มาตรฐานต้องทำให้เกิดควันขาวน้อยกว่าร้อยละ 30

ต่อร่างกาย
ทำให้มีอาการแสบและระคายเคืองตา
ระคายเคืองในระบบทางเดินหายใจ
ทำให้เกิดโรคมะเร็ง
ต่อสภาพแวดล้อม
ทำให้เกิดสภาพหมอกควัน
บดบังทัศนวิสัยในการมองเห็น
เป็นสารตั้งต้นของการเกิดก๊าซโอโซนในบรรยากาศ
ต่อเครื่องยนต์
เกิดการอุดตันที่ช่องระบายไอเสียในเวลาอันรวดเร็ว
ทำให้ไอเสียระบายออกได้ลำบาก
จังหวะการระบายไอเสียผิดไปจากเดิม
เครื่องยนต์มีสมรรถะต่ำ
แรงม้าลดลง
ต้องทำการซ่อมบำรุงบ่อย

การปรับปรุงคุณภาพของเครื่องยนต์ให้สามารถควบคุมปริมาณการจ่ายน้ำมันหล่อลื่นได้อย่างเหมาะสมกับ
การทำงานทุกความเร็ว
การลดอัตราส่วนผสมระหว่างน้ำมันหล่อลื่นต่อน้ำมันเชื้อเพลิง แต่ยังคงรักษาสมรรถนะในการหล่อลื่นให้คงที่
ซึ่งทำให้คงที่ซึ่งทำให้ต้องมีการปรับปรุงคุณภาพน้ำมันหล่อลื่นและวัสดุที่ใช้ผลิตเครื่องยนต์ให้ดีขึ้นตาม
คำแนะนำของบริษัทผู้ผลิต
การลดหรือเปลี่ยนองค์ประกอบหลักส่วนที่เป็นน้ำมันตามธรรมชาติ
( mineral oil) โดยใช้สารหล่อลื่นสังเคราะห์ตัวใหม่
เช่น สาร polyisobutene
(PIB) ซึ่งสามารถทำหน้าที่ในการหล่อลื่นได้เหมือนกับ
mineral oil และเผาไหม้ได้ง่ายกว่าก่อให้เกิดควันขาวน้อย

ประชาชนควรบำรุงรักษาเครื่องยนต์เพื่อป้องกันและลดควันขาว
ดังนี้
ไม่ปรับแต่งวาล์วจ่ายน้ำมันหล่อลื่นให้มากขึ้นกว่าเดิมจากที่บริษัทกำหนดไว้
ใช้น้ำมันหล่อลื่นชนิดลดควันขาว
(Low Smoke Oil ) ที่ได้รับมาตรฐาน
สมอ.(สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม)
ไม่เติมน้ำมันหล่อลื่นในถังน้ำมันเชื้อเพลิง
หมั่นตรวจสอบและบำรุงรักษาเครื่องยนต์ตามคำแนะนำของผู้ผลิตอยู่เสมอ

เครื่องมือตรวจวัดควันขาว
ใช้ระบบวัดความทึบแสงแบบแสงแบบไหลผ่านทั้งหมด
(Full Flow Opacity) มีหลักการทำงาน
คือ การให้ควันขาวผ่านช่องวัดควันซึ่งอยู่ระหว่างแหล่งกำเนิดแสงและตัวรับแสง
ควันขาวจะไปบดบังแสง
ที่ออกจากแหล่งกำเนิดแสง ทำให้แสงที่ส่องผ่านไปยังตัวรับแสงมีปริมาณน้อยลงขึ้นอยู่กับความเข้มข้นของ
ปริมาณควันขาว ในกรณีที่แสงไม่ถูกบดบังเลย
ค่าที่อ่านได้จะเป็นร้อยละ 0 และในกรณีที่แสงถูกบดบังหมด
ค่าที่อ่านได้จะเป็นร้อยละ
100 |
 |
วิธีการตรวจวัดควันขาว
1. จอดรถจักรยานยนต์อยู่กับที่ในตำแหน่งเกียร์ว่าง
เครื่องยนต์อยู่ในอุณหภูมิใช้งานปกติ
2. ทำความสะอาดและปรับแต่งเครื่องมือวัดควันขาวให้ถูกต้อง
3. ติดตั้งอุปกรณ์เสริมต่อปลายท่อไอเสียที่มีลักษณะเป็นท่อกลมขนาด
เส้นผ่าศูนย์กลาง
ภายใน 2 นิ้ว
เข้ากับปลายท่อไอเสีย
โดยให้ระยะระหว่างปลายท่อไอเสียและปลายอุปกรณ์เสริม
ห่างกันไม่เกิน
4 นิ้ว
4. ติดตั้งหัววัดของเครื่องมือวัดควันขาวเข้ากับปลายอุปกรณ์เสริมที่ต่อกับปลายท่อไอเสีย
โดยให้ทางผ่านของแสงอยู่กึ่งกลางท่ออุปกรณ์เสริมและห่างจากปลายท่อุปกรณ์เสริมไม่เกิน
5 ซม.
5. เร่งเครื่องยนต์อย่างรวดเร็วจนถึงที่ความเร็วรอบ
3 ใน 4 ของความเร็วรอบที่ให้กำลังสูงสุด
จากนั้นปล่อยคันเร่งเพื่อให้เครื่องยนต์กลับมาสู่รอบเดินเบา
6. เร่งเครื่องยนต์ตามวิธีในข้อ
5 ซ้ำกันทั้งสิ้น
15 ครั้ง โดยให้บันทึกค่าสูงสุดของควันขาวที่ตรวจวัดได้
ในครั้งที่
11-15 มาคำนวณหาค่าเฉลี่ยเพื่อใช้เป็นเกณฑ์ตัดสิน
|