NECTEC : National Electronics and Computer Technology Center https://www.nectec.or.th ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ Sun, 16 Aug 2026 19:15:19 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=7.0.4 https://www.nectec.or.th/wp-content/uploads/2022/06/cropped-favicon-nectec-32x32.png NECTEC : National Electronics and Computer Technology Center https://www.nectec.or.th 32 32 รัฐบาลผนึกกำลัง สวทช.-ก.พ.ร.-DGA ประกาศขับเคลื่อน“AI-Driven Government Services” พร้อมเปิดตัว “AI Agentic Chatbot” ยกระดับการบริการภาครัฐยุคใหม่ตอบโจทย์ประชาชน https://www.nectec.or.th/news/news-pr-news/ai-agentic-chatbot.html Thu, 06 Aug 2026 17:50:35 +0000 https://nectec.or.th/?p=43553
วันที่ 6 สิงหาคม 2569 ณ โรงแรมอีสติน แกรนด์ พญาไท กรุงเทพฯ – นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิดงานสัมมนา “AI for Public Sector: AI-Driven Government Services” ซึ่งจัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่างสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.), สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) และสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) หรือ DGA พร้อมด้วยพันธมิตร เพื่อประกาศเจตนารมณ์และแนวทางขับเคลื่อนการนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) ยกระดับการบริหารงานภาครัฐและบริการประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม โดยมุ่งหวังให้เกิดการยกระดับคุณภาพการให้บริการ ลดขั้นตอนการดำเนินงาน เพิ่มความโปร่งใส และสร้างประสบการณ์ที่ดีให้แก่ประชาชน
นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “วิถีใหม่ภาครัฐไทยในยุค AI” ระบุว่า เทคโนโลยี AI เข้ามามีบทบาทสำคัญและกำลังเปลี่ยนความคาดหวังของประชาชนที่มีต่อการให้บริการของภาครัฐ การนำ AI มาใช้จึงไม่ใช่เพียงเครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพหรือทำให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัลเท่านั้น แต่เป็นโอกาสสำคัญในการทบทวนบทบาทและออกแบบกระบวนการทำงานใหม่ (Redesign) การเปลี่ยนผ่านสู่ AI-Driven Government ต้องอาศัยข้อมูลภาครัฐที่ถูกต้อง เป็นปัจจุบัน มีมาตรฐาน และเชื่อมโยงกันได้ เพื่อลดความซ้ำซ้อนและลดภาระของประชาชน นอกจากนี้ การใช้ AI ของภาครัฐต้องคำนึงถึงความปลอดภัย การคุ้มครองข้อมูล ความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และที่สำคัญคือต้องรักษาอธิปไตยทางเทคโนโลยีและข้อมูล (Sovereignty) อย่างเคร่งครัด
ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า ในยุคที่ AI ก้าวจาก Generative AI สู่ Agentic AI หรือระบบผู้ช่วยอัจฉริยะ สวทช. ในฐานะ Research Engine ของประเทศ พร้อมนำความเชี่ยวชาญและเทคโนโลยี AI มาเป็นโครงสร้างพื้นฐานของประเทศขับเคลื่อน AI-Driven Government Services ด้วย AI มีศักยภาพในการพลิกโฉมการทำงานของภาครัฐอย่างรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพระบบงานปฏิบัติการภายใน (Internal Workflow) การยกระดับบริการประชาชน (External Services) ตลอดจนสนับสนุนภารกิจเฉพาะด้านของหน่วยงาน โดยความร่วมมือระหว่าง ก.พ.ร. สวทช. และ DGA ในวันนี้ ถือเป็นการผสานบทบาทที่สำคัญตั้งแต่นโยบาย งานวิจัยพัฒนา ไปจนถึงการขยายผลใช้งานจริง เพื่อเป็นกลไกและจุดเริ่มต้นสำคัญในการขับเคลื่อนบริการภาครัฐยุคใหม่อย่างเป็นรูปธรรม
ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวต่อไปว่า การเปิดตัว ‘AI Agentic Chatbot’ ในวันนี้ ถือจุดเริ่มต้นของความร่วมมือ 3 ฝ่าย เพื่อเป็นบริการนำร่องเชิงรุกในการเชื่อมโยงข้อมูลและบริการภาครัฐให้ประชาชนเข้าถึงได้ง่าย ในจุดเดียว โดยมี Pathumma LLM ที่พัฒนาโดย เนคเทค สวทช. ทำหน้าที่เป็นโมเดลภาษาเบื้องหลัง ซึ่งหากทุกหน่วยงานภาครัฐร่วมกันพัฒนาบนมาตรฐานเดียวกัน การเชื่อมโยงข้อมูลและการยกระดับขีดความสามารถไปสู่ระบบ Agentic AI ข้ามหน่วยงานก็จะเกิดขึ้นได้อย่างแท้จริง การเปลี่ยนผ่านจาก Digital Transformation สู่ AI Transformation อย่างเต็มรูปแบบนี้ จำเป็นต้องตั้งอยู่บนรากฐานของ Sovereign AI เพื่อสร้างความมั่นคงและขีดความสามารถในการพึ่งพาตนเองทางเทคโนโลยีภายในประเทศ ควบคู่กับการคุ้มครองความปลอดภัยของข้อมูลราชการ ทั้งนี้ ความสำเร็จดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อเทคโนโลยี บุคลากร กระบวนการ และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ได้รับการบูรณาการและขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อสร้างประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนและประเทศไทย
สำหรับการประกาศแนวทางความร่วมมือครั้งสำคัญของ 3 หน่วยงานเพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานภายใต้แนวคิด “ก้าวสู่ AI ยุคใหม่ ยกระดับภาครัฐไทย ให้บริการประชาชน” ได้รับเกียรติจากผู้บริหารระดับสูงร่วมประกาศเจตนารมณ์ นำโดย นางสาวอ้อนฟ้า เวชชาชีวะ เลขาธิการ ก.พ.ร. ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. และ ดร.ณัฐวัชร์ วรนพกุล รองผู้อำนวยการ DGA
ความร่วมมือดังกล่าวถือเป็นการบูรณาการบทบาทหน้าที่อย่างเป็นระบบ เริ่มจาก ก.พ.ร. กำหนดทิศทาง ขับเคลื่อนนโยบายและเป้าหมายยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบราชการ ควบคู่ไปกับการสนับสนุนให้หน่วยงานรัฐนำ AI ไปประยุกต์ใช้ในหน่วยงานนำร่อง ในขณะที่ สวทช. จะเป็นหน่วยงานหลักในการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี AI ไปสนับสนุน โดยมี Pathumma LLM เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สามารถต่อยอดเป็นบริการที่เหมาะสมกับบริบทของภาครัฐ เช่น AI Agentic Chatbot และ Pathumma Connect ส่วน DGA จะทำหน้าที่เชื่อมโยงบริการเหล่านี้เข้ากับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลส่วนกลาง พร้อมผลักดันการใช้งานจริงภายใต้หลัก AI Governance เพื่อให้เกิดความมั่นคงปลอดภัยและน่าเชื่อถือ
“AI Agentic Chatbot” (https://chatbotportal.opdc.ai.in.th/) มุ่งยกระดับประสบการณ์การติดต่อราชการให้สะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น แก้ปัญหาข้อมูลแยกส่วน (Siloed Data) ของหน่วยงานรัฐ ด้วยขีดความสามารถของ Agentic AI ระบบจะทำหน้าที่ “คิด วางแผน และเชื่อมโยง” ข้อมูลข้ามหน่วยงานแทนประชาชน โดยใช้ Pathumma LLM เป็นแกนหลักในการประมวลผล และมี Pathumma Connect ทำหน้าที่เชื่อมโยงเครือข่ายข้อมูลแชทบอทของ 5 หน่วยงานนำร่อง ได้แก่ กรมที่ดิน กรมสรรพากร กรมการปกครอง สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ให้สามารถทำงานสอดประสานเป็นหนึ่งเดียว ส่งผลให้เมื่อประชาชนมีคำถามหรือความต้องการที่คาบเกี่ยวในหลายภารกิจ ระบบจะทำการสืบค้นและดึงข้อมูลจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มาประมวลผลเป็นคำตอบเดียวที่ถูกต้อง ครอบคลุม พร้อมแสดงแหล่งอ้างอิงที่เชื่อถือได้ อำนวยความสะดวกให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการภาครัฐได้อย่างง่ายดายเบ็ดเสร็จจากจุดเดียว นับเป็นก้าวสำคัญสู่บริการ AI-Driven Government Services อย่างเป็นรูปธรรม
 
]]>
เนคเทค สวทช. จัด Digital Workforce Forum ชู Future Skills เตรียมกำลังคนไทยสู่ยุค Agentic AI และ Cybersecurity https://www.nectec.or.th/news/news-pr-news/digital-workforce-forum.html Sat, 25 Jul 2026 03:17:44 +0000 https://nectec.or.th/?p=43488
ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สวทช. ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร จัดงาน Digital Workforce Forum ภายใต้หัวข้อ “Future Skills for AI & Cybersecurity: Learning, Working, and Governing in the Age of Agentic AI” เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2569 ณ ทรู ดิจิทัล พาร์ค กรุงเทพฯ เพื่อเปิดเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการพัฒนากำลังคนในยุค AI พร้อมยกระดับ AI Literacy และ Cybersecurity Literacy ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) และเตรียมความพร้อมบุคลากรไทยให้สามารถทำงานร่วมกับ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และมีความรับผิดชอบ
สัมมนานี้ได้รับเกียรติจากผู้แทนภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการศึกษา ร่วมถ่ายทอดมุมมองและแลกเปลี่ยนประสบการณ์เกี่ยวกับทิศทางการพัฒนากำลังคนในยุคดิจิทัล โดย ม.ร.ว.นงคราญ ชมพูนุท ประธานสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย กล่าวเปิดงานและบรรยายพิเศษในหัวข้อ Future Skills for Workforce in Digital Era โดยชี้ว่า AI กำลังเปลี่ยนแปลงโลกการทำงานอย่างรวดเร็ว สิ่งสำคัญไม่ใช่การกังวลว่า AI จะเข้ามาแทนที่มนุษย์ แต่คือการเรียนรู้ที่จะทำงานร่วมกับ AI อย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการใช้เทคโนโลยีอย่างรู้เท่าทัน ปลอดภัย และมีความรับผิดชอบ พร้อมเน้นย้ำว่าการพัฒนากำลังคนไทยจำเป็นต้องส่งเสริมทั้ง AI Literacy, Cybersecurity Literacy และ Lifelong Learning ผ่านความร่วมมือของภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการศึกษา
จากนั้น ดร.ศวิต กาสุริยะ รองผู้อำนวยการเนคเทค สวทช. บรรยายในหัวข้อ “AI University: การเตรียมความพร้อมของกำลังคนตั้งแต่ในมหาวิทยาลัย” ถ่ายทอดภาพรวมการพัฒนากำลังคนด้าน AI ของประเทศ พร้อมแนวทางการเตรียมความพร้อมตั้งแต่ระดับอุดมศึกษา เพื่อสร้างรากฐานสำคัญของการพัฒนาบุคลากรที่มีทักษะสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและความต้องการของภาคอุตสาหกรรมในอนาคต
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญ คือการเสริมสร้างความตระหนักด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ โดย พลอากาศตรี อมร ชมเชย เลขาธิการ สํานักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) ในหัวข้อ Trust in the Digital Era: Defending Against AI-Powered Cyber Threats และ คุณฐิติรัตน์ ศิริพัฒนาเลิศ หัวหน้าสายงานด้านความปลอดภัยระบบสารสนเทศ บริษัท ทรู ดิจิทัล กรุ๊ป จำกัดที่ร่วมถ่ายทอดแนวทางการรับมือภัยคุกคามไซเบอร์และการเสริมสร้าง Cybersecurity Literacy สำหรับองค์กรและบุคลากรในยุค AI
ภายในงานยังจัดเวทีเสวนาพิเศษ “Future Skill Cyber Security in the Age of AI : ทักษะอะไรที่คนทำงานต้องรู้” เปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรระหว่างประเทศ เกี่ยวกับทักษะด้าน Cybersecurity ที่จำเป็นสำหรับคนทำงานในยุค AI ตลอดจนแนวทางการสร้างภูมิคุ้มกันทางดิจิทัล และการใช้ AI อย่างปลอดภัยและมีความรับผิดชอบ
 
เสวนาครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก หม่อมหลวงลือศักดิ์ จักรพันธุ์ กรรมการสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย และนายกสมาคมสมาพันธ์โอเพนซอร์สแห่งประเทศไทย, พลอากาศตรี อมร ชมเชย เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ, คุณสันติ ศิริธีราเจษฎ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านคุ้มครองเด็กประจำองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย, ดร.ธัชพล โปษยานนท์ ที่ปรึกษาประจำประเทศไทยและอาเซียน บริษัท พาโล อัลโต เน็ตเวิร์กส์ (ประเทศไทย) จำกัด และ ดร.พนิตา พงษ์ไพบูลย์ รองผู้อำนวยการเนคเทค สวทช. ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น โดยมี ดร.พรพรหม อธีตนันท์ รักษาการผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาเครือข่ายเชิงกลยุทธ์และประเมินผล เนคเทค สวทช. ทำหน้าที่ผู้ดำเนินรายการ
ช่วงบ่ายนักวิจัยเนคเทค สวทช. นำเสนอ Showcase ด้านการพัฒนากำลังคนในยุค AI ผ่านผลงานวิจัยและแพลตฟอร์มสำคัญ ได้แก่ LEAD Education, Teacher Dashboard และ AI Agent ซึ่งสะท้อนการประยุกต์ใช้ AI เพื่อยกระดับการเรียนรู้ การพัฒนาทักษะ และการสร้างกำลังคนที่ตอบโจทย์ภาคการศึกษาและภาคอุตสาหกรรม ประกอบด้วย “LEAD Education: เทรนด์ใหม่ของการเรียนรู้ที่ตอบโจทย์เฉพาะบุคคล” โดย ดร.เสาวลักษณ์ แก้วกำเนิด หัวหน้าทีมวิจัยเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา กลุ่มวิจัยการสื่อสารและเครือข่าย และ “AI Agent: เครื่องมือขับเคลื่อนการพัฒนากำลังคนในยุค AI” โดย คุณชัชวาล สังคีตตระการ วิศวกรอาวุโส ทีมวิจัยยุทธศาสตร์ทรานส์ฟอร์เมชันด้วยปัญญาประดิษฐ์ (ATS) กลุ่มวิจัยปัญญาประดิษฐ์
นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมงานยังได้ร่วมกิจกรรม Cybersecurity Showcase และเยี่ยมชม Security Operations Center (SOC) ของทรู ดิจิทัล กรุ๊ป เพื่อเรียนรู้การรับมือภัยไซเบอร์ในสภาพแวดล้อมจริง พร้อมรับฟังการบรรยายเรื่อง Deepfake และแนวทางป้องกันภัยไซเบอร์ในปี 2026 โดย คุณเอกฉันทร์ รัตนเลิศนุสรณ์ หัวหน้าทีมวิจัยความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศ กลุ่มวิจัยการสื่อสารและเครือข่าย เนคเทค สวทช. และคุณนรินทร์ รุณภัย ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ สำนักงานสุขภาพเขต 4 กระทรวงสาธารณสุข
ปิดท้ายด้วยการบรรยายพิเศษ “The Anatomy of Digital Workforce” โดย นพ.มรรคพร ขัตติยะทองคำ (หมอตังค์) ที่ชวนวิเคราะห์โครงสร้างของคนทำงานยุคใหม่ พร้อมชี้ให้เห็นทักษะสำคัญและบทบาทของเทคโนโลยี AI ที่จะช่วยให้บุคลากรสามารถปรับตัว เติบโต และสร้างคุณค่าให้กับองค์กรในโลกการทำงานที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
 
การจัดงาน Digital Workforce Forum ในครั้งนี้ นอกจากจะเป็นเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้าน AI การพัฒนากำลังคน และความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แล้ว ยังเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม Side Event EP.2 ภายใต้การเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 40 ปี เนคเทค เพื่อเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการศึกษา ในการร่วมกันพัฒนากำลังคนไทยให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงของยุค Agentic AI และก้าวสู่เศรษฐกิจดิจิทัลอย่างมั่นคงและยั่งยืน ก่อนการจัดงาน NECTEC Annual Conference and Exhibitions 2026 (NECTEC ACE 2026) ในเดือนกันยายนนี้
]]>
สรุปแนวทางใช้เทคโนโลยีอัปเกรดโรงงาน ‘แบบไม่เจ็บตัว’ อุดรอยรั่วการผลิต เซฟต้นทุน เริ่มสเกลเล็กแต่เห็นผลจริง https://www.nectec.or.th/news/news-article/sustainable-factory-tech-upgrade.html Thu, 23 Jul 2026 19:54:30 +0000 https://nectec.or.th/?p=43446

🔑 Key Message

จากผลิตให้มาก สู่ผลิตให้มีประสิทธิภาพ: ต้นทุนพลังงาน วัตถุดิบ แรงงาน และข้อกำหนดด้านความยั่งยืน ทำให้โรงงานต้องใช้ข้อมูลแบบ Real-time มาช่วยตัดสินใจมากขึ้น เป้าหมายจึงขยับจากการเพิ่มกำลังผลิตเพียงอย่างเดียว มาเป็นการผลิตให้แม่นยำ คุ้มค่า และลดความสูญเสียในกระบวนการ

เริ่มจากโจทย์จริง ไม่ใช่เทคโนโลยี: การนำ AI และระบบอัตโนมัติมาใช้ควรเริ่มจากการสำรวจปัญหาหน้างาน เลือกจุดที่ส่งผลต่อธุรกิจ และทดลองในขนาดที่วัดผลได้จริง ก่อนขยายสู่ระบบที่ใหญ่ขึ้น

ประเมินความพร้อมก่อนลงทุน: สวทช. เนคเทค และศูนย์นวัตกรรมการผลิตยั่งยืน (SMC) มีเครื่องมือช่วยโรงงานประเมินความพร้อมครอบคลุมด้านโรงงาน บุคลากร เทคโนโลยี และความยั่งยืน ตั้งแต่ Thailand i4.0 Index, Human Capability Framework, iSmart OEE, Daysie, ACAM ไปจนถึง UNAi ที่ช่วยให้เห็นข้อมูลตำแหน่งในโรงงานแบบเรียลไทม์

Table of Contents

เป้าหมายของการบริหารโรงงานในปัจจุบัน ขยับจากการวัดความสำเร็จด้วย ‘ปริมาณการผลิต’ มาเป็นความสามารถในการผลิตที่ ‘แม่นยำและสูญเสียน้อยที่สุด’ เมื่อต้นทุนทุกด้านปรับตัวสูงขึ้น ทั้งพลังงาน วัตถุดิบ และแรงงาน ผนวกกับข้อกำหนดด้านความยั่งยืนที่เข้มงวด ภาคอุตสาหกรรมจึงต้องหันมาพึ่งพาข้อมูลและเทคโนโลยี เพื่อพลิกโฉมการผลิตให้แม่นยำคุ้มค่า และลดความสูญเสียในกระบวนการ

บทความนี้พาไปถอดบทเรียนจากงาน Sustainable Manufacturing Executive Forum โดยศูนย์นวัตกรรมการผลิตยั่งยืน (SMC) เนคเทค สวทช. เจาะลึกตั้งแต่แนวคิดการใช้ AI แก้ปัญหาหน้างาน การเริ่มลงทุนจากสเกลเล็ก ๆ ไปจนถึงเครื่องมือประเมินความพร้อมจากภาครัฐ ที่จะช่วยเปลี่ยนโรงงานไทยให้พร้อมสู่การทำ Green Transformation ได้อย่างมั่นใจและตรงจุด

ปรับทิศทางการผลิต จากปริมาณสู่ประสิทธิภาพ

เมื่อต้นทุนวัตถุดิบ พลังงาน และแรงงานปรับตัวสูงขึ้น ขณะเดียวกันลูกค้า ตลาดส่งออก และนักลงทุนเริ่มให้ความสำคัญกับข้อมูลด้านความยั่งยืนมากขึ้น ภาคการผลิตจึงต้องกลับมาทบทวนวิธีการทำงานใหม่ทั้งหมด ดร.กรกช ธีวงศ์คำ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ Automation & IoT บริษัท เบทาโกร จำกัด (มหาชน) มองว่าแรงกดดันเหล่านี้ทำให้เป้าหมายขององค์กรเปลี่ยนไป โดยระบุว่า “เป้าหมายของเราคงจะไม่ใช่ผลิตให้มากเข้าไว้ แต่คงจะต้องเป็นการผลิตที่มีประสิทธิภาพสูงสุดบนการใช้ฐานข้อมูลแบบ Real-time เบทาโกรมองการเติบโตอย่างยั่งยืนบนการมีประสิทธิภาพไปพร้อม ๆ กัน”

ในมุมของเบทาโกร AI และ Green เป็นเรื่องที่เดินไปด้วยกัน เพราะการใช้ข้อมูลช่วยลดการใช้พลังงาน ลดต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการผลิตได้พร้อมกัน นอกจากการนำเทคโนโลยีมาใช้แล้ว ดร.กรกช ยังกล่าวถึงหัวใจสำคัญในการเปลี่ยนผ่าน คือ การสร้าง “AI Literacy” ให้กับคนในองค์กร “เทคโนโลยีเปลี่ยนไปเร็วมาก เราต้องรีบแคตช์เข้ามาใช้ ซึ่งแปลว่าหลังบ้านของเราต้องมีศักยภาพรองรับ อนาคตเราต้องมีภาพของการประยุกต์ใช้และต่อยอด Product ไปกับ AI ได้แบบยั่งยืน”

ด้าน คุณธัชพล จิรโมฬี ผู้จัดการส่วนเทคโนโลยีอัตโนมัติ บริษัท สยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด สะท้อนมุมมองว่า “ถ้าเกษตรกรอยู่ดี คูโบต้าก็อยู่ได้” สยามคูโบต้าจึงให้ความสำคัญกับคุณภาพของเครื่องจักรกลการเกษตรเป็นอันดับแรก ควบคู่กับการควบคุมต้นทุน ภายใต้โจทย์นี้ Automation และ AI จึงไม่ได้ถูกนำมาใช้ในลักษณะโปรเจกต์ แต่เริ่มเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของงานประจำวัน เช่น การช่วยพนักงานในงานที่ใช้แรงมาก โดยโรงงานกำหนดให้มีตัวช่วยเมื่อต้องยกของเกิน 8 กิโลกรัม รวมถึงงานที่จำเป็นต้องทำแต่ไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่มโดยตรงให้ลูกค้า ทั้งหมดนี้อยู่บนหลักคิดที่ว่า “การเลือกไม่ใช่เทคโนโลยีที่ดีที่สุด แต่เป็นการเลือกตัวที่คุ้มค่าและเหมาะสมเข้ามา เพื่อให้เกิดความยั่งยืน”

เปลี่ยนช่วงเวลาชะลอตัวให้เป็นจังหวะของการเริ่มต้น

ดร.พนิตา พงษ์ไพบูลย์ รองผู้อำนวยการเนคเทค สวทช. และผู้อำนวยการ SMC เล่าว่า ทีมนักวิจัยเตือนตัวเองเสมอว่า “อย่าให้เป็น Technology Push” ต้อง Supply Push เพราะสิ่งสำคัญของการขับเคลื่อนโรงงานสู่ระบบดิจิทัลคือ การออกไปทำความเข้าใจแรงกดดันที่โรงงานเผชิญอยู่จริง โดยเฉพาะเรื่องสภาพเศรษฐกิจ การตัดสินใจลงทุนภายใต้ภาวะที่ยอดขายลดลงและต้นทุนยังสูงอยู่ ไม่ใช่เรื่องง่าย

อย่างไรก็ตาม ดร.พนิตา ได้ถ่ายทอดประสบการณ์จากผู้ประกอบการที่ยังเดินหน้าทำ Digital Transformation ในช่วงวิกฤตว่า “เขาบอกว่าช่วงที่ยอดคำสั่งซื้อน้อยเป็นเวลาที่เหมาะสมในการปรับปรุงเครื่องจักร ใช้โอกาสที่สายการผลิตไม่ตึงตัวมาก ดึงพนักงานเข้ามาวันเสาร์-อาทิตย์เพื่อติดตั้งเซ็นเซอร์ IoT โดยไม่ต้องไปเสียดาย OT เมื่อไรวันที่ฟื้นจากวิกฤต เขาก็จะพร้อมทันที”

ดร.พนิตา แนะนำว่า “เริ่มเล็กๆ ก่อน พิสูจน์ให้ได้ว่าเทคโนโลยีเหมาะกับเราจริง แล้วค่อยขยาย” สอดคล้องกับมุมมองของคุณวรรัฐ สาระสุรีย์ภรณ์ ผู้จัดการส่วนการขายและการตลาด บริษัท เอ.ไอ. เทคโนโลยี จำกัด ซึ่งแนะนำให้โรงงานเริ่มจากการทำ Lean เพื่อค้นหาจุดสูญเสีย แล้วนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ เพื่อคัดเลือกกระบวนการนำร่องที่มีตัวชี้วัดชัดเจนก่อนขยายไปสู่ระบบอัตโนมัติขนาดใหญ่

“ปัจจุบันเป้าหมายเราใหญ่กว่า ‘การเอาคนออก’ เป้าหมายคือการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและลดการใช้ทรัพยากร โดยนำ Automation และ AI เข้ามาเป็นเครื่องมือช่วยยกระดับ เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายที่ใหญ่กว่านั้น” คุณวรรัฐ กล่าว

ใช้ AI จาก Pain Point ที่ชัดเจนและวัดผลได้

การนำ AI มาใช้ในโรงงานให้เกิดผลลัพธ์จริง ต้องเริ่มจากปัญหาที่ชัดเจนและมีผลต่อธุรกิจ คุณสุกิจ อัคคกิจโกศล DX & AI Division Director บริษัท ซี.เอส.ไอ. (ประเทศไทย) จำกัด ยกตัวอย่างการพัฒนา AI Vision Inspection สำหรับโรงงานผลิตหลอดไฟ ซึ่งเดิมใช้คนตรวจสอบจุดเชื่อมสายไฟ ทำให้เกิดความเหนื่อยล้าและประสิทธิภาพลดลง บริษัทจึงนำซอฟต์แวร์ TAKUMI ทำงานร่วมกับ AI Camera เพื่อตรวจจับจุดเชื่อมต่อ ซึ่งช่วยลดต้นทุนการรีเวิร์กและเห็นผลตอบแทนจากการลงทุนภายใน 3–6 เดือน

“อยากให้กลับไปดูว่าในโรงงานมี Loss ตรงไหนบ้าง และ Loss นั้นมี Impact กับธุรกิจขนาดไหน จากนั้นถึงค่อยเลือกมาพัฒนาจุดนั้น เราไม่ควรเริ่มจากการเลือกเทคโนโลยี แต่ต้องเลือกจุดที่สร้าง Business Value และเกิด ROI มากที่สุด” คุณสุกิจ กล่าว

ประเมิน 4 ความพร้อม ก่อนขยับสู่โรงงานอัจฉริยะ

การลงทุนจะต่อยอดได้แม่นยำขึ้นเมื่อโรงงานรู้สถานะของตนเอง คุณอุดม ลิ่วลมไพศาล ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยไอโอทีและระบบอัตโนมัติสำหรับงานอุตสาหกรรม เนคเทค สวทช. แนะนำให้โรงงานประเมินความพร้อมใน 4 ด้าน ได้แก่

(1) ด้านความพร้อมของโรงงาน สวทช. พัฒนา Thailand i4.0 Index เป็นเครื่องมือสำหรับประเมินระดับความพร้อมของโรงงานทั้งในรูปแบบการประเมินออนไลน์และการประเมินเชิงลึกโดยผู้เชี่ยวชาญ ข้อมูลจากการประเมินจะช่วยให้ผู้ประกอบการเห็นสถานะของตนเองเมื่อเทียบกับกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกัน เข้าใจจุดแข็งและประเด็นที่ควรพัฒนารวมถึงสามารถกำหนดแนวทางยกระดับโรงงานได้สอดคล้องกับบริบทของธุรกิจ

(2) ด้านความพร้อมของบุคลากร SMC Academy มีเครื่องมือ Human Capability Framework (HCF) สำหรับประเมินศักยภาพและความพร้อมของคนในองค์กรควบคู่กับการพัฒนาทัศนคติ ทักษะและขีดความสามารถของบุคลากรให้พร้อมต่อการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี เนื่องจากการลงทุนเทคโนโลยีจะเกิดประโยชน์ได้อย่างยั่งยืนก็ต่อเมื่อบุคลากรมีความเข้าใจสามารถใช้งาน ดูแล และต่อยอดระบบได้อย่างต่อเนื่อง

(3) ด้านความพร้อมของเทคโนโลยี SMC มีโซลูชันสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมหลายรูปแบบ เช่น ‘iSmart OEE’ สำหรับติดตามประสิทธิภาพเครื่องจักรแบบ Real-time, ‘Daysie’ ซึ่งเป็น No-code Edge AI-IoT Application Platform รวมถึง ‘NomadML’ และ ‘CVDev’ สำหรับงาน Visual Inspection ที่ช่วยให้โรงงานนำข้อมูลและระบบอัจฉริยะไปใช้ปรับปรุงกระบวนการผลิตได้อย่างเป็นรูปธรรม

(4) ด้านความยั่งยืน เนคเทค สวทช. พัฒนา ACAMP หรือ Automated Carbon Accounting Management Platform ซึ่งใช้ IoT ช่วยดึงข้อมูลคาร์บอนฟุตพริ้นท์จากการใช้น้ำมัน (Scope 1) และพลังงานไฟฟ้า (Scope 2) สนับสนุนให้องค์กรสามารถติดตามข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมและวางแผนมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ได้อย่างเป็นระบบ

มองเห็นหน้างานจริงด้วยข้อมูลตำแหน่งแบบเรียลไทม์

ข้อมูลที่ดีต้องรวมถึงข้อมูลตำแหน่งของสิ่งของ คน และยานพาหนะ ดร.กมล เขมะรังษี นักวิจัยอาวุโส ทีมวิจัยระบบระบุตำแหน่งและบ่งชี้อัตโนมัติ กลุ่มวิจัยการสื่อสารและเครือข่าย เนคเทค สวทช. นำเสนอ UNAi (อยู่ไหน) เทคโนโลยีระบุตำแหน่งภายในอาคาร ที่ช่วยแก้ปัญหาหน้างานที่มักมองไม่เห็นและคาดเดาไม่ได้ UNAi ช่วยยืนยันตำแหน่งสินค้าหรือรถโฟล์คลิฟต์ได้แม่นยำขึ้น กรณีศึกษาจากบริษัท ยูไนเต็ดคอยล์เซ็นเตอร์ จำกัดr พบว่าระบบนี้ช่วยลดข้อผิดพลาดจากการคีย์ข้อมูล ลดเวลาค้นหาสินค้า และต่อยอดไปสู่ Digital Twin เพื่อการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ภาครัฐพร้อมหนุน ลดความเสี่ยง เปลี่ยนเกมธุรกิจ

การปรับตัวสู่เทคโนโลยีไม่ได้แปลว่าภาคเอกชนต้องแบกรับความเสี่ยงเพียงลำพัง ดร.พนิตา ทิ้งท้ายว่า เนคเทค และ SMC พร้อมทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมโรงงานเข้ากับเทคโนโลยี ตั้งแต่การประเมินสุขภาพโรงงาน ไปจนถึงการจับคู่เทคโนโลยี (Matching)

นอกจากนี้ ภาครัฐยังมีเครื่องมือสนับสนุน ทั้งการให้คำปรึกษาเพื่อรับสิทธิประโยชน์ทางภาษีจาก BOI รวมถึงแคมเปญให้ทุนสนับสนุน 120,000 บาท เพื่อลดความเสี่ยงในการลงทุนเบื้องต้น การให้บริการด้านการพัฒนาบุคคลากร และเปิดพื้นที่ศูนย์ SMC จ.ระยอง ให้ผู้ประกอบการเข้าไปทดลองใช้ระบบ AS/RS หุ่นยนต์ และเทคโนโลยีอื่น ๆ อีกหลากหลายได้จริง

สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการเริ่มต้นปรับโรงงานให้พร้อมต่อ AI และ Green Transformation 
สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับคำปรึกษาจากภาครัฐได้ที่ ศูนย์นวัตกรรมการผลิตยั่งยืน (SMC)
เว็บไซต์ www.nectec.or.th/smc หรือ Facebook: smceeci

]]>
เนคเทค สวทช. เปิดเวที Sustainable Manufacturing Executive Forum ชู AI–ดิจิทัล–Net Zero ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยสู่การผลิตอย่างยั่งยืน https://www.nectec.or.th/news/news-pr-news/sustainable-manufacturing-executive-forum.html Wed, 24 Jun 2026 18:05:30 +0000 https://nectec.or.th/?p=43588
เมื่อวันพุธที่ 24 มิถุนายน 2569 ณ ห้อง Infinity โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพ (รางน้ำ) ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จัดงาน Sustainable Manufacturing Executive Forum ภายใต้หัวข้อ “The Future-Ready Factory: Smart, Digital, and Sustainable” เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ แลกเปลี่ยนมุมมอง และนำเสนอแนวทางการประยุกต์ใช้ AI เทคโนโลยีดิจิทัล และนวัตกรรมอุตสาหกรรม เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่ Smart, Sustainable and Human-Centric Manufacturing
การสัมมนามุ่งสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับแนวโน้มการเปลี่ยนผ่านของภาคอุตสาหกรรมสู่การผลิตอย่างยั่งยืน ครอบคลุมการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ระบบอัตโนมัติ AI การบริหารจัดการพลังงาน การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ตลอดจนมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถวางแผนการลงทุน เลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม และยกระดับศักยภาพการแข่งขันได้อย่างเป็นรูปธรรม
ดร.พนิตา พงษ์ไพบูลย์ รองผู้อำนวยการเนคเทค และผู้อำนวยการศูนย์นวัตกรรมการผลิตยั่งยืน (SMC) กล่าวว่า งานสัมมนาครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อเป็นเวทีเชื่อมโยงองค์ความรู้ เทคโนโลยี นโยบาย และประสบการณ์จากทุกภาคส่วน พร้อมร่วมกำหนดทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมไทยท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลและอุตสาหกรรมสีเขียว เพื่อสนับสนุนให้ผู้ประกอบการสามารถประยุกต์ใช้เทคโนโลยีได้อย่างเหมาะสม ก้าวสู่การผลิตที่ชาญฉลาดและยั่งยืน รวมทั้งสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาควิจัยให้เกิดการนำเทคโนโลยีไปใช้จริง
ภายในงานเริ่มต้นด้วยการบรรยายของ ดร.สวนิตย์ บุญญาสุวัฒน์ รองประธานคณะทำงาน BCG Model สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ซึ่งสะท้อนภาพรวมความท้าทายของภาคอุตสาหกรรมไทยภายใต้บริบทของ Digital & Green Industry พร้อมชี้ให้เห็นว่าการแข่งขันในอนาคตจำเป็นต้องอาศัยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีควบคู่กับการดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ
จากนั้นเป็นช่วง Factory Transformation in Action: Building the Smart, Connected and Sustainable Factory ซึ่งผู้เชี่ยวชาญจากภาคเอกชนร่วมถ่ายทอดประสบการณ์และกรณีศึกษาการพัฒนาโรงงานแห่งอนาคต โดยคุณศรายุทธ พงษ์นิล IT Specialist บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) (AIS) นำเสนอการวางรากฐานโรงงานอัจฉริยะด้วยเทคโนโลยี 5G, IoT และการเชื่อมโยงข้อมูลแบบเรียลไทม์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการการผลิต
ด้านคุณภูริพันธุ์ สุวรรณฤกษ์ และคุณชัชพีร์ บังแสง ที่ปรึกษาโซลูชันด้านอุตสาหกรรม บริษัท ซีเมนส์ จำกัด ถ่ายทอดแนวทางการยกระดับภาคการผลิตไทยสู่ความยั่งยืนผ่านการประยุกต์ใช้ดิจิทัลไลเซชัน ระบบอัตโนมัติ และการบริหารจัดการข้อมูล ตั้งแต่การออกแบบกระบวนการผลิต การใช้พลังงาน การบริหารซัพพลายเชน ไปจนถึงการจัดการข้อมูลคาร์บอนฟุตพรินต์
ขณะที่คุณบวร เทียนสวัสดิ์ ผู้จัดการแผนกพัฒนาโอกาสทางธุรกิจ บริษัท มิตซูบิชิ อีเล็คทริค แฟคทอรี่ ออโตเมชั่น (ประเทศไทย) จำกัด นำเสนอแนวทางการเปลี่ยนผ่านระบบการผลิตจาก Automation สู่ AI อย่างมั่นคงและปลอดภัย พร้อมการพัฒนาระบบควบคุมการผลิตที่รองรับการเชื่อมโยงข้อมูลและการวิเคราะห์ด้วย AI ส่วนคุณธเนศ อิงสกุลรุ่งเรือง ผู้จัดการส่วนตลาดและขายเอนเนอร์ยี่ โซลูชั่นส์ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ถ่ายทอดแนวคิด AI-Driven Sustainable Factory โดยแสดงให้เห็นบทบาทของ AI ในการบริหารจัดการพลังงาน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานเพื่อสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนด้านเทคโนโลยี
ภาคบ่ายของการสัมมนาเริ่มต้นด้วย ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการเนคเทค สวทช. กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมสัมมนา พร้อมเน้นย้ำบทบาทของเนคเทคในวาระครบรอบ 40 ปี ในการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อขับเคลื่อนประเทศ ตลอดจนการสร้างความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย พร้อมเชิญชวนผู้เข้าร่วมงานติดตาม NECTEC Annual Conference & Exhibitions 2026 (NECTEC ACE 2026) ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นในเดือนกันยายน 2569
จากนั้น คุณธาดา วรุณโชติกุล ผู้จัดการสำนักรับรองธุรกิจคาร์บอนต่ำ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ TGO นำเสนอแนวทางการเตรียมความพร้อมของภาคอุตสาหกรรมสู่เป้าหมาย Net Zero ผ่านมาตรฐานและกลไกด้านคาร์บอน ขณะที่คุณธำรงค์ อัมพรรัตน์ นักวิชาการส่งเสริมการลงทุนระดับชำนาญการพิเศษ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ถ่ายทอดมาตรการส่งเสริมการลงทุนที่สนับสนุนการยกระดับอุตสาหกรรมไทยสู่ Smart and Sustainable Industry เพื่อจูงใจให้ภาคธุรกิจลงทุนด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมมากยิ่งขึ้น
ในช่วง งานวิจัยและโซลูชันของ NECTEC ที่ตอบโจทย์โรงงานจริง คุณอุดม ลิ่วลมไพศาล ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยไอโอทีและระบบอัตโนมัติสำหรับงานอุตสาหกรรม เนคเทค สวทช. นำเสนอผลงานวิจัยและแพลตฟอร์มสำคัญ ได้แก่ IDA-ACAMP, CVDev & NoMadML, iSmart OEE และ Daysie ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การวิเคราะห์ข้อมูล และการประยุกต์ใช้ AI ในโรงงานอุตสาหกรรม ขณะที่ ดร.กมล เขมะรังษี นักวิจัยอาวุโส กลุ่มวิจัยการสื่อสารและเครือข่าย เนคเทค สวทช. นำเสนอแพลตฟอร์ม UNAI ที่ช่วยยกระดับการเชื่อมโยงข้อมูลและการบริหารจัดการทรัพยากรภายในโรงงานอัจฉริยะ
ปิดท้ายด้วยเวทีเสวนาพิเศษ “Use Case: เปลี่ยนโรงงานให้พร้อมด้วย AI และ Green Transformation” ดำเนินรายการโดยคุณธีระ กิตติธีรพรชัย กรรมการผู้จัดการ บริษัท จีเอ็มทีเอ็กซ์ จำกัด โดยมี ดร.พนิตา พงษ์ไพบูลย์ ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองกับผู้แทนภาคอุตสาหกรรมจาก บริษัท เบทาโกร จำกัด (มหาชน), บริษัท สยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด, คุณวรรัฐ สาระสุรีย์ภรณ์ ผู้จัดการส่วนการขายและการตลาด บริษัท เอ.ไอ. เทคโนโลยี จำกัด, คุณสุกิจอัคคกิจโกศล DX&AI Division Director บริษัท ซี.เอส.ไอ. (ประเทศไทย) จำกัด
ผู้ร่วมเสวนาได้ถ่ายทอดประสบการณ์จริงในการประยุกต์ใช้ AI ระบบอัตโนมัติ และเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ควบคู่กับการลดการใช้พลังงานและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมเห็นพ้องว่า การเปลี่ยนผ่านสู่ Smart & Sustainable Manufacturing ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการลงทุนขนาดใหญ่ แต่ควรเริ่มจากการวิเคราะห์ปัญหาและความพร้อมขององค์กร เลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม และค่อย ๆ ขยายผลสู่การใช้งานจริง เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่คุ้มค่า รับมือกับความท้าทายด้านต้นทุนพลังงาน กฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม และการแข่งขันในตลาดโลก อันจะนำไปสู่การยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยได้อย่างยั่งยืน
การจัดงาน Sustainable Manufacturing Executive Forum ครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 40 ปี เนคเทค และถือเป็นจุดเริ่มต้นของกิจกรรม Side Event ที่จะจัดขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดปี 2569 เพื่อเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และพันธมิตรด้านเทคโนโลยี ในการผลักดันการประยุกต์ใช้ AI เทคโนโลยีดิจิทัล และนวัตกรรม สู่การยกระดับภาคการผลิตไทยให้ก้าวสู่อนาคตที่ชาญฉลาด ยั่งยืน และสามารถแข่งขันได้ในระดับสากล
]]>
Agrivoltaics แชร์พื้นที่ แชร์พลังงาน สร้างเศรษฐกิจหมุนเวียน https://www.nectec.or.th/innovation/innovation-hardware-electronics/agrivoltaics.html Thu, 11 Jun 2026 07:26:30 +0000 https://www.nectec.or.th/?p=43362

วิจัยและพัฒนาโดย กลุ่มวิจัยอุปกรณ์สเปกโทรสโกปีและเซนเซอร์ (SSDRG) 

ในยุคที่สภาพภูมิอากาศแปรปรวนและค่าไฟพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง “Agrivoltaics” (อะกริโวลทาอิกส์) หรือ “Solar Sharing” คือหนึ่งในโซลูชันการทำเกษตรแบบยั่งยืน ด้วยแนวคิดการใช้พื้นที่เดียวกันให้เกิดประโยชน์สูงสุด ด้วยการใช้พื้นที่ทำการเกษตรร่วมกับติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ โดยแผงฯ จะทำหน้าที่ผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้กับอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ ให้กับอุปกรณ์สมาร์ทฟาร์ม อุปกรณ์ต่างๆ (หรือขายไฟฟ้า) และปล่อยให้แสงส่วนที่เหลือลอดผ่านมายังพืชด้านล่างได้ ช่วยลดการระเหยของน้ำและสร้างอุณหภูมิที่เหมาะสมในการเพาะปลูก โดยทั่วไปหากแผงโซลาร์เซลล์ในพื้นที่การเกษตรแบบเดิม (Conventional PV) ด้านหลังจะใช้วัสดุทึบแสง ทำให้แสงผ่านไม่ได้เลย ทำให้พืชที่อยู่ด้านล่างแผงได้รับแสงไม่เพียวพอกับความต้องการ ดังนั้น ทีมวิจัยจึงพัฒนา “Colored PV” หรือแผงโซลาร์เซลล์สีแบบกึ่งโปร่งแสง ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเพื่อจัดการแสงเงาใต้แผงโซลาร์เซลล์ให้ตอบโจทย์ภาคการเกษตรอย่างแท้จริง

เจาะลึก 3 คุณสมบัติเด่น

  • เลือกช่วงแสงที่พืชต้องการ ปกติพืชจะใช้แสงช่วง สีแดง และ สีน้ำเงิน ในการสังเคราะห์แสงเป็นหลัก เทคโนโลยี Colored PV จะยอมให้แสงในช่วงสีที่จำเป็นลอดผ่านลงไปได้สูงถึง 75% (ในขณะที่แผงทั่วไปแสงผ่านแทบไม่ได้เลย) โดยที่ตัวเซลล์แสงอาทิตย์ในแผงเซลล์ ยังคงดูดซับพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อนำมาผลิตเป็นกระแสไฟฟ้าได้ไม่ต่างจากเซลล์แสงอาทิตย์ในแผงฯ ทั่วไป
  • ลดอุณหภูมิ เพิ่มผลผลิต ช่วยลดอุณหภูมิเฉลี่ยใต้แผงลงได้ประมาณ 2 °C เมื่อเทียบกับอุณหภูมิอากาศ โดยอุณหภูมิใต้แผงจะอยู่ที่ประมาณ 30 °C (เทียบกับอุณหภูมิอากาศ 32 °C) และยังยอมให้แสงส่องผ่านได้ ซึ่งช่วยลดความเครียดของพืชที่เกิดจากการโดนแสงแดดโดยตรง ลดการระเหยของน้ำในดิน เป็นการช่วยรักษาความชื้นในดินได้ยาวนานขึ้น
  • น้ำหนักเบา ติดตั้งง่าย ตัวแผงถูกออกแบบมาให้มีน้ำหนักเบาเป็นพิเศษ โครงสร้างจึงไม่ต้องรับน้ำหนักมากเกินไป มีความยืดหยุ่นสูงและสะดวกต่อการติดตั้งในพื้นที่แปลงเกษตรกรรม

ประโยชน์ของระบบ Agrivoltaics แนวคิดในการทำ Solar Sharing

การติดตั้งระบบ Agrivoltaics หรือการทำเกษตรควบคู่ไปกับการผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ มีข้อเสียและต้นทุนที่สำคัญในด้านเงินลงทุนเริ่มต้นสูง เมื่อเปรียบเทียบกับการทำการเกษตรแบบดั้งเดิม ต้องใช้การลงทุนที่สูงกว่า มีค่าใช้จ่ายทั้งในส่วนของแผงโซลาร์สีที่มีนวัตกรรมเฉพาะทางและโครงสร้างระบบ แต่การลงทุนที่สูงนี้จะถูกชดเชยด้วยความคุ้มค่าในระยะยาว ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พื้นที่อย่างสูงสุด ลดความเสียหายของรายได้จากผลผลิตเกษตรเนื่องจากภัยธรรมชาติ ช่วยลดการระเหยของน้ำใต้แผง และลดความเครียดของพืชจากความร้อนสะสม สร้างรายได้แบบ 2 ทางพร้อมกัน ทั้งจากผลผลิตทางการเกษตรและการประหยัด/ขายไฟฟ้า

ปัจจุบัน นวัตกรรมได้รับการันตีคุณภาพด้วยการคุ้มครองทางทรัพย์สินทางปัญญา โดยเป็นงานที่ออกแบบและผลิตขึ้นในประเทศไทยจนได้รับใบรับรอง MiT (Made in Thailand) รวมถึงผ่านการรับรองตามมาตรฐานอุตสาหกรรม (มอก.) เพื่อยืนยันถึงคุณภาพและประสิทธิภาพในการใช้งานจริงในประเทศไทย ขณะนี้อยู่ระหว่างการยื่นเรื่องเพื่อเข้าสู่รายการบัญชีนวัตกรรมไทย ยิ่งไปกว่านั้น ได้มีการติดตั้ง ใช้งานจริงในพื้นที่ต้นแบบทางการเกษตร เช่น ระบบผลิตไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์ร่วมกับพื้นที่การเกษตรที่จังหวัดอุบลราชธานี และที่จังหวัดปทุมธานี ตั้งแต่ปี 2565 ถึงปัจจุบัน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการเติบโตของพืชใต้แผงโซลาร์สีได้อย่างดี

Agrivoltaics จึงไม่ใช่เพียงแค่การติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนพื้นที่การเกษตร แต่เป็นการบูรณาการภาคเกษตรและพลังงานสะอาดเข้าด้วยกันอย่างลงตัว หากประเทศไทยสามารถสร้างระบบนิเวศและกฎระเบียบที่เอื้อต่อการพัฒนานี้ได้ Agrivoltaics จะกลายเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ช่วยให้เกษตรกรลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ และมุ่งสู่เป้าหมายเกษตรกรรมคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน 

“หากคุณพร้อมจะเปลี่ยนพื้นที่เกษตรให้เป็นแหล่งพลังงานอัจฉริยะ”

ติดต่อได้ที่

กลุ่มวิจัยอุปกรณ์สเปกโทรสโกปีและเซนเซอร์ (SSDRG) 
ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC)
โทร. 02-564-6900

]]>
เนคเทค สวทช. ต้อนรับคณะผู้บริหาร ป.ป.ส. นำเสนอ Raman Spectroscopy และ AI หนุนภารกิจป้องกันและปราบปรามยาเสพติด https://www.nectec.or.th/news/news-pr-news/oncb-visit080669.html Wed, 10 Jun 2026 08:07:49 +0000 https://www.nectec.or.th/?p=43379

เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2569 ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ให้การต้อนรับคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่จากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (สำนักงาน ป.ป.ส.) นำโดย นายศิริสุข ยืนหาญ รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ในโอกาสเข้าเยี่ยมชมและประชุมหารือร่วมกับผู้บริหาร สวทช. ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จังหวัดปทุมธานี

การหารือครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและแสวงหาแนวทางความร่วมมือด้านการวิจัย พัฒนา และประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อสนับสนุนภารกิจด้านการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม

ในโอกาสดังกล่าว คณะผู้บริหารสำนักงาน ป.ป.ส. ได้เยี่ยมชมและรับฟังการบรรยายเกี่ยวกับ นวัตกรรมชิปขยายสัญญาณรามาน (Raman Spectroscopy) และระบบวิเคราะห์ข้อมูลด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) หรือ “OnSpec : SERS Chips” ที่พัฒนาโดยเนคเทค สวทช. เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองการนำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในการตรวจวิเคราะห์และสนับสนุนภารกิจของหน่วยงาน การนำเสนอและสาธิตศักยภาพของเทคโนโลยีดังกล่าว ดำเนินการโดย ดร.ศักย์ศรณ์ ลิ้มวิเชียร ดร.พิทักษ์ เอี่ยมชัย และคุณพชรมณฑ์ สมบูรณ์ศักดิ์ศรี จากทีมวิจัยเทคโนโลยีเซนเซอร์แสงไฟฟ้าเคมี (OEC) กลุ่มวิจัยอุปกรณ์สเปกโทรสโกปีและเซนเซอร์ (SSDRG)

ทั้งนี้ Raman Spectroscopy เป็นเทคนิคการวิเคราะห์ที่สามารถตรวจวัดและจำแนกองค์ประกอบของสารได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ ขณะที่ AI ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการประมวลผลและวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมาก ทำให้การสนับสนุนการตัดสินใจมีความแม่นยำและรวดเร็วยิ่งขึ้น เทคโนโลยีดังกล่าวจึงมีศักยภาพในการต่อยอดสู่การใช้งานด้านนิติวิทยาศาสตร์ การตรวจพิสูจน์สารต้องสงสัย ตลอดจนการสนับสนุนภารกิจของหน่วยงานด้านความมั่นคงและการบังคับใช้กฎหมาย

นอกจากนี้ คณะผู้บริหารสำนักงาน ป.ป.ส. และนักวิจัยเนคเทค สวทช. ยังได้ร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลและหารือแนวทางความร่วมมือในการประยุกต์ใช้ Raman Spectroscopy และ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจวิเคราะห์ข้อมูล และสนับสนุนการดำเนินงานด้านการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดในอนาคต อันจะนำไปสู่การต่อยอดความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถของหน่วยงานภาครัฐในการรับมือกับปัญหายาเสพติดได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

]]>
อว. จับมือ เนคเทค สวทช. คิกออฟ “ABDUL Uni” แพลตฟอร์ม AI ผู้ช่วยครู-ผู้เรียน ดึง 20 มหาวิทยาลัยนำร่อง พลิกโฉมห้องเรียนไทยสู่ยุค AI https://www.nectec.or.th/news/news-pr-news/ubduluni-kickoff-05062026.html Fri, 05 Jun 2026 08:29:58 +0000 https://www.nectec.or.th/?p=43318

5 มิถุนายน 2569 ณ ห้องแถลงข่าว ชั้น 1 อาคารพระจอมเกล้า: กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยสำนักงานปลัดกระทรวง อว. ร่วมกับ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จัดงานแถลงข่าวเปิดตัว “โครงการขับเคลื่อนการเรียนการสอนด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ในระดับอุดมศึกษา ปี 2569” (AI-Driven Higher Education Platform) เพื่อมุ่งต่อยอดความสำเร็จด้านความตระหนักรู้ สู่การ “ขับเคลื่อนการใช้งานจริง” ทั่วประเทศ

ศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ประธานในพิธีเปิด กล่าวว่า กระทรวง อว. ให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพด้าน AI ทั้งในการผลิตกำลังคน การวิจัย และการประยุกต์ใช้อย่างมีจริยธรรม โดยได้ออก แนวปฏิบัติกับการจัดการเรียนการสอนด้านปัญญาประดิษฐ์ฯ พ.ศ. 2568 เป็นกรอบสำคัญ โดยเป้าหมายไม่ใช่แค่ให้ผู้เรียนใช้ AI เป็น แต่ต้องการให้ ใช้ AI อย่างรู้เท่าทัน มีความรับผิดชอบ คิดวิเคราะห์และสร้างสรรค์คุณค่าใหม่ให้ประเทศ

“ในปีนี้ กระทรวง อว. คาดหวังให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ ตั้งแต่การจัดการเรียนสอน การพัฒนาหลักสูตร ไปจนถึงการบริหารข้อมูล ซึ่งได้รับความร่วมมือจากสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ โดยเฉพาะ 20 มหาวิทยาลัยนำร่อง ที่จะเข้ามาเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนและสร้างต้นแบบระดับประเทศ ซึ่งจะช่วยยกระดับคุณภาพการศึกษา ลดความเหลื่อมล้ำ และผลิตกำลังคนสมรรถนะสูงรองรับเศรษฐกิจดิจิทัลได้อย่างมั่นคง” ศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย กล่าว

ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวถึงที่มาและความสำคัญ ว่า Generative AI กำลังเปลี่ยนบทบาทของภาคการศึกษาอย่างสิ้นเชิง จากเดิมที่เน้นการเข้าถึงข้อมูล ไปสู่การเรียนรู้เฉพาะบุคคล (Personalized Learning) เนคเทค สวทช. โดยกลุ่มวิจัยปัญญาประดิษฐ์ จึงได้พัฒนาแพลตฟอร์มกลางด้านการศึกษาชื่อว่า ‘ABDUL Uni Platform’ ขึ้น เพื่อเป็นเครื่องมือทรงพลังให้กับมหาวิทยาลัยไทย

“แพลตฟอร์ม ABDUL Uni เป็นแพลตฟอร์มสัญชาติไทยที่พัฒนาโดยทีมวิจัยเนคเทค สวทช. ซึ่งจะช่วยให้อาจารย์ผู้สอนสามารถออกแบบ “AI Tutor” ที่จำเพาะเจาะจงตอบโจทย์ตามรายวิชา สามารถดูแลและติดตามความก้าวหน้าของผู้เรียนเป็นรายบุคคล รวมถึงจัดการห้องเรียนแบบครบวงจร ตั้งแต่มอบหมายงาน ตรวจประเมินผล ซึ่งนอกจากจะช่วยลดภาระงานของอาจารย์แล้ว ยังสร้างประสบการณ์เรียนรู้แบบมีปฏิสัมพันธ์ (Active Learning) โดยให้ AI ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยคิด ไม่ใช่เครื่องมือที่คิดแทนผู้เรียน”

ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวเพิ่มเติมว่า ทั้งนี้โครงการในปี 2569 นี้ เป็นการต่อยอดแบบก้าวกระโดดจากโครงการสร้างความตระหนักรู้ในปี 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งผลลัพธ์เดิมพิสูจน์แล้วว่า อาจารย์ในหลากหลายสาขา ไม่ว่าจะเป็น สังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ บริหารธุรกิจ วิทยาศาสตร์สุขภาพ หรือครุศาสตร์ ต่างสามารถประยุกต์ใช้ AI ในการสอนได้จริง ไม่จำกัดเฉพาะด้านคอมพิวเตอร์เท่านั้น ซึ่งจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่มหาวิทยาลัยไทยจะขยายผลไปสู่การใช้งานจริงในระบบการเรียนการสอนอย่างมีธรรมาภิบาล ผ่านการสนับสนุนโควต้าการใช้งาน AI จากสำนักงานปลัดกระทรวง อว. ตลอดจนการสร้างทีมเทคนิคประจำสถาบัน โดยความร่วมมืออย่างใกล้ชิดจากผู้บริหารของทั้ง 20 มหาวิทยาลัยนำร่อง จะเป็นพลังสำคัญที่จะพิสูจน์ว่า AI สามารถยกระดับอุดมศึกษาไทยสู่อนาคตได้อย่างยั่งยืน

ภายในงานมีการนำเสนอแผนการดำเนินงานของโครงการ และชี้แจงเงื่อนไขการเข้าร่วมโครงการ โดย ดร.ศวิต กาสุริยะ รองผู้อำนวยการ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (หัวหน้าโครงการ) และการแนะนำและทำความรู้จักกับแพลตฟอร์ม ABDUL Uni Platform โดย นายชัชวาล สังคีตตระการ และทีมนักวิจัย กลุ่มวิจัยปัญญาประดิษฐ์ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ

ทั้งนี้โครงการดังกล่าว กระทรวง อว. และ เนคเทค สวทช. คาดหวังให้เกิดการปฏิรูประบบนิเวศการศึกษาไทยที่มีความยืดหยุ่น ปลอดภัยและมีธรรมาภิบาล โดยผลลัพธ์จาก 20 มหาวิทยาลัยนำร่องในครั้งนี้จะถูกนำมาใช้เป็นพิมพ์เขียว และโมเดลต้นแบบในการกระจายองค์ความรู้ รวมถึงขยายผลการใช้งานแพลตฟอร์ม ABDUL Uni ไปสู่สถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศ เพื่อร่วมกันสร้างกำลังคนสมรรถนะสูงที่จะเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลของประเทศไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป

]]>
เนคเทค สวทช. โชว์นวัตกรรม AI ตรวจคัดกรอง “วัณโรคแฝง” ด้วย SERS-TB ในกิจกรรมสื่อมวลชนสัญจร ร้อยเอ็ด–ขอนแก่น https://www.nectec.or.th/news/news-pr-news/2026sers-tb-onspec.html Fri, 29 May 2026 08:39:47 +0000 https://www.nectec.or.th/?p=43319

สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) ร่วมกับคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ในฐานะผู้ร่วมพัฒนานวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) ตรวจคัดกรองวัณโรคแฝง ได้จัดกิจกรรมสื่อมวลชนสัญจรร่วมกับโรงพยาบาลร้อยเอ็ด และเครือข่ายสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 7 (สคร.7) ภายใต้แนวคิด “นวัตกรรมตรวจเลือดพกพา SERS-TB เพื่อช่วยในการยุติวัณโรค” ระหว่างวันที่ 25–26 พฤษภาคม 2569 ในพื้นที่จังหวัดขอนแก่นและจังหวัดร้อยเอ็ด เพื่อถ่ายทอดความก้าวหน้าของนวัตกรรมตรวจคัดกรองวัณโรคแฝง (Latent Tuberculosis Infection: LTBI) ที่ผสานเทคโนโลยี AI เข้ากับระบบสาธารณสุขไทย พร้อมมุ่งสู่เป้าหมายการยุติปัญหาวัณโรค (END TB) ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือภายในปี 2578

โดย เนคเทค สวทช. ได้นำ ผลงานวิจัย “SERS-TB” มาจัดแสดงพร้อมสาธิตการใช้งานจริง ซึ่งเป็นนวัตกรรมตรวจคัดกรองวัณโรคแฝงจากตัวอย่างเลือด ที่ผสานเทคนิค Surface-Enhanced Raman Spectroscopy (SERS) เข้ากับเครื่องตรวจวัดสัญญาณรามานแบบพกพา และระบบวิเคราะห์ข้อมูลด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการคัดกรองผู้มีความเสี่ยงได้อย่างรวดเร็วและเหมาะสมต่อการใช้งานในระดับชุมชน

ดร.นพดล นันทวงศ์ นักวิจัยอาวุโส กลุ่มวิจัยอุปกรณ์สเปกโทรสโกปีและเซนเซอร์ เนคเทค สวทช. กล่าวว่า เทคโนโลยีสำคัญของระบบนี้คือ “OnSpec” ชิปขยายสัญญาณรามานโครงสร้างนาโนจากโลหะเงินที่ทีมวิจัยพัฒนาขึ้น เพื่อเพิ่มความสามารถในการตรวจจับสัญญาณชีวโมเลกุลจากตัวอย่างเลือดที่มีความเข้มข้นต่ำ ช่วยให้การวิเคราะห์ข้อมูลมีความแม่นยำมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ ระบบ SERS-TB ถูกออกแบบให้สามารถใช้งานได้สะดวกในภาคสนาม โดยใช้ตัวอย่างเลือดปริมาณน้อยหยดลงบนชิป OnSpec ก่อนอ่านค่าด้วยเครื่องรามานแบบพกพา จากนั้นข้อมูลจะถูกส่งเข้าสู่ระบบ AI เพื่อประมวลผลและวิเคราะห์แบบอัตโนมัติ ช่วยลดระยะเวลาการรอผลจากกระบวนการตรวจทางห้องปฏิบัติการที่ใช้เวลาหลายวัน ให้เหลือเพียงระยะเวลาอันสั้น อีกทั้งยังช่วยลดภาระของบุคลากรทางการแพทย์ในการวิเคราะห์ข้อมูล และเพิ่มโอกาสในการคัดกรองเชิงรุกได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ภายในงานยังมีการจัดแสดงบูธผลงานวิจัยและนวัตกรรมด้านการตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์ของเนคเทค สวทช. พร้อมสาธิตการทำงานของระบบ SERS-TB ในสถานการณ์จำลอง เพื่อให้สื่อมวลชนและผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้เห็นกระบวนการทำงานจริงของเทคโนโลยี ตั้งแต่ขั้นตอนเตรียมตัวอย่าง การตรวจวัดด้วยเครื่อง Raman Spectrometer แบบพกพา ไปจนถึงการประมวลผลด้วย AI ซึ่งสะท้อนศักยภาพของการนำ Deep Tech มาประยุกต์ใช้ในระบบสาธารณสุขระดับพื้นที่

นอกจากนี้ คณะผู้บริหารและทีมนักวิจัยจากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น โรงพยาบาลร้อยเอ็ด สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 7 (สคร.7) และกองวัณโรค ยังได้ร่วมแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์เกี่ยวกับการพัฒนาและทดสอบนวัตกรรมในบริบทการใช้งานจริง โดยมุ่งเน้นการขยายผลระบบคัดกรองเชิงรุกสู่ระดับชุมชน เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงกลุ่มเสี่ยงและลดการแพร่กระจายของวัณโรคได้อย่างยั่งยืน

การดำเนินงานครั้งนี้สะท้อนบทบาทของ เนคเทค สวทช. ในการนำองค์ความรู้ด้าน AI เซนเซอร์ และเทคโนโลยีการตรวจวิเคราะห์ขั้นสูง มาพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์ที่ตอบโจทย์ปัญหาสาธารณสุขของประเทศ พร้อมสนับสนุนการยกระดับระบบบริการสุขภาพไทย และผลักดันเป้าหมายการยุติวัณโรคของประเทศไทยอย่างยั่งยืนในอนาคต

]]>
พลิกโฉมสาธารณสุขไทย ! สวทช. จับมือ มข.-รพ.ร้อยเอ็ด ปั้นนวัตกรรมรามาน AI ‘SERS-TB’ ขับเคลื่อน ‘Wellness Economy’ หยุดภัยเงียบ “วัณโรคแฝง” มุ่งเป้า END TB อีสาน ปี 2578 https://www.nectec.or.th/news/news-pr-news/2026-end-tb-serstb-onspec.html Wed, 27 May 2026 05:32:00 +0000 https://www.nectec.or.th/?p=43283

ในสมรภูมิด้านสาธารณสุขและการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสุขภาพ หรือ “Wellness Economy” หนึ่งในโจทย์ยากระดับประเทศที่ยืดเยื้อมานาน คือ การจัดการกับโรคอุบัติเก่าที่ไม่เคยหมดไปอย่าง “วัณโรค”

แต่สิ่งที่ทำให้โจทย์นี้ท้าทายยิ่งกว่ากลับไม่ใช่วัณโรคระยะแสดงอาการ แต่เป็นภัยเงียบที่กำลังซ่อนเร้นอยู่ในสังคมอย่าง ‘วัณโรคแฝง’ (Latent Tuberculosis Infection: LTBI) ซึ่งสถิติระบุว่าประชากรโลกถึง 1 ใน 4 มีเชื้อวัณโรคแฝงซ่อนอยู่โดยไม่รู้ตัวเนื่องจากยังไม่แสดงอาการ ทว่าพร้อมจะปะทุและลุกลามกลายเป็นวัณโรคระยะแพร่กระจายทันทีที่ภูมิคุ้มกันร่างกายลดลง

การตัดวงจรตั้งแต่ระยะเริ่มต้นจึงเป็นกุญแจสำคัญที่สุดในการยุติโรคนี้ ล่าสุด สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) ร่วมกับคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น โรงพยาบาลร้อยเอ็ด และเครือข่ายสาธารณสุขในเขตสุขภาพที่ 7 ได้จัดกิจกรรมสื่อมวลชนสัญจร “นวัตกรรมตรวจเลือดพกพา SERS-TB เพื่อช่วยในการยุติวัณโรค” ระหว่างวันที่ 24-26 พฤษภาคม 2569 ในพื้นที่ขยายผลในจังหวัดร้อยเอ็ดและพื้นที่ความร่วมมือวิจัยในจังหวัดขอนแก่น เพื่อสาธิตการใช้งานต้นแบบนวัตกรรมคัดกรองที่หลอมรวมเทคโนโลยี AI เข้ากับงานสาธารณสุขมูลฐานอย่างลงตัว มุ่งสู่ เวทีบูรณาการเทคโนโลยีต้านวัณโรค พร้อมปักหมุดผลักดันเป้าหมาย END TB ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภายในปี พ.ศ. 2578 (ค.ศ. 2035) ให้สำเร็จเป็นจริง

‘เครื่องยนต์วิจัยของชาติ’ ดัน Wellness Economy ยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทย

ดร.วรวรงค์ รักเรืองเดช รองผู้อำนวยการ สวทช. เปิดเผยถึงวิสัยทัศน์ในการผลักดันงานวิจัยชิ้นนี้ว่า นวัตกรรม SERS-TB เป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนของ สวทช. ในการทำหน้าที่เป็น “ขุมพลังวิจัย” และ “เครื่องยนต์วิจัยของชาติ” เพื่อตอบสนองต่อนโยบายการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสุขภาพ (Wellness Economy) ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) อย่างเป็นรูปธรรม โดยมุ่งเน้นการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีขั้นสูงมาแก้โจทย์วิกฤตด้านสุขภาพ เพื่อให้คนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและเท่าเทียมกัน

“การที่งานวิจัยด้านเครื่องมือแพทย์จะก้าวข้ามจากหิ้งไปสู่การใช้ประโยชน์จริงในระบบสาธารณสุขได้อย่างยั่งยืนนั้น จากงานวิจัยผลักดันเป็นนวัตกรรมจะต้องผ่านการทดสอบรอบด้าน ทั้งในมิติสมรรถนะ ความเหมาะสมกับระบบบริการจริง ความปลอดภัย และมาตรฐานทางการแพทย์เพื่อเตรียมพร้อมสู่การขึ้นทะเบียนตามข้อกำหนดของหน่วยงานกำกับดูแล จุดแข็งที่สุดของโครงการนี้ คือ การที่นวัตกรรมไทยได้ลงมาเรียนรู้และรับโจทย์จากพื้นที่ปฏิบัติงานจริงตั้งแต่ยังอยู่ในระยะวิจัย ทำให้นักวิจัยเข้าใจข้อจำกัด และเปิดโอกาสให้แพทย์รวมถึงบุคลากรหน้างานมีส่วนร่วมออกแบบทิศทางพัฒนาร่วมกัน สวทช. ตั้งเป้าที่จะผลักดันให้นวัตกรรมนี้สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อระบบสาธารณสุขไทยในวงกว้าง ไม่ใช่เป็นเพียงแค่โมเดลต้นแบบในห้องแล็บเท่านั้น”
ดร.วรวรงค์ กล่าว

เทคโนโลยี ‘OnSpec และ AI’ ย่นเวลา ‘คัดกรองวัณโรคแฝง’ จาก 2 วันเหลือ 10 นาที

ดร.นพดล นันทวงศ์ นักวิจัยอาวุโส กลุ่มวิจัยอุปกรณ์สเปกโทรสโกปีและเซนเซอร์ เนคเทค สวทช. กล่าวว่า เมื่อเจาะลึกไปที่กลไกการทำงานของนวัตกรรม SERS-TB เป็นการประยุกต์ใช้เทคนิค Surface-Enhanced Raman Spectroscopy (SERS) ร่วมกับ เครื่องวัดสัญญาณรามานแบบพกพา (Portable Raman Spectrometer) และระบบประมวลผลอัจฉริยะด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) หัวใจสำคัญที่เนคเทคพัฒนาขึ้น คือ “OnSpec” (ออนสเปก) ชิปขยายสัญญาณรามานโครงสร้างนาโนจากโลหะเงินที่ผลิตด้วยเทคนิคการเคลือบฟิล์มบางขั้นสูง ซึ่งมีคุณสมบัติพิเศษในการขยายสัญญาณการกระเจิงแสงรามานได้มหาศาล ทำให้นักวิจัยสามารถตรวจวัดและตรวจจับสัญญาณชีวโมเลกุลจำเพาะจากตัวอย่างเลือด (พลาสมา) ที่มีความเจือจางมากในระดับ Trace Concentration ได้อย่างแม่นยำ ซึ่งวิธีปกติไม่สามารถทำได้

“ขั้นตอนการทำงานจริงหน้างานถูกออกแบบให้ง่ายและรวดเร็ว (Workflow Optimization) เริ่มจากการหยดตัวอย่างเลือดปริมาณน้อยลงบนชิป OnSpec รอให้แห้ง แล้วใช้เครื่องรามานแบบพกพาอ่านสัญญาณเพื่อบันทึกลักษณะสเปกตรัม เนื่องจากสัญญาณรามานมีรายละเอียดและความซับซ้อนของข้อมูลสูงมาก ทีมวิจัยจึงได้พัฒนา AI เข้ามาทำหน้าที่ประมวลผลข้อมูลและวิเคราะห์รูปแบบสเปกตรัมเหล่านั้นร่วมกันเป็นระบบเดียว ทำให้การอ่านผลมีความเป็นระบบ แม่นยำ ช่วยลดเวลาการรายงานผลเชิงเทคนิคเหลือเพียงไม่กี่นาทีหรือไม่ถึง 1 ชั่วโมง จากเดิมที่ต้องรอผลแล็บทางคลินิกนาน 1-2 วัน อีกทั้งยังช่วยลดภาระของบุคลากรทางการแพทย์หน้างานในการตีความข้อมูล จึงตอบโจทย์การเป็นนวัตกรรมคัดกรองขั้นสูง ณ จุดดูแลผู้ป่วย (Point-of-Care) ในชุมชนอย่างแท้จริง” ดร.นพดล อธิบาย

ส่วนประกอบของแพลตฟอร์ม

ประสานพลัง มข. ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ “AI-based TB Diagnosis for All”

ความก้าวหน้าในการเปลี่ยน Deep Tech เพื่อให้กลายเป็นเครื่องมือที่ใช้งานได้จริงในโรงพยาบาล เกิดขึ้นจากความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับพันธมิตรหลักอย่างมหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) โดย ศาสตราจารย์ พญ.วิภา รีชัยพิชิตกุล คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญในมิติทางคลินิกว่า การพัฒนานวัตกรรมคัดกรองวัณโรค โดยเฉพาะในกลุ่ม ‘วัณโรคแฝง’ จำเป็นต้องเดินควบคู่ไปกับองค์ความรู้ทางการแพทย์และบริบทของระบบบริการสาธารณสุขจริง โดยเป้าหมายหลักของงานวิจัยชิ้นนี้คือการเพิ่มทางเลือกในการคัดกรองที่มีความรวดเร็วและเข้าถึงง่ายขึ้นในระดับชุมชน โดยผลลัพธ์ที่ได้จากระบบ SERS-TB จะถูกนำไปใช้ร่วมกับข้อมูลทางคลินิกอื่น ๆ เพื่อช่วยให้แพทย์สามารถประเมินความเสี่ยงและตัดสินใจทางการแพทย์ได้อย่างรอบคอบและเหมาะสมที่สุด การลงพื้นที่ทดสอบจริงครั้งนี้จึงช่วยให้ทีมวิจัยได้เห็นแง่มุมการใช้งานเพื่อนำไปปรับปรุงเทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้ป่วยจริง

ขณะที่ ศ. ดร.เกียรติไชย ฟักศรี คณบดีบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยขอนแก่น และผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและบริการตรวจวินิจฉัยโรคติดเชื้อระบาดใหม่ กล่าวถึงการเข้าถึงนวัตกรรมภายใต้แนวคิด “AI-based TB Diagnosis for All: นวัตกรรมการตรวจวัณโรคถ้วนหน้า เร็ว ง่าย เข้าถึงชุมชน”  ว่า “AI-based TB Diagnosis for All คือ ทิศทางอนาคตของการนำปัญญาประดิษฐ์และเทคโนโลยีวินิจฉัยยุคใหม่เข้ามาทลายข้อจำกัดเดิม ๆ เพื่อช่วยให้ระบบคัดกรองวัณโรคทำงานได้เร็วขึ้น เข้าถึงง่ายขึ้น และขยายการบริการลงลึกไปสู่ระดับชุมชนห่างไกลได้มากขึ้น การพัฒนานวัตกรรมสุขภาพในลักษณะนี้เริ่มต้นจากโจทย์จริงของประเทศ เทคโนโลยีจึงถูกหล่อหลอมขึ้นจากข้อมูลที่มีคุณภาพ การทดสอบทางคลินิกที่เข้มข้น และการประสานพลังร่วมกันระหว่าง สวทช. มหาวิทยาลัยขอนแก่น โรงพยาบาลร้อยเอ็ด และเครือข่ายในพื้นที่ เพื่อให้ประชาชนได้รับโอกาสในการตรวจคัดกรองและเข้าถึงระบบดูแลรักษาสุขภาพได้อย่างเท่าเทียมกัน

สมรภูมิจริง รพ.ร้อยเอ็ด ถอดรหัสความท้าทายและการบริหารจัดการระดับพื้นที่

ด้าน นพ.ชินวัฒน์ ศรีใส รองผู้อำนวยการด้านปฐมภูมิ โรงพยาบาลร้อยเอ็ด ได้ให้ภาพสะท้อนเชิงลึกเกี่ยวกับสถานการณ์และบทบาทของโรงพยาบาลในพื้นที่ว่า โรงพยาบาลร้อยเอ็ดตระหนักดีถึงอุบัติการณ์ของวัณโรคและให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบบริการอย่างครบวงจรมาโดยตลอด ตั้งแต่ขั้นคัดกรอง รักษา ติดตามผู้สัมผัสร่วมบ้าน ไปจนถึงการบูรณาการเครือข่ายสาธารณสุข วัณโรคเป็นวิกฤตสาธารณสุขที่ไม่สามารถแก้ได้ด้วยหน่วยงานเดียว แต่ต้องทำงานประสานกันทั้งระบบ ตั้งแต่โรงพยาบาล จังหวัด เขตสุขภาพ ไปจนถึงชุมชนรากหญ้า การนำระบบ SERS-TB เข้ามาทดสอบในสนามจริงที่โรงพยาบาลร้อยเอ็ด จึงเป็นขั้นตอนเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญยิ่งที่ช่วยให้ทีมวิจัยได้เห็นสภาพแวดล้อมที่แท้จริง ทั้งขั้นตอนของคลินิก ห้องปฏิบัติการ และภาระงานของบุคลากร เพื่อปรับแต่งนวัตกรรมให้ตอบโจทย์หน้างานและเพิ่มโอกาสค้นหาผู้มีความเสี่ยงในชุมชนให้เร็วยิ่งขึ้นในอนาคต

ด้าน พ.ท.นพ.ฐมฤกษ์ แสงเงิน ผู้อำนวยการคลินิกวัณโรค โรงพยาบาลร้อยเอ็ด ได้เปิดเผยถึงแง่มุมการทำงานเชิงรุกในพื้นที่ร้อยเอ็ดที่เชื่อมโยงกับแนวทางการทำงานของพื้นที่ขอนแก่นว่า เมื่อเทคโนโลยีขั้นสูงต้องลงมาเผชิญความจริงในระดับปฏิบัติการงานควบคุมวัณโรคหน้างานมีความซับซ้อนสูงมาก ไม่ใช่เพียงแค่การตรวจเจอแล้วให้ยารักษา แต่ความท้าทายหลักอยู่ที่การติดตามกลุ่มผู้สัมผัสร่วมบ้าน (House Contact) การป้องกันและลดอัตราการขาดยาของผู้ป่วย ตลอดจนการบริหารจัดการระบบข้อมูลร่วมกันผ่านเครื่องมือดิจิทัล เช่น ระบบ TB Data Center เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างโรงพยาบาลและชุมชน

“การนำเครื่องมือ SERS-TB มาทดสอบภาคสนามช่วยให้เรามองเห็นรายละเอียดที่ห้องแล็บในกรุงเทพฯ อาจจะบอกไม่ได้ทั้งหมด ทั้งเรื่องกระบวนการเก็บสิ่งส่งตรวจ การไหลเวียนของผู้ป่วย (Patient Flow) การจัดสรรพื้นที่ และการทำงานร่วมกับห้องแล็บในโรงพยาบาล หัวใจสำคัญคือ เทคโนโลยีใหม่ต้องไม่สร้างภาระงานเพิ่มให้แก่เจ้าหน้าที่สาธารณสุขหน้างาน และต้องเชื่อมโยงเข้ากับระบบฐานข้อมูลติดตามผู้ป่วยที่มีอยู่เดิมได้อย่างไร้รอยต่อ ทั้งนี้ปัจจุบันโรงพยาบาลร้อยเอ็ดมีแนวทางการค้นหาผู้ป่วยเชิงรุก (Active Case Finding) โดยจับมือร่วมกับเครือข่ายอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) และใช้การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพื้นที่ระบุพิกัดจุดเสี่ยง ซึ่งจะเป็นโอกาสสำคัญในการนำนวัตกรรมคัดกรองไวอย่าง SERS-TB ไปต่อยอดทำงานเชิงรุกในชุมชน หลังเสร็จสิ้นกระบวนการวิจัยทดสอบภาคสนามนี้ต่อไป” พ.ท.นพ.ฐมฤกษ์ ระบุ

]]>
เนคเทค สวทช. ร่วมเวที INTERMACH 2026 ถ่ายทอดแนวทาง Cybersecurity สำหรับโรงงานยุค AI https://www.nectec.or.th/news/news-pr-news/intermach2026.html Thu, 21 May 2026 05:37:08 +0000 https://www.nectec.or.th/?p=43266

ศูนย์นวัตกรรมการผลิตยั่งยืน (SMC) ภายใต้ เนคเทค สวทช. ร่วมกับเครือข่ายพันธมิตร จัดสัมมนาหัวข้อ “From Factory Floor to Cloud: Designing Secure Architecture for Critical Manufacturing Applications in the Age of AI” หรือ “เชื่อมโรงงานสู่คลาวด์อย่างมั่นคง: การออกแบบระบบความปลอดภัยสำหรับงานผลิตสำคัญในยุค AI” โดยจัดขึ้นภายในงาน INTERMACH 2026 งานแสดงเทคโนโลยีเครื่องจักรกลและอุตสาหกรรมรับช่วงการผลิตที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน ภายใต้แนวคิด “Manufacturing Reinvented: Cost-effective with High Performance Solutions” ซึ่งมุ่งยกระดับอุตสาหกรรมการผลิตด้วยโซลูชันที่มีประสิทธิภาพสูงและคุ้มค่าต่อการลงทุน เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2569 ณ ห้อง MR221 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา (BITEC)

สัมมนาครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อถ่ายทอดแนวทางการออกแบบโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและระบบความมั่นคงปลอดภัยสำหรับภาคการผลิตยุคใหม่ รองรับการเชื่อมต่อข้อมูลจากโรงงานสู่ระบบคลาวด์อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย ครอบคลุมประเด็นสำคัญด้าน Zero Trust Architecture, Cloud Workload Protection, 5G Core Security ตลอดจน Compliance และ PDPA เพื่อเสริมศักยภาพองค์กรอุตสาหกรรมในการบริหารจัดการข้อมูลและระบบเครือข่ายอย่างมั่นคงปลอดภัย รองรับการก้าวสู่โรงงานอัจฉริยะในอนาคต

เริ่มต้นด้วยการกล่าวเปิดงานโดย คุณอุดม ลิ่วลมไพศาล ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยไอโอทีและระบบอัตโนมัติสำหรับงานอุตสาหกรรม เนคเทค สวทช. ก่อนเข้าสู่การบรรยายหัวข้อ “Connect. Compute. Create.: Building the Digital Foundation for Intelligent Manufacturing” โดย คุณภุชงค์ เจริญสุข Enterprise Product Marketing Manager จาก AIS ถ่ายทอดแนวทางการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เช่น 5G, Edge Computing และ Secure Industrial Cloud เพื่อเชื่อมต่อเครื่องจักรและระบบต่าง ๆ ภายในโรงงาน รองรับการประมวลผลข้อมูลการผลิตแบบเรียลไทม์ และต่อยอดสู่การประยุกต์ใช้ AI, Automation และ Robotics เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและเสริมศักยภาพการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม

ต่อด้วยหัวข้อ “Post-Quantum Security for Smart Manufacturing: ความมั่นคงปลอดภัยในยุคหลังควอนตัมสำหรับอุตสาหกรรมการผลิตอัจฉริยะ” โดย ดร.ชาลี วรกุลพิพัฒน์ ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยการสื่อสารและเครือข่าย เนคเทค สวทช. ซึ่งนำเสนอแนวโน้มและความท้าทายด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ในยุค Post-Quantum พร้อมแนวทางการเตรียมความพร้อมของภาคอุตสาหกรรมต่อภัยคุกคามทางไซเบอร์รูปแบบใหม่ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

จากนั้นเป็นการบรรยายหัวข้อ “Integrating IT & OT Security with AI and Automated Defense” หรือ “การบูรณาการความมั่นคงปลอดภัยด้าน IT และ OT ด้วย AI และระบบป้องกันอัตโนมัติ” โดย คุณอินทร์เสริฐ แสนกือ GM of Machine Production & ICT จาก บริษัท บางกอกโคมัตสุ จำกัด ถ่ายทอดประสบการณ์การบริหารจัดการความมั่นคงปลอดภัยของระบบ IT และ OT ในภาคการผลิต พร้อมแนวทางการประยุกต์ใช้ AI และระบบป้องกันอัตโนมัติเพื่อเสริมความปลอดภัยให้กับกระบวนการผลิตยุคดิจิทัล

สะท้อนบทบาทของ เนคเทค สวทช. โดย SMC ในการสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมไทยให้สามารถประยุกต์ใช้ AI และเทคโนโลยีดิจิทัล ควบคู่กับการเสริมความมั่นคงปลอดภัยของระบบการผลิต เพื่อยกระดับสู่การผลิตอัจฉริยะและเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในอนาคต

]]>