Panel Discussion

Technology vs. Humanity: Opportunity or Risk?

3 กันยายน 2569

16.00 – 17.00 น.

ห้องนอร์ธ ฮอลล์

วิทยากรและผู้ดำเนินรายการ

คุณสุปิติ บูรณวัฒนาโชค

ประธานกรรมการบริหาร บริษัท อีออส ออร์บิท จำกัด

ดร.ธันยวัต สมใจทวีพร

ผู้อำนวยการศูนย์นวัตกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์

รศ.ดร.ปิติ ศรีแสงนาม

Executive Director, ASEAN Foundation

ดำเนินรายการ โดย

ดร.ปรมินทร์ แสงวงษ์งาม

นักวิจัย กลุ่มวิจัยอุปกรณ์สเปกโทรสโกปีและเซนเซอร์ เนคเทค สวทช.

สรุปสาระจากหัวข้อสัมมนา

Technology vs Humanity: เมื่อเทคโนโลยีก้าวเร็ว มนุษย์จะคว้า “โอกาส” หรือเผชิญ “ความเสี่ยง”

เวทีเสวนาพิเศษ “Technology vs Humanity: Opportunity or Risk” ชวนมองอนาคตของประเทศไทย ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของ AI อวกาศ หุ่นยนต์ และ Frontier Technology พร้อมตั้งคำถามสำคัญว่า ประเทศไทยควรลงทุนและเตรียมคนอย่างไร เพื่อไม่ให้ตกขบวนเทคโนโลยี

คุณสุปิติ บูรณวัฒนาโชค มองว่า การลงทุนต้องเลือก “สนามที่เรายังมีโอกาสชนะ” โดยเฉพาะเทคโนโลยีอวกาศที่ไทยยังสามารถเร่งพัฒนาให้ทันประเทศอื่นได้ พร้อมชี้ว่า “เราต้องเลือกสนามที่จะลงทุนให้มันถูกต้อง” เพราะการลงทุนควรนำไปสู่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง

ขณะที่ ดร.ธันยวัต สมใจทวีพร ชี้ศักยภาพของอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ Humanoid ซึ่งประเทศไทยมีฐานการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ที่สามารถต่อยอดเข้าสู่ Supply Chain ของหุ่นยนต์ได้ และเชื่อว่า “ธุรกิจด้านหุ่นยนต์ของประเทศไทยก็อาจจะเกิดได้”

ด้าน รศ.ดร.ปิติ ศรีแสงนาม เสนออีกมุมว่า ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องเลือกลงทุนเพียงเทคโนโลยีใดเทคโนโลยีหนึ่ง หากสามารถลดความรั่วไหลและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งบประมาณ พร้อมย้ำว่า “เรามีงบประมาณเพียงพอที่จะ Kick Start ได้ในทุก ๆ Frontier Technology”

เมื่อมองไปอีก 5 ปี ผู้เสวนาเห็นตรงกันว่าแทบเป็นไปไม่ได้ที่จะคาดการณ์หน้าตาของเทคโนโลยีอย่างแม่นยำ เพราะ AI หุ่นยนต์ อวกาศ และควอนตัมกำลังพัฒนาอย่างก้าวกระโดด แต่สิ่งหนึ่งที่จะไม่หายไปคือ “ความเป็นมนุษย์ยังสำคัญ” โดยเฉพาะ Human Touch และความสามารถในการนำเทคโนโลยีมาผสานกับบริบทของสังคม

รศ.ดร.ปิติ ยังชี้ว่า ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีต้องเดินคู่กับ สังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ตั้งแต่ Digital Ethics, Algorithm Governance, Data Governance ไปจนถึงกฎหมายและความรับผิดชอบ เพราะเทคโนโลยีอย่างรถยนต์ไร้คนขับหรือหุ่นยนต์ทางการแพทย์ ไม่ได้ติดข้อจำกัดเพียงด้านเทคนิค แต่ยังมีคำถามว่า “ถ้าเกิดความผิดพลาด ใครจะรับผิดชอบ?”

อีกหนึ่งความท้าทายคือการพึ่งพาเทคโนโลยีต่างชาติ หากเทคโนโลยีสำคัญถูกควบคุมโดยผู้ให้บริการจากต่างประเทศ ไทยอาจไม่มีอำนาจต่อรองทั้งด้านราคาและการเข้าถึง จึงจำเป็นต้องสร้างศักยภาพของคนและบริษัทไทยให้สามารถพัฒนาเทคโนโลยีของตนเองได้

สำหรับระบบการศึกษา ดร.ธันยวัต เตือนว่าโลกอนาคตเต็มไปด้วย Deepfake, Scammer และ AI ที่เก่งขึ้นเรื่อย ๆ คนรุ่นใหม่จึงไม่ควรเป็นเพียง “ผู้ใช้” แต่ต้อง รู้เท่าทันเทคโนโลยีและสามารถเป็นผู้พัฒนาได้ด้วย พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า หากพึ่งพา AI มากเกินไป จากการมี “โดราเอมอน” คอยช่วยเหลือ เราอาจกลายเป็น “โนบิตะ” ที่สูญเสียความสามารถในการคิดและแก้ปัญหาด้วยตัวเอง

รศ.ดร.ปิติ ทิ้งท้ายว่า การเตรียมพร้อมไม่ควรมุ่งเฉพาะเด็กและคนรุ่นใหม่ แต่ต้องครอบคลุมคนทุกช่วงวัย โดยเฉพาะผู้ใหญ่ที่ต้องเข้าสู่ Lifelong Learning ซึ่งโจทย์สำคัญอาจไม่ใช่เพียง Upskill หรือ Reskill แต่คือ “Unlearn” — กล้าที่จะทิ้งความรู้และความเชื่อเดิมที่ไม่สอดคล้องกับโลกใหม่

ท้ายที่สุด เวทีนี้สะท้อนว่า Frontier Technology ไม่ได้เป็นเพียง “โอกาส” หรือ “ความเสี่ยง” ด้านใดด้านหนึ่ง แต่สิ่งที่จะกำหนดอนาคตของประเทศไทย คือความสามารถในการ พัฒนาเทคโนโลยีของตนเอง สร้างกติกาที่เท่าทันโลก และรักษาความเป็นมนุษย์ไว้ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง