Talk Session

REAL OUTCOMES, SUSTAINABLE FUTURE – Turning Technology into Measurable Value for Thai Industry

3 กันยายน 2569

14.00 – 14.30 น.

ห้องนอร์ธ ฮอลล์

สรุปสาระจากหัวข้อสัมมนา

Siemens ชู “Real Outcomes, Sustainable Futures” เปลี่ยนเทคโนโลยีสู่คุณค่าที่วัดผลได้ของอุตสาหกรรมไทย

Mr. Joseph Kong, Head of Digital Industries, Siemens Limited กล่าวในหัวข้อ “Real Outcomes, Sustainable Futures: Turning Technologies into Measurable Value for Thai Industry” ถึงโอกาสของภาคอุตสาหกรรมไทยในการใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน

เขาชี้ว่า ประเทศไทยเป็นหนึ่งในฐานการผลิตสำคัญของอาเซียน โดยภาคการผลิตมีสัดส่วนประมาณ 25–27% ของ GDP ครอบคลุมอุตสาหกรรมสำคัญตั้งแต่อาหารและสินค้าอุปโภคบริโภค อิเล็กทรอนิกส์ ปิโตรเคมี ไปจนถึงยานยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วนยานยนต์

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายของภาคอุตสาหกรรมวันนี้ไม่ใช่การขาดเทคโนโลยี แต่คือ การนำเทคโนโลยีไปใช้ให้เกิดคุณค่าทางธุรกิจและสามารถขยายผลได้จริง หลายองค์กรมีโครงการนำร่องที่แข็งแรง แต่ไม่สามารถ Scale ต่อได้ จนกลายเป็นเพียง “Pet Project”

A measurable outcome has three properties.” การลงทุนด้านเทคโนโลยีต้องเริ่มจากโจทย์ธุรกิจที่วัดเป็นตัวเลขได้ กำหนดผลลัพธ์ที่ต้องการอย่างชัดเจน เช่น ลดต้นทุนการผลิต 10–20% หรือลด Downtime 20–50% และทุกฝ่ายในองค์กรต้องมีความเข้าใจตรงกัน

อีกหัวใจสำคัญคือการสร้าง Single Source of Truth หรือแหล่งข้อมูลกลางที่ทุกฝ่ายเชื่อถือร่วมกัน เพราะหากแต่ละแผนกมองข้อมูลและตีความปัญหาแตกต่างกัน การเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัลย่อมไม่สามารถสร้างผลลัพธ์ได้เต็มศักยภาพ

สำหรับ AI ภาคอุตสาหกรรม Siemens เน้นว่า Industrial AI แตกต่างจาก Consumer AI เพราะต้องมีความน่าเชื่อถือ ปลอดภัย และทำงานได้อย่างสม่ำเสมอในสภาพแวดล้อมการผลิตจริง โดยพัฒนา Industrial Foundation Model (IFM) ที่ผสานข้อมูลเฉพาะทาง เช่น Time Series, Industrial Applications และ Operations Data เข้ากับโมเดล AI

ตัวอย่างการประยุกต์ Industrial AI สามารถช่วยลดเวลาในการทำงานด้าน PLC Engineering ขณะที่ Digital Twin และ AI ยังช่วยจำลองและออกแบบโรงงานก่อนก่อสร้างจริง เพื่อลดความเสี่ยงและเพิ่มประสิทธิภาพการลงทุน

กรณีศึกษาระดับโลกสะท้อนผลลัพธ์ที่วัดได้ เช่น PepsiCo เพิ่ม Output 20% พร้อมประหยัด CAPEX 15% รวมถึงการใช้ Predictive Maintenance ในอุตสาหกรรมเหล็กเพื่อหลีกเลี่ยง Downtime ซึ่งความเสียหายเพียงหนึ่งชั่วโมงอาจมีมูลค่าตั้งแต่ 200,000–500,000 ดอลลาร์สหรัฐ

ท้ายที่สุด Mr. Kong ย้ำว่า อนาคตของอุตสาหกรรมไม่ได้ตัดสินจากว่าใครมีเทคโนโลยีล้ำหน้าที่สุด แต่ขึ้นอยู่กับว่า “Who and which organization is able to apply the technology intelligently.”

องค์กรที่จะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำ คือองค์กรที่สามารถพิสูจน์ว่าเทคโนโลยีสร้าง Real Benefit, Measurable Outcome และ Real Business Outcome และที่สำคัญคือต้องสามารถ Scale, Copy and Paste ความสำเร็จนั้นไปยังส่วนอื่น ๆ ขององค์กร เพื่อเปลี่ยนเทคโนโลยีจากโครงการทดลองให้กลายเป็นขีดความสามารถทางธุรกิจที่ยั่งยืน

วิทยากร

Mr. Josehp Kong

Head of Digital Indutries Siemens Ltd.