news-pr-news – NECTEC : National Electronics and Computer Technology Center https://www.nectec.or.th ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ Fri, 24 Oct 2025 07:57:45 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 https://www.nectec.or.th/wp-content/uploads/2022/06/cropped-favicon-nectec-32x32.png news-pr-news – NECTEC : National Electronics and Computer Technology Center https://www.nectec.or.th 32 32 เนคเทค สวทช. ร่วมนำเสนอมุมมอง Cloud–Data–AI และ Edge Computing ในงาน Big Data & Cloud Computing 2025 https://www.nectec.or.th/news/news-pr-news/bigdata-cloudcomputing-2025.html Thu, 25 Sep 2025 07:43:25 +0000 https://www.nectec.or.th/?p=41489

วันที่ 24–25 กันยายน 2568 เนคเทค สวทช. เข้าร่วมงาน Big Data & Cloud Computing 2025 ภายใต้ธีม “Cloud, Data & AI Synergy: Driving Growth and Innovation” จัดโดย กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (MDES) ร่วมกับ สมาคมผู้ใช้ดิจิทัลไทย (DUGA) ณ โรงแรมเดอะ เบอร์เคลีย์ ประตูน้ำ กรุงเทพฯ ภายในงานประกอบด้วย 4 เวทีสัมมนาเทคโนโลยีสำคัญ ได้แก่ Healthcare Technology Summit ครั้งที่ 12, Digital HR Forum ครั้งที่ 8, Robotics Summit ครั้งที่ 8 และBig Data & Cloud Computing ครั้งที่ 7

ตลอดสองวันของการจัดงาน มีการบรรยาย การเสวนา และกิจกรรมวิชาการที่สะท้อนแนวคิดการบูรณาการ Cloud, Data และ AI เพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรมและการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ เนคเทค สวทช. ได้เข้าร่วมกิจกรรมสำคัญ ได้แก่

พิธีเปิดโครงการ September Series 2025 ดร.พรพรหม อธีตนันท์ รักษาการผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาเครือข่ายเชิงกลยุทธ์และประเมินผล เข้าร่วมพิธีเปิดโครงการฯ ในนามผู้แทนเนคเทค สวทช. โดยมี ดร.ณัฐพล ณัฏฐสมบูรณ์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นประธานเปิดงาน

เวทีเสวนา Aligning Cloud, Data & AI with Business Priorities โดย ดร.สุทธิพงศ์ ธัชยพงษ์ ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยวิทยาการข้อมูลและการวิเคราะห์ ทำหน้าที่ผู้ดำเนินรายการ ถ่ายทอดแนวทางการนำเทคโนโลยี Cloud, Data และ AI มาสร้างคุณค่าเชิงธุรกิจอย่างแท้จริง ร่วมแลกเปลี่ยนกับผู้แทนจากบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (NT) สภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย และสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน)

เวทีเสวนา Thailand National Policy: Development, Standardization, Legislation and Regulations โดย ดร.โรสริน อัคนิจ นักวิเคราะห์อาวุโส ทำหน้าที่ผู้ดำเนินรายการ เปิดมุมมองเชิงนโยบายของประเทศไทยด้านการพัฒนาเทคโนโลยีหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติอัจฉริยะ รวมถึงมาตรฐาน กฎหมาย และระบบนิเวศดิจิทัล โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิจากมหาวิทยาลัยและสถาบันชั้นนำร่วมเสวนา

การบรรยายพิเศษ Agentic AI Automation: Redefining Operational Excellence โดย ดร.เทพชัย ทรัพย์นิธิ นายกสมาคมปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย และผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยปัญญาประดิษฐ์ เนคเทค สวทช. ในเวที Robotics Summit ถ่ายทอดวิสัยทัศน์การนำ Agentic AI และระบบอัตโนมัติอัจฉริยะมาปรับรูปแบบการทำงาน เพื่อยกระดับประสิทธิภาพองค์กรและสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน

การบรรยายพิเศษ The Rise of Edge Computing: AI Beyond the Cloud โดย ดร.พนิตา พงษ์ไพบูลย์ รองผู้อำนวยการเนคเทค สวทช. และผู้อำนวยการศูนย์นวัตกรรมการผลิตยั่งยืน (SMC) บรรยายถึงบทบาทของ Edge Computing ในการเสริมศักยภาพของ Cloud Computing ซึ่งแม้จะเป็นกลไกสำคัญต่อการพัฒนา AI ในช่วงที่ผ่านมา แต่ยังมีข้อจำกัดด้านความหน่วงเวลา (Latency) ปริมาณข้อมูลมหาศาลที่ต้องส่งผ่านเครือข่าย และความปลอดภัยของข้อมูล เน้นย้ำว่า “AI จะทรงพลังได้ ต้องมีข้อมูลคุณภาพสูงและประมวลผลได้ทันที Edge Computing จึงไม่ใช่เพียงตัวเลือก แต่คือหัวใจของนวัตกรรมดิจิทัล” พร้อมชี้ว่าอนาคตของเทคโนโลยีคือ Hybrid Model ที่ผสานจุดแข็งของ Cloud และ Edge เพื่อต่อยอดสู่ AIoT (Artificial Intelligence of Things) ซึ่งจะพลิกโฉมอุตสาหกรรมการผลิต การแพทย์ สมาร์ทซิตี้ และสมาร์ทโฮม

การเข้าร่วมงานครั้งนี้สะท้อนบทบาทของเนคเทค สวทช. ในการเป็นกำลังสำคัญในการผลักดันประเทศไทยสู่เศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล ผ่านการบูรณาการวิจัยและพัฒนา Cloud, Data, AI และ Edge Computing เพื่อต่อยอดสู่นวัตกรรมที่ยั่งยืนและเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ

]]>
เนคเทค สวทช. ร่วมแชร์มุมมองการขับเคลื่อนนวัตกรรม เวที “CP Innovation Exposition & Symposium 2025” https://www.nectec.or.th/news/news-pr-news/cp-innovation2025.html Mon, 22 Sep 2025 04:30:23 +0000 https://www.nectec.or.th/?p=41449

เนคเทค สวทช. ร่วมแชร์มุมมองการขับเคลื่อนนวัตกรรม เร่งอนาคตเทคโนโลยีประเทศไทย เชื่อมนโยบายด้วยงานวิจัย สู่การใช้ประโยชน์จริง บนเวที “CP Innovation Exposition & Symposium 2025”

วันที่ 20 กันยายน 2568 ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค สวทช.) ได้เข้าร่วมในงานประชุมวิชาการ “CP Innovation Exposition & Symposium 2025” โดย เครือเจริญโภคภัณฑ์ เวทีแสดงศักยภาพนวัตกรรมแห่งปีที่รวบรวมผู้กำหนดนโยบาย นักวิจัย นักวิชาการ นักธุรกิจ และภาคอุตสาหกรรมในสาขาต่างๆ ทั้งระดับประเทศและระดับโลก มาร่วมแลกเปลี่ยนความรู้ทางวิชาการ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี รวมถึงการเสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่างๆ และหน่วยงานภายในเครือฯ ให้เกิดการผนึกกำลังร่วมกันสร้างสรรค์ผลงานทางวิชาการไปต่อยอดให้เกิดคุณประโยชน์แก่สังคมในวงกว้าง

ในโอกาสนี้ ดร.ชัย ผู้อำนวยการเนคเทค สวทช. ร่วมนำเสนอในหัวข้อ “Nation-Driven Innovation: Catalyzing Thailand’s Tech Future” เพื่อถ่ายทอดมุมมองการขับเคลื่อนนวัตกรรมจากระดับนโยบายประเทศสู่การปฏิบัติจริง โดยชี้ว่า การพัฒนานวัตกรรมจะเกิดผลลัพธ์ได้จริงนั้น ต้องอาศัยฐานรากทางเทคโนโลยีที่เข้มแข็ง และเครือข่ายหน่วยงานพันธมิตรที่ดำเนินงานร่วมกัน ทั้งนี้ ปัจจัยที่จะเป็นตัวเร่งสำคัญของอนาคตการพัฒนาเทคโนโลยีในประเทศไทย นั่นคือ “การสร้างระบบนิเวศทางเทคโนโลยี (Ecosystem)” ที่เชื่อมโยงการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา หน่วยงานวิจัย และภาคสังคมทั้งในและต่างประเทศ เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ สร้างผลงานนวัตกรรม ร่วมลงทุน พร้อมรองรับการเติบโต และขยายโอกาสใหม่ๆ ไปด้วยกัน จะเป็นเครื่องมือในการนำประเทศไทยสู่ความสามารถในการแข่งขันระดับสากล

เนคเทค สวทช. ในฐานะหน่วยงานวิจัยพัฒนาภายใต้กระทรวง อว. จะทำหน้าที่เป็นเครื่องจักรสาคัญในการสร้างฐานรากทางเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และสารสนเทศขั้นสูง พร้อมให้ความร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตรเพื่อผลักดันให้เกิดระบบนิเวศของการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีที่วิจัยและพัฒนาขึ้น เพื่อสร้างคุณค่าต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมของประเทศ

]]>
DITP จับมือ 6 พันธมิตรเชื่อมข้อมูลและนำ AI มาเสริมทัพการค้าไทย https://www.nectec.or.th/news/news-pr-news/mou-ditp-chatbot.html Thu, 18 Sep 2025 10:51:58 +0000 https://www.nectec.or.th/?p=41397

(วันที่17 กันยายน 2568) กรุงเทพฯ: กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ แถลง Kick off การพัฒนานวัตกรรมดิจิทัลสู่โลกการค้ายุคใหม่ ในงาน “เสริมแกร่งทัพการค้าไทย ด้วยบริการดิจิทัลยุค AI” เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขัน แก่ผู้ประกอบการไทยในตลาดโลก โดยมีปลัดกระทรวงพาณิชย์ (นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์) เป็นประธานเปิดงานและเป็นสักขีพยานการลงนาม MOU 2 ฉบับ ได้แก่ 1.การพัฒนา AI Chatbot ผู้ช่วยอัจฉริยะด้านการค้า ระหว่าง 6 หน่วยงาน ได้แก่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กรมทรัพย์สินทางปัญญา กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กรมการค้าต่างประเทศ ซึ่งจะบูรณาการข้อมูลด้านการค้าร่วมกัน โดยมีศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) ภายใต้สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เป็นผู้ให้ความช่วยเหลือทางวิชาการและผู้เชี่ยวชาญ 2.การเชื่อมโยงบัญชีผู้ใช้งานและข้อมูล SMEs ระหว่าง DITP และสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เพื่อยกระดับการอำนวยความสะดวกแก่ SMEs ไทย ในการเข้าถึงบริการระหว่าง 2 หน่วยงานแบบไร้รอยต่อ ทั้งนี้ตั้งเป้าพัฒนา AI Chatbot แล้วเสร็จในปี 2569 โดยความร่วมมือครั้งนี้มี ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการ เนคเทค สวทช. เป็นผู้แทนองค์กรร่วมแถลงข่าว

นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า “การจัดงานในครั้งนี้สะท้อนวิสัยทัศน์ของกระทรวง ที่มุ่งสู่การเป็นองค์กรขับเคลื่อนเศรษฐกิจการค้าด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรม ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์หรือ AI ในปัจจุบัน โดยเฉพาะ AI สาขาGenerative AI จะเป็น Change Agent สำคัญของโลกการค้ายุคใหม่ ที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการยกระดับการให้บริการข้อมูลการค้า แก่ผู้ประกอบการและประชาชนได้อย่างดี ช่วยให้ผู้ประกอบการซึ่งเปรียบเสมือนกองทัพทางเศรษฐกิจ สามารถต่อสู้ในเวทีการค้าระหว่างประเทศได้ ท่ามกลางตลาดโลกปัจจุบันที่มีความผันผวนและความท้าทาย ที่ต้องปรับตัวได้เร็ว เพื่อต้องชิงความได้เปรียบในการแข่งขัน และช่วยให้ผู้ส่งออกรายใหม่มีโอกาสทางการค้าเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ การพัฒนา AI Chatbot ผู้ช่วยอัจฉริยะด้านการค้า ครั้งนี้ ยังถือเป็นครั้งแรกที่สามารถทลายไซโลระหว่างหน่วยงานอย่างเป็นรูปธรรมของกระทรวง โดยมีการบูรณาการข้อมูล ให้อยู่ในฐานเดียวกัน แก้ Pain Point ของผู้ประกอบการที่ประสบปัญหาต้องติดต่อหลายหน่วยงาน เพื่อให้ได้ข้อมูลที่จำเป็นต่อการทำการค้าอย่างครบถ้วน” 

นางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กล่าวเสริมว่า “การพัฒนา AI Chatbot ครั้งนี้มุ่งยกระดับการให้บริการข้อมูลการค้า ช่วยลดอุปสรรคของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs ในการเข้าถึงข้อมูลและเทคโนโลยี  ทลายข้อจำกัดในการวิเคราะห์ข้อมูลกฎระเบียบการค้าที่มีปริมาณมาก ซับซ้อนเข้าใจยาก กระจัดกระจายหลายแหล่ง และเป็นภาษาต่างประเทศอื่นที่ไม่ใช่แค่ภาษาอังกฤษ  ช่วยให้ SMEs ไทยก้าวทันข้อมูลแนวโน้มความต้องการตลาดและพฤติกรรมผู้บริโภคที่มีการเปลี่ยนแปลงเร็ว อีกทั้ง AI Chatbot จะช่วยให้ผู้ประกอบการเข้าถึงข้อมูลได้สะดวกรวดเร็วและแม่นยำมากขึ้น ช่วยลดระยะเวลา กำลังคนและทรัพยากรในการวิเคราะห์ข้อมูล เสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันให้ผู้ส่งออกรายเดิม และเพิ่มความมั่นใจให้แก่ผู้ที่อยากเริ่มธุรกิจส่งออกรายใหม่  นอกจากนี้ AI Chatbot จะช่วยเพิ่มทั้งประสิทธิภาพและคุณภาพมาตรฐานในการให้บริการข้อมูลคำปรึกษาด้านการค้าของ DITP และหน่วยงานพันธมิตร ซึ่งมีผู้ขอรับข้อมูลคำปรึกษารวมกัน 180,000 – 200,000 ครั้งต่อปี  

นางสาวสุนันทา กล่าวต่อว่า “DITP ได้รับการสนับสนุนเงินทุนในการพัฒนาระบบ AI Chatbot จากหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) โดยมีมหาวิทยาลัยศิลปากรเป็นผู้ร่วมดำเนินการกับ DITP นอกจากนี้ ยังมีทีม Hackathonอีก 2 ทีมจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และบริษัท เวสเทิร์น กรุ๊ป (ประเทศไทย) จำกัด ที่เข้ามาช่วยพิสูจน์แนวคิดการประยุกต์ใช้ AI ในการพัฒนาต้นแบบผู้ช่วยอัจฉริยะด้านการค้า โดยใช้โมเดล AI ที่แตกต่างกันไป ซึ่งกระทรวงพาณิชย์จะคัดเลือกโมเดลที่ฉลาดหรือมีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อนำมาพัฒนาเป็นบริการสำหรับผู้ประกอบการไทยต่อไป”

สำหรับ MOU ฉบับที่ 2 เป็นความร่วมมือในการเชื่อมโยงบัญชีผู้ใช้งานระบบดิจิทัลและข้อมูลผู้ประกอบการ SMEs ระหว่างระบบ DITP Single Sign-on (DITP SSO) กับ SME One ID ของ สสว. เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้งานระบบของทั้งสองหน่วยงาน ซึ่งมีจำนวนมากกว่า 255,000 ราย ให้สามารถเข้าถึงบริการดิจิทัลที่สำคัญระหว่างกันได้อย่างสะดวกรวดเร็ว ครบวงจร ไร้รอยต่อ ไม่ต้องลงทะเบียนหรือกรอกข้อมูลซ้ำซ้อน ช่วยลดความยุ่งยากในการเข้าถึงบริการภาครัฐ และยังมีความมั่นคงปลอดภัยยิ่งขึ้น โดยจะสามารถเข้าถึงบริการดิจิทัลของทั้งสองหน่วยงานได้รวม 18 บริการ พร้อมกันนี้ DITP ยังได้เปิดตัวบริการดิจิทัลใหม่ล่าสุดอีก 2 ระบบ ได้แก่ โมบายแอปพลิเคชัน DITP ONE ที่รวบรวมบริการดิจิทัลของกรมไว้ในที่เดียวในลักษณะ One Stop Service เพื่อตอบสนองพฤติกรรมของผู้ประกอบการในยุคดิจิทัลที่นิยมใช้งานผ่านโทรศัพท์มือถือ และระบบ DITP My Scores ซึ่งเป็นระบบวิเคราะห์ความพร้อมและศักยภาพในการส่งออกของผู้ประกอบการ ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถประเมินจุดแข็งและจุดอ่อนของตนเองได้ และจะได้รับคำแนะนำกิจกรรมหรือบริการที่เหมาะสม เพื่อยกระดับศักยภาพทางธุรกิจได้อย่างตรงจุด

“DITP ได้พัฒนาบริการดิจิทัลมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบสนองนโยบายรัฐบาลดิจิทัล โดยมุ่งหวังให้ผู้ประกอบการไทยเข้าถึงข้อมูลและบริการได้สะดวกรวดเร็ว การพัฒนาบริการเหล่านี้ไม่เพียงช่วยลดเวลาและค่าใช้จ่ายในการติดต่อราชการของผู้รับบริการ ซึ่งมีจำนวนมากกว่า 255,000 ราย แต่ยังเป็นการสร้างแต้มต่อทางธุรกิจให้กับผู้ประกอบการไทยท่ามกลางการแข่งขันที่เข้มข้นในยุคดิจิทัล และคาดว่าจะช่วยเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการค้าระหว่างประเทศของไทยให้เป็น 1 ใน 3 ของโลก ภายในปี 2570 อีกทั้งยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ในการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้เป็นเครื่องมือสำคัญเพื่อขับเคลื่อนการค้าไทยสู่เวทีโลกอย่างมั่นคงและยั่งยืน” นางสาวสุนันทา กล่าวสรุป

]]>
พช. ร่วม สศช. กค. และ สวทช ส่ง TPMAP คว้ารางวัลเลิศรัฐ ประจำปี 2568 https://www.nectec.or.th/news/news-pr-news/tpmap-opdc2568.html Sat, 13 Sep 2025 09:16:17 +0000 https://www.nectec.or.th/?p=41370

พช. ร่วม สศช. กค. และ สวทช. ส่ง “TPMAP ปลดล็อคความยากจนด้วยข้อมูลแบบพุ่งเป้าช่วยเหลือตรงจุดทุกมิติ” คว้ารางวัลเลิศรัฐ ประจำปี 2568 สาขาการบริการภาครัฐ ประเภทบูรณาการข้อมูลในรูปแบบดิจิทัล ระดับดี

เมื่อวันที่ 12 ก.ย. 2568 ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการ เนคเทค สวทช. เข้าร่วมในงานเสวนาวิชาการ และพิธีมอบรางวัลเลิศรัฐ ประจำปี 2568 “ภาครัฐอัจฉริยะ ขับเคลื่อนอนาคต Smart Government & Smart Services : Driving for the Future” จัดขึ้นโดยสำนักงาน ก.พ.ร. เพื่อเป็นเวทีส่งเสริมหน่วยงานภาครัฐยกระดับคุณภาพการปฏิบัติราชการ และพัฒนาบริการสู่ความเป็นเลิศสามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงเป็นการยกย่องเชิดชู สร้างขวัญกำลังใจ ตลอดจนเผยแพร่ผลงานของหน่วยงานภาครัฐที่โดดเด่น เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีสามารถนำไปต่อยอดขยายผลให้เกิดประโยชน์แก่หน่วยงานอื่นๆ ต่อไป โดยมี ศาสตราจารย์กิตติคุณบวรศักดิ์ อุวรรณโณ กรรมการตรวจสอบและประเมินผลภาคราชการ เป็นประธานในพิธี กล่าวแสดงความยินดีกับหน่วยงานที่ได้รับรางวัลเลิศรัฐ ประจำปี 2568 มีผู้บริหารระดับสูง พร้อมด้วยผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ เข้าร่วมงานมากกว่า 3,000 คน

โดยระบบ TPMAP ภายใต้ชื่อผลงาน “ปลดล็อคความยากจนด้วยข้อมูลแบบพุ่งเป้าช่วยเหลือตรงจุดทุกมิติ” จากการบูรณาการร่วมกันระหว่าง กรมการพัฒนาชุมชน (พช.) สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กระทรวงการคลัง (กค.) และ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) ที่สามารถใช้นำไปใช้ขับเคลื่อนงานพัฒนาชุมชน รวมถึงให้หน่วยงานภาครัฐอื่น ๆ ได้นำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ในการให้บริการแก่ประชาชน ได้รับรางวัลเลิศรัฐ ประจำปี 2568 สาขาการบริการภาครัฐ ประเภทบูรณาการข้อมูลในรูปแบบดิจิทัล ระดับดี โดยมีนายวรงค์ แสงเมือง รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน นายเฉลิมศักดิ์ เลิศวงศ์เสถียร ที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กระทรวงการคลัง ดร.อานนท์ แปลงประสพโชค นักวิจัยอาวุโส ทีมวิจัยการวิเคราะห์ยุทธศาสตร์ด้วยปัญญาประดิษฐ์ เนคเทค สวทช. และผู้แทนจาก สศช. ขึ้นรับมอบรางวัลจาก นายไมตรี อินทุสุต ประธานคณะทำงานเสริมสร้างประสิทธิภาพการบริหารงานจังหวัดแบบบูรณาการ และผู้ทรงคุณวุฒิในคณะทำงานตรวจประเมินรางวัลเลิศรัฐ ประจำปี 2568

TPMAP : Big Data ภาครัฐ ในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน

TPMAP หรือ ระบบบริหารจัดการข้อมูลการพัฒนาคนแบบชี้เป้า ที่ใช้ในการระบุและวิเคราะห์ปัญหาความยากจนและความเปราะบางในมิติต่างๆ ทั้งด้านการศึกษา สุขภาพ ที่อยู่อาศัย และการเข้าถึงบริการ โดยอาศัยการบูรณาการข้อมูลจากแหล่งที่มา ได้แก่ ข้อมูลความจำเป็นพื้นฐาน (จปฐ.) จากกรมการพัฒนาชุมชน และข้อมูลผู้ลงทะเบียนสวัสดิการแห่งรัฐ จากกระทรวงการคลัง ใช้กระบวนการวิเคราะห์ประมวลผลข้อมูล (Data Analytic) ตามวิธีการคำนวณดัชนีความยากจนหลายมิติจากสภาพัฒน์ฯ ช่วยระบุปัญหาที่เกี่ยวกับความยากจน และตอบคำถามที่สำคัญ ได้แก่ คนจนอยู่ที่ไหน? คนจนมีปัญหาอะไร? จะพ้นความยากจนได้อย่างไร? เพื่อให้หน่วยงานรัฐสามารถกำหนดนโยบาย และออกแบบโครงการช่วยเหลือได้อย่างตรงจุดและมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ เนคเทค สวทช. ยังได้พัฒนา “TPMAP Logbook” เพื่อใช้เป็นสมุดบันทึกให้แก่เจ้าหน้าที่ทุกหน่วยงานในพื้นที่ที่มีส่วนเกี่ยวข้องได้เห็นข้อมูลชุดเดียวกัน ซึ่งจะช่วยลดความซ้ำซ้อนในการดำเนินงาน

รายละเอียดเพิ่มเติม https://www.tpmap.in.th/

เปิดตัว ระบบฐานข้อมูล AI ภาครัฐ

นอกจากนี้ ภายในงานดังกล่าว เนคเทค สวทช. ได้ร่วมจัดแสดงนิทรรศการนำเสนอผลงาน “ระบบฐานข้อมูล AI ภาครัฐ” ที่ได้พัฒนาร่วมกับสำนักงาน ก.พ.ร. เพื่อเป็นแหล่งรวบรวมเครื่องมือ และตัวอย่างการใช้งาน AI ในการพัฒนานวัตกรรมเพื่อให้บริการแก่ประชาชน และเพิ่มประสิทธิภาพการทํางานของหน่วยงาน ปัจจุบันมีทั้งหมด 55 รายการ ที่แสดงให้เห็นว่าแต่ละหน่วยงานมีโครงการ และรายละเอียดการใช้งาน AI พัฒนาบริการอย่างไร รวมถึงยังมีเครื่องมือ AI พร้อมใช้สำหรับภาครัฐ ที่เปิดให้บริการอยู่บนแพลตฟอร์ม AI for Thai โดยแยกตามหมวดหมู่การใช้งาน ทั้งหมด 9 หมวด เช่น AI สำหรับงานภายในหน่วยงาน งานเอกสาร งานบริหารสนับสนุน ออกแบบกระบวนงาน , การบริหารจัดการทรัพยากร งบประมาณ, งานเชิงนโนบายเครื่องมือช่วยวิเคราะห์ข้อมูล เสนอแผนกลุยุทธ์ สนับสนุนการจัดสินใจผู้บริหาร หรืองานบริการให้ข้อมูลแก่ประชาชน สร้าง Chatbot, แปลงข้อความเป็นเสียงพูด เป็นต้น

รายละเอียดเพิ่มเติม https://opdc.ai.in.th/

]]>
เนคเทค สวทช. ร่วมการประชุมสุดยอดว่าด้วยปัญญาประดิษฐ์แห่งประเทศไทย 2568 https://www.nectec.or.th/news/news-pr-news/royin100th-nationalaisummit.html Fri, 12 Sep 2025 06:20:55 +0000 https://www.nectec.or.th/?p=41334

เนคเทค สวทช. ร่วมการประชุมสุดยอดว่าด้วยปัญญาประดิษฐ์แห่งประเทศไทย 2568 เร่งเดินหน้าตามแผน AI แห่งชาติ เน้นพัฒนากำลังคน ดึงดูดการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และการประยุกต์ใช้งาน AI หวังดันประเทศไทยสู่ผู้นำ AI ในภูมิภาค

เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2568 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการ เนคเทค สวทช. ได้เข้าร่วมในการประชุมวิชาการเนื่องในการเฉลิมฉลอง 100 ปีราชบัณฑิตยสภา การประชุมสุดยอดว่าด้วยปัญญาประดิษฐ์แห่งประเทศไทย 2568 เพื่อการพัฒนาความพร้อมด้านปัญญาประดิษฐ์สำหรับประเทศไทย (Thailand National AI Summit 2025: Advancing AI Readiness for Thailand) จัดขึ้นโดย ราชบัณฑิตยสภา ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร ที่ได้รวบรวมผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้กำหนดนโยบาย นักวิชาการ และผู้นำภาคอุตสาหกรรม ร่วมหารือแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เกี่ยวกับประเด็นในการเร่งพัฒนาขีดความสามารถด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของประเทศไทย กับภูมิทัศน์ AI ระดับโลกที่กำลังพัฒนาอย่างรวดเร็ว เพื่อเตรียมความพร้อมเผชิญความท้าทาย และการเปลี่ยนแปลงที่ AI จะมีผลกระทบต่ออนาคตของประเทศไทยในมิติต่างๆ

พร้อมตอกย้ำบทบาทของราชบัณฑิตยสภา ในฐานะสถาบันทางวิชาการที่ยืนหยัดเคียงข้างสังคมไทยมากว่าศตวรรษ และก้าวสู่การเป็นพลังสำคัญในการวางรากฐานความรู้เพื่ออนาคตของประเทศ โดยมี ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์สุรพล อิสรไกรศีล นายกราชบัณฑิตยสภา เป็นประธานกล่าวเปิดงาน

ในการเสวนาวิชาการภายใต้หัวข้อ “แผนยุทธศาสตร์ปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติ” โดยมี ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.นายแพทย์สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ภาคีสมาชิก และประธานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กสว.) เป็นประธานดำเนินการเสวนา ดร.ชัย ผู้อำนวยการ เนคเทค สวทช. ได้นำเสนอภาพรวม “ยุทธศาสตร์การพัฒนาปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติ” เพื่อสะท้อนวิสัยทัศน์เชิงยุทธศาสตร์ของประเทศไทยในการพัฒนาและขับเคลื่อน AI อย่างเป็นระบบ ตามแผนพัฒนาปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (พ.ศ.2565-2570) ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นของการวางกรอบยุทธศาสตร์เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

ร่วมด้วยการนำเสนอมุมองของนักวิชาการ ในหัวข้อ

  • “ปัญญาประดิษฐ์ กับการเรียนรู้และการศึกษา” โดย ศาสตราจารย์ นายแพทย์วิจารณ์ พานิช นายกสภามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี
  • “ยุทธศาสตร์การพัฒนากำลังคนด้านปัญญาประดิษฐ์ของประเทศไทย” โดย ดร.เทพชัย ทรัพย์นิธิ นายกสมาคมปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย

ต่อเนื่องด้วยการเสวนาภายใต้หัวข้อ “การประยุกต์ปัญญาประดิษฐ์ในบริบทของประเทศไทย” โดยมี ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์สุรพล อิสรไกรศีล นายกราชบัณฑิตยสภา เป็นประธานการเสวนา ซึ่งได้นำเสนอตัวอย่างการใช้ AI ที่สอดคล้องกับบริบทไทย ทั้งทางด้านธุรกิจอุตสาหกรรม ศาสนา กระบวนการยุติธรรม ได้แก่

  • “การประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ในองค์กรภาคธุรกิจขนาดใหญ่” โดย นายโฆษิต สุขสิงห์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่และผู้บริหารสูงสุดปฏิบัติการประเทศไทย บริษัทไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน)
  • “ปัญญาประดิษฐ์ พระพุทธศาสนา กับจริยธรรม” โดย ศาสตราจารย์ ดร.โสรัจจ์ หงศ์ลดารมภ์ ภาคีสมาชิก ประเภทวิชาปรัชญา และวิชาอัคฆวิทยา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ราชชวิทยาลัย
  • “ปัญญาประดิษฐ์ กับกฎหมายไทย” โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พีรพัฒ โชคสุวัฒนสกุล คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

แผน AI แห่งชาติกับเป้าหมายสำคัญ ในการส่งเสริมระบบนิเวศการพัฒนา และประยุกต์ใช้ AI เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน

ประเทศไทยได้ประกาศแผนพัฒนาปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (พ.ศ.2565-2570) โดยมีการแต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนแผนฯ ที่มีกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดศ.) เป็นแกนหลัก ภายใต้ 5 ยุทธศาสตร์ในการดำเนินงานเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนา AI ในประเทศอย่างเป็นรูปธรรม ได้แก่

1) จริยธรรมและกฎระเบียบ
2) การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน
3) พัฒนากำลังคน
4) การวิจัยพัฒนานวัตกรรม
และ 5) การส่งเสริมการใช้งาน

โดยผลการดำเนินงานในระยะ 2 ปีที่ผ่านมา เน้นการเตรียมความพร้อมตามยุทธศาสตร์ 3 ด้านแรก อาทิ การเปิดศูนย์ให้คำปรึกษาธรรมาภิบาล AI (AIGC), การเตรียมโครงสร้างพื้นฐานด้านการประมวลผลขั้นสูงของประเทศ ด้วยศูนย์บริการ Super Computer (ThaiSC), บริการ Nation AI Platform บน GDCC, การจัดตั้งศูนย์ทดสอบมาตรฐาน AI, การส่งเสริมการพัฒนากำลังคน, พัฒนาคลังข้อมูลเพื่อ AI การแพทย์, TPMAP ระบบบริหารจัดการข้อมูลเพื่อชี้เป้าคนจน, การระบุตัวตนด้วย Biometric จัดเก็บข้อมูลอัตลักษณ์คนต่างด้าวเพื่อการบริการด้านสาธารณสุข, Thai Large Language Model แบบจำลองภาษาไทยขนาดใหญ่เปิดให้ใช้งานได้แบบสาธารณะ

การขับเคลื่อนแผนในระยะต่อไป (พ.ศ. 2568 – 2570) ยังคงเน้นการพัฒนากำลังคนในทุกระดับตั้งแต่การศึกษาขั้นพื้นฐานไปจนถึงระดับวิชาชีพ การดึงดูดการสงทุน้าโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มขึ้นเพื่อส่งเสริมระบบนิเวศปัญญาประดิษฐ์ และการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์เพื่อประยุกต์ใช้ในภาครัฐ และภาคธุรกิจอุตสาหกรรมสำคัญ อาทิ การแพทย์และสุขภาวะ การศึกษา และเกษตรกรรม โดยอาศัยการทำงานร่วมกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นผู้เล่นหลักด้าน AI และมีระบบนิเวศที่ดีที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้: ดร.ชัย กล่าวในการบรรยาย

ก้าวสู่ 1 ทศวรรษ ความร่วมมือระหว่างเนคเทค สวทช. และราชบัณฑิตยสภา พัฒนาข้อมูลภาษาไทยในรูปแบบที่เข้าถึงได้
นับตั้งแต่ปีพ.ศ. 2559 จนถึงปัจจุบัน เนคเทค สวทช. ได้รับความเชื่อมั่นจากสำนักงานราชบัณฑิตยสภา ที่ให้โอกาสทีมวิจัยเนคเทค ได้นำองค์คววามรู้ด้าน AI รวมถึงการประมวลผลภาษาธรรมชาติและความหมาย พัฒนาผลงานร่วมกันมาอย่างต่อเนื่อง โดยผลิตงานวิชาการในรูปแบบที่อำนวยความสะดวกให้ประชาชนสามารถเรียนรู้ และเข้าถึงข้อมูลได้เป็นอย่างดี ได้แก่

1) “ราชบัณฑิตยฯ โมไบล์” แอปพลิเคชันพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พุทธศักราช 2554
2) แอปพลิเคชันอ่านอย่างไรเขียนอย่างไร ฉบับราชบัณฑิตยสถาน
3) แอปพลิเคชันชื่อบ้านนามเมือง
4) ระบบพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานพุทธศักราช 2554 ออนไลน์
5) ระบบศัพท์บัญญัติออนไลน์

และในปี พ.ศ. 2565 ได้มีการลงนามร่วมกันในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการวิจัยและพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร และอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อเพิ่มศักยภาพงานตามอำนาจหน้าที่ของสำนักงานราชบัณฑิตยสภา ในการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาพัฒนาเพื่อรองรับ จัดเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ และการสืบค้นสำหรับเปิดให้ประชาชนได้เข้าถึงบริการ นำข้อมูลองค์ความรู้ในศาสตร์ต่าง ๆ ของสำนักงานราชบัณฑิตยสภาไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อไป

]]>
เนคเทค สวทช. ร่วมแถลงความสำเร็จ “Carbon Management Platform” หนุน EEC ก้าวสู่ Low Carbon และ Carbon Neutrality https://www.nectec.or.th/news/news-pr-news/kmutt-carbon-management-platform.html Thu, 11 Sep 2025 07:43:01 +0000 https://www.nectec.or.th/?p=41297

เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2568 ดร.พนิตา พงษ์ไพบูลย์ รองผู้อำนวยการเนคเทค สวทช. พร้อมด้วย ดร.พรพรหม อธีตนันท์ รักษาการผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาเครือข่ายเชิงกลยุทธ์และประเมินผล (SPE) ดร.อัมพร โพธิ์ใย หัวหน้าทีมวิจัยเทคโนโลยีและนวัตกรรมการลดคาร์บอน (DTI) และทีมวิจัย ร่วมงานแถลงข่าว “การขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างยั่งยืนสู่สังคม Low Carbon และ Carbon Neutrality ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)” ณ ไอคอนสยาม กรุงเทพฯ จัดโดยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.)

รศ. ดร.สุวิทย์ แซ่เตีย อธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) กล่าวเปิดตัว Carbon Management Platform ผลงานสำคัญภายใต้แผนงานบูรณาการ EEC ปีงบประมาณ 2567 ที่มุ่งสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมในพื้นที่ EEC ก้าวสู่ Carbon Neutrality และ Net-Zero GHG Emission อย่างเป็นรูปธรรมแพลตฟอร์มดังกล่าวเป็นเครื่องมือดิจิทัลครบวงจร ช่วยภาคธุรกิจทุกระดับสามารถกำหนดเป้าหมาย ติดตาม และจัดการคาร์บอนฟุตพรินต์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยให้บริการหลัก 3 ด้าน ได้แก่ 1) การบริหารจัดการข้อมูลเชิงรุก (Proactive Data Management) บริหารจัดการและคำนวณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามมาตรฐานสากล เพิ่มความน่าเชื่อถือทางธุรกิจ 2) การให้คำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ ให้คำแนะนำในการเลือกใช้เทคโนโลยีสะอาด และวางแผนกลยุทธ์เพื่อการลดการปล่อยคาร์บอนอย่างมีประสิทธิภาพ และ 3) การฝึกอบรมเพื่อเพิ่มศักยภาพบุคลากร การฝึกอบรมผ่าน e-Courses ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการจัดการคาร์บอนและความยั่งยืน เพื่อสร้างผู้เชี่ยวชาญในองค์กร

ด้าน ผศ. ดร.เดี่ยว กุลพิรักษ์ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่าย Digital Transformation และหัวหน้าโครงการ กล่าวเสริมว่า การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำไม่ใช่ภาระ แต่เป็นโอกาสเพิ่มศักยภาพธุรกิจในระยะยาว โดยแพลตฟอร์มนี้ทำหน้าที่เป็น “สะพาน” เชื่อมโยงองค์ความรู้และเทคโนโลยีสู่การปฏิบัติจริง เพื่อช่วยผู้ประกอบการใน EEC ปรับตัวก่อนมาตรการสิ่งแวดล้อมสากลจะส่งผลกระทบ ที่ผ่านมาโครงการฯ สร้างผลลัพธ์ชัดเจน ทั้งด้านการถ่ายทอดองค์ความรู้ การให้คำปรึกษาเชิงลึก และการเชื่อมโยงความร่วมมือ โดยมีพันธมิตรสำคัญร่วมขับเคลื่อน ได้แก่ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ โดย ศูนย์เทคโนโลยีอิแล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) ศูนย์นวัตกรรมการผลิตยั่งยืน (SMC) สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และบริษัท ไอคิวบ์ จำกัด ภายใต้กลไก Carbon Management Services by KMUTT จนถึงปัจจุบัน มีการจัดกิจกรรม Onsite ในพื้นที่ EEC แล้ว 3 ครั้ง มีผู้เข้าร่วมกว่า 280 คน และมีผู้ประกอบการลงทะเบียนใช้งานแพลตฟอร์มไม่น้อยกว่า 250 ราย สะท้อนถึงความพร้อมของภาคอุตสาหกรรมไทยในการก้าวสู่ Low Carbon Economy

ภายในงานยังจัดให้มีพิธีมอบโล่ประกาศเกียรติคุณ “องค์กรผู้สนับสนุนการขับเคลื่อนการจัดการก๊าซเรือนกระจกภาคอุตสาหกรรม ภายใต้โครงการการสนับสนุนการบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนของอุตสาหกรรมในพื้นที่ EEC” แก่สถานประกอบ 24 แห่ง

นอกจากนี้ในงานมีการบรรยายพิเศษ การเสวนา และบูธให้คำปรึกษา อาทิ

  • การบรรยายหัวข้อ “ภาพรวมนโยบาย กลไก และกฎหมายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลต่อภาคอุตสาหกรรมของประเทศ” โดย คุณกิตติศักดิ์ พฤกษ์กานนท์ ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และความร่วมมือระหว่างประเทศ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม
  • การบรรยายหัวข้อ “ยุทธศาสตร์ และกลไกการสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลต่อภาคอุตสาหกรรม ในพื้นที่ EEC” โดย คุณอังศุธรย์ วสุสัณห์ ผู้อำนวยการสำนักเศรษฐกิจ BCG สายงานการลงทุนและการต่างประเทศ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.)
  • การเสวนาในหัวข้อ “โอกาสและความท้าทายในการบริหารจัดการคาร์บอนและเทคโนโลยีการลดก๊าซเรือนกระจก” โดย ดร.อัมพร โพธิ์ใย หัวหน้าทีมวิจัยเทคโนโลยีและนวัตกรรมการลดคาร์บอน (DTI) เนคเทค สวทช. คุณสาธิต เนียมสุวรรณ ผู้จัดการ สำนักรับรองคาร์บอนเครดิต องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) คุณรัชกฤต สงวนชีวิน ผู้จัดการฝ่าย หน่วยงาน Sustainability Development Division บริษัท สยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด (บริษัทที่เข้าร่วมโครงการ) ผศ. ดร.เดี่ยว กุลพิรักษ์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (ผู้ดำเนินการเสวนา)
  • การบรรยายหัวข้อ “การสนับสนุนและแหล่งเงินทุนสำหรับการบริหารจัดการคาร์บอน (Green Finance)” โดย ดร.สวนิตย์ บุญญาสุวัฒน์ กรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ สถาบันการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

การแถลงความสำเร็จครั้งนี้ แสดงถึงพลังความร่วมมือจากสถาบันวิจัย มหาวิทยาลัย หน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชน ที่มุ่งขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ลดการปล่อยคาร์บอน และก้าวสู่เป้าหมาย Carbon Neutrality อย่างมั่นคง

]]>
เนคเทค สวทช. ขับเคลื่อนร่างมาตรฐานการเข้าถึงเนื้อหาเว็บไซต์ ยกระดับมาตรฐานดิจิทัลไทย https://www.nectec.or.th/news/news-pr-news/publichearing2025-wcag.html Tue, 09 Sep 2025 07:06:15 +0000 https://www.nectec.or.th/?p=41225

วันที่ 2 กันยายน 2568 สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) จัดการประชุมรับฟังความคิดเห็นต่อร่างมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมข้อกำหนดการทำให้เนื้อหาเว็บสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้ (Web Content Accessibility Guidelines)  ณ โรงแรมเซนจูรี่ พาร์ค กรุงเทพฯ และผ่านระบบออนไลน์

การประชุมได้รับเกียรติจาก นางสาววันทนีย์ พันธชาติ ผู้ทรงคุณวุฒิและประธานกรรมการวิชาการด้านมาตรฐานเพื่อการเข้าถึงและใช้ประโยชน์เนื้อหาและบริการดิจิทัลโดยสะดวกถ้วนหน้า เป็นประธานในพิธีเปิด

วัตถุประสงค์ของการจัดประชุมครั้งนี้เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและผู้เชี่ยวชาญในหลากหลายภาคส่วน ทั้งจากภาครัฐและเอกชน มีผู้เข้าร่วมประชุมจำนวน 38 คน/หน่วยงาน ซึ่งได้ให้ข้อคิดเห็นที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการปรับปรุงร่างมาตรฐานให้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น เพื่อประกาศเป็นมาตรฐานหรือเอกสารเผยแพร่ โดย ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ และส่งมอบให้สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) พิจารณาประกาศเป็น มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมอย่างเป็นทางการต่อไป

มาตรฐานดังกล่าวยังมีเป้าหมายที่จะเสนอต่อ World Wide Web Consortium (W3C) เพื่อประกาศเป็น Web Content Accessibility Guidelines (WCAG) 2.2 ฉบับภาษาไทย ที่ได้รับอนุญาต (Thai Authorized Translation) ซึ่งเป็นการยกระดับมาตรฐานการเข้าถึงเนื้อหาบนเว็บไซต์ของประเทศไทยให้ทัดเทียมระดับสากล

การผลักดันมาตรฐาน WCAG นี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการสร้างสังคมดิจิทัลที่ทุกคนสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้อย่างเท่าเทียม ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือผู้สูงอายุ พร้อมทั้งลดความเหลื่อมล้ำและส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศในระยะยาว

]]>
Net Zero Day Series2 เสริมเครื่องมือ-ความรู้ มุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero อุตสาหกรรมไทย https://www.nectec.or.th/news/news-pr-news/netzero-day-ss2.html Sat, 06 Sep 2025 07:08:32 +0000 https://www.nectec.or.th/?p=41262

เนคเทค สวทช. ร่วมกับ อบก. จัด “Net Zero Day Series 2” เสริมเครื่องมือ-ความรู้ มุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero อุตสาหกรรมไทย

เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2568 ณ ห้องพระศิวะ โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชัน ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค สวทช.) และศูนย์นวัตกรรมการผลิตยั่งยืน (SMC) ร่วมกับองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) จัดกิจกรรม Net Zero Day Series 2: เครื่องมือลดก๊าซเรือนกระจก เพื่อเสริมสร้างความรู้และเครื่องมือในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยสู่เป้าหมาย Net Zero
โดยได้รับเกียรติจาก ดร.ปิยวุฒิ ศรีชัยกุล รองผู้อำนวยการเนคเทค สวทช. คุณภคมน สุภาพพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักรับรองธุรกิจคาร์บอนต่ำ อบก. และคุณอุดม ลิ่วลมไพศาล ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยไอโอทีและระบบอัตโนมัติสำหรับงานอุตสาหกรรม เข้าร่วมกิจกรรม

กิจกรรมนี้ต่อยอดจาก Net Zero Day Series 1 ที่จัดขึ้นเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งได้วางพื้นฐาน “เส้นทางสู่ Net Zero Carbon” ทั้งในด้านเทรนด์โลกร้อน กระบวนการขอการรับรองจาก อบก. และการแนะนำแพลตฟอร์ม ACAMP (Carbon Accounting Management Platform) ที่ช่วยจัดเก็บ คำนวณ วิเคราะห์ และรายงานข้อมูลคาร์บอนอย่างมีประสิทธิ ภาพ สำหรับ Series 2 ครั้งนี้ มุ่งเจาะลึกการใช้งานจริง ทั้งการประเมิน CFO/CFP การทดลองใช้แพลตฟอร์ม พร้อมฟังกรณีศึกษาจากผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจคาร์บอนต่ำ ตลอดจนกลไกการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน และก้าวสู่อุตสาหกรรมการผลิตที่ยั่งยืน

หัวข้อบรรยายสำคัญภายในงาน มีดังนี้

  • การประเมิน Carbon Footprint for Organization (CFO) โดย คุณธาดา วรุณโชติกุล ผู้จัดการสำนักรับรองธุรกิจคาร์บอนต่ำ
    ถ่ายทอดแนวทางการใช้เครื่องมือ Carbon Footprint เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรให้ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก พร้อมก้าวสู่เป้าหมาย Net Zero อย่างมีระบบ
  • แพลตฟอร์ม CFO NECTEC: เครื่องมือคำนวณและติดตามคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กรแบบเรียลไทม์ โดย คุณปฏิพัทธ์ เอี่ยมอร่าม วิศวกรอาวุโส ทีมวิจัยเทคโนโลยีและนวัตกรรมการลดคาร์บอน (DTI) เนคเทค สวทช.
    แนะนำการใช้งานแพลตฟอร์มคำนวณ CFO อัตโนมัติ สอดคล้องกับมาตรฐาน GHG Protocol และค่า EF ของอุตสาหกรรมไทย
  • การประเมิน Carbon Footprint for Product (CFP) และกรณีศึกษา โดย คุณพวงพันธ์ ศรีทอง และ คุณนนทพัทธ์ แสงทรงศิลป์ ผู้จัดการ สำนักรับรองธุรกิจคาร์บอนต่ำ อบก.
    ถ่ายทอดหลักการประเมินวัฏจักรชีวิตผลิตภัณฑ์ (LCA) การคำนวณ CFP ขั้นตอนการขอรับรองคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ตลอดจนการเตรียมความพร้อมสู่การเป็นที่ปรึกษา/ผู้ทวนสอบ CFP
  • การสนับสนุนผู้ประกอบการไทยสู่ธุรกิจคาร์บอนต่ำและ Net Zero โดย คุณธิติยา ภักดีสม นักวิชาการ สำนักรับรองธุรกิจคาร์บอนต่ำ อบก.
    แนะนำมาตรการและกลไกสนับสนุนภาครัฐ เพื่อช่วยผู้ประกอบการไทยปรับตัว ลดคาร์บอน และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในตลาดโลก

นอกจากนี้ ภายในงานยังมี บูธให้คำปรึกษา จากนักวิจัยเนคเทคและหน่วยงานพันธมิตร เพื่อแนะนำการคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร พร้อมแนวทางการใช้เทคโนโลยีด้านข้อมูลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานกิจกรรมครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญของความร่วมมือระหว่าง เนคเทค สวทช. และ อบก. ในการผลักดันภาคอุตสาหกรรมไทยเดินหน้าสู่เป้าหมาย Net Zero อย่างเป็นรูปธรรม

]]>
สธ. ร่วมมือ สภากาชาดไทย สวทช. ใช้ข้อมูลชีวมิติระบุตัวตน เน้นในกลุ่มต่างด้าว ประชากรแฝง ที่ไม่มีเอกสารประจำตัว เพื่อการป้องกันควบคุมโรคในประเทศ และช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม https://www.nectec.or.th/news/news-pr-news/040968mou-trcbas.html Thu, 04 Sep 2025 09:14:45 +0000 https://www.nectec.or.th/?p=41137

กระทรวงสาธารณสุข ร่วมมือกับ สภากาชาดไทย และสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ พัฒนาการใช้เทคโนโลยีข้อมูลชีวมิติ (Biometric) ในการระบุตัวตนของบุคคลที่ไม่มีเอกสารประจำตัวในประเทศไทย พบมีความถูกต้อง และแม่นยำสูงถึง 99.75% เพิ่มความครอบคลุมในการป้องกันควบคุมโรค ให้บริการทางการแพทย์ และช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม

4 กันยายน 2568 ณ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข จังหวัดนนทบุรี : นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานในพิธีบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีระบุตัวตนของบุคคลที่ไม่มีเอกสารประจำตัวในประเทศไทย เพื่อการสาธารณสุขและช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม โดยมีนายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข นายกฤษฎา บุญราช ผู้ช่วยเลขาธิการสภากาชาดไทย และศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เป็นผู้ลงนาม

นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข


นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข

นายสมศักดิ์ กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุข มีนโยบายส่งเสริมการใช้ข้อมูลชีวมิติ (Biometric) ในการยืนยันตัวตนของกลุ่มประชากรต่างด้าว กลุ่มชาติพันธุ์ ผู้หนีภัยการสู้รบตามแนวชายแดน ที่ไม่มีเอกสารระบุตัวตน ซึ่งจะช่วยในการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรค เนื่องจากเมื่อเจ็บป่วย หรือรับวัคซีนป้องกันโรค หรือเมื่อเกิดภัยพิบัติ คนกลุ่มนี้จะไม่อยู่ในฐานข้อมูลส่งผลให้ไม่ได้รับความช่วยเหลือ โดยได้ร่วมกับสภากาชาดไทย และ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พัฒนาและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีระบุตัวตน Thai Red Cross Biometric Authentication System (TRCBAS) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีการรู้จำลายม่านตา (Iris Recognition) และการรู้จำใบหน้า (Face Recognition) เพื่อเก็บข้อมูลชีวมิติ สนับสนุนระบบบริการทางการแพทย์และสาธารณสุข ในการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม โดยจากข้อมูลของสำนักบริหารแรงงานต่างด้าว เดือนกรกฎาคม 2568 ระบุว่า มีแรงงานต่างด้าวทั่วราชอาณาจักร 2,222,905 คน ในจำนวนนี้มีสถานะไม่ถูกกฎหมายกว่า 1 ล้านคน การพัฒนาเทคโนโลยีระบุตัวตนครั้งนี้จึงเป็นประโยชน์อย่างมาก ทั้งต่อสุขภาพส่วนบุคคลและด้านสาธารณสุขของประเทศ โดยดำเนินการภายใต้หลักธรรมาภิบาลข้อมูลภาครัฐ

“การนำเทคโนโลยีชีวมิติมาใช้ นอกจากช่วยให้การดูแลสุขภาพ ป้องกันควบคุมโรค การให้บริการทางการแพทย์ และช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม สามารถดำเนินการได้อย่างถูกต้อง แม่นยำ และครอบคลุม ยังแสดงให้เห็นถึงการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของกลุ่มบุคคลที่ไม่มีเอกสารประจำตัวในประเทศไทย รวมถึงสามารถต่อยอดในด้านการศึกษา วิจัย ของบุคลากรสาธารณสุขไทย ที่จะนำไปพัฒนาให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชนได้” นายสมศักดิ์กล่าว

นายกฤษฎา บุญราช ผู้ช่วยเลขาธิการสภากาชาดไทย

ด้านนายกฤษฎา กล่าวว่า สภากาชาดไทย เป็นหน่วยงานองค์กรสาธารณกุศลแห่งชาติ มีภารกิจในการบรรเทาทุกข์ บำรุงสุข บำบัดโรค กำจัดภัย เพื่อประโยชน์สุขและเป็นที่พึ่งของประชาชน ปกป้องคุ้มครองชีวิตและสุขภาพของทุกคน ได้ร่วมกับ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ พัฒนาเทคโนโลยีการถ่ายภาพม่านตาและจดจำใบหน้าเพื่อใช้ในการระบุตัวตนในผู้ที่ไม่มีเอกสาร เป็นผลสำเร็จ สำหรับความร่วมมือฯ ฉบับนี้ สภากาชาดไทย จะเป็นผู้ให้การสนับสนุนเชิงนโยบาย และอุปกรณ์ เครื่องมือในการบันทึกข้อมูลลายม่านตาและใบหน้า ตลอดจนทรัพยากรอื่นๆ ที่จำเป็น เพื่อยกระดับบริการด้านสาธารณสุขและการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีแก่ทุกคนที่อาศัยในประเทศไทย

ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช.

ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ กล่าวว่า ระบบพิสูจน์และยืนยันตัวตนด้วยเทคโนโลยีรู้จำลายม่านตา หรือ Thai Red Cross Biometric Authentication System (TRCBAS) เป็นระบบที่ทีมวิจัยของศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ หรือเนคเทค-สวทช. ร่วมกับสภากาชาดไทย พัฒนาขึ้นโดยประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการยืนยันตัวตนด้วยการจดจำลายม่านตาและใบหน้า มาใช้ในการตรวจสอบบุคคลก่อนรับบริการด้านสาธารณสุขและการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม ซึ่งข้อมูลชีวมิติจากลายม่านตาเป็นส่วนที่มีความเป็นเอกลักษณ์สูง คงทน และปลอมแปลงได้ยาก โดยความร่วมมือครั้งนี้จะมีการนำระบบ TRCBAS ไปขยายผลใช้งานในสำนักงานควบคุมโรคเขตเมือง โรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุขในพื้นที่เป้าหมาย อาทิ สมุทรสาคร ตาก แม่ฮ่องสอน และโรงพยาบาลเอกชนที่มีการขึ้นทะเบียนบริการตรวจสุขภาพแรงงานต่างด้าว ซึ่งปัจจุบันมีแรงงานต่างด้าวลงทะเบียนในระบบแล้วมากกว่า 2 แสนคน การประมวลผลของระบบ มีความถูกต้องและแม่นยำสูงถึง 99.75%

]]>
เนคเทค สวทช. ร่วมเวที KBTG Techtopia 2025 สะท้อนมุมมอง “Sovereign AI” ใครคือเจ้าของปัญญาประดิษฐ์ในอนาคต https://www.nectec.or.th/news/news-pr-news/kbtg-techtopia2025.html Wed, 03 Sep 2025 03:37:01 +0000 https://www.nectec.or.th/?p=41249

เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2568 ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค สวทช.) ได้มีโอกาสร่วมเสวนาแลกเปลี่ยนมุมมองแนวคิด และการดำเนินงาน ในงาน KBTG Techtopia 2025 หัวข้อ “Sovereign Al: Who Owns the Future of Intelligence?” ร่วมกับผู้บริหารระดับสูง ได้แก่ รศ.ดร.ธีรณี อจลากุล ผู้อำนวยการสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) และ ดร.ชัยชนะ มิตรพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) โดยมี ผศ. ดร.รัชฎา คงคะจันทร์ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายวิชาการ เป็นผู้ดำเนินรายการ

การเสวนาครั้งนี้สะท้อนมุมมองของความจำเป็นในการสร้าง “Sovereign AI หรืออธิปไตยทาง AI” ที่ประเทศไทยไม่สามารถพึ่งพา AI จากต่างชาติทั้งหมดได้ จึงจำเป็นต้องสร้าง “ทางเลือก” และ “ความสามารถในการควบคุม” บางส่วนขึ้นมาเอง โดยเน้นการสร้างฐานข้อมูลของไทย (National Data Bank) และการกำหนดมาตรฐาน เพื่อให้ประเทศไทยมีเอกราชทางเทคโนโลยีในระยะยาว รวมถึงสามารถนำ AI มาใช้สร้างความได้เปรียบและความโดดเด่นเฉพาะตัวได้ โดยเฉพาะในภาคส่วนที่ไทยมีศักยภาพ เช่น การแพทย์ และการเกษตร เพื่อรักษาความมั่นคงทางข้อมูล/ เทคโนโลยี และความสามารถในการแข่งขันในยุคดิจิทัล

งาน KBTG Techtopia 2025 ในปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “At World’s Beginning” ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยมีผู้บริหาร ผู้เชี่ยวชาญชั้นนำจากทั่วโลกกว่า 80 คน มาร่วมแชร์ความรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ แบ่งปันมุมมองเกี่ยวกับบทบาทของเทคโนโลยีดิจิทัล & AI ที่มีต่อสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมแบ่งปันมุมมองเกี่ยวกับบทบาทของเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ต่อสังคม เศรษฐกิจในหลากมิติ อาทิ Technology & AI for Humanity, Geopolitics of Emerging Tech, Sustainable Tech & Climate Resilience, Healthcare & Biotech, Cyber Security พร้อมโซนนิทรรศการนวัตกรรมจาก KBTG และหน่วยงานพันธมิตร รวมถึงกิจกรรมเวิร์กช็อปเชิงปฏิบัติการ จากองค์กรเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลก

]]>