NECTEC : National Electronics and Computer Technology Center https://www.nectec.or.th ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ Tue, 30 Sep 2025 13:14:54 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 https://www.nectec.or.th/wp-content/uploads/2022/06/cropped-favicon-nectec-32x32.png NECTEC : National Electronics and Computer Technology Center https://www.nectec.or.th 32 32 ระบบช่วยวิเคราะห์ข้อมูลพื้นที่สำหรับการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ https://www.nectec.or.th/research/research-project/hcva.html Mon, 29 Sep 2025 07:11:56 +0000 https://www.nectec.or.th/?p=41451

การท่องเที่ยว ถือเป็นอุตสาหกรรมที่สร้างรายได้มูลค่าสูงให้กับประเทศไทย ด้วยความได้ เปรียบทางวัฒนธรรมและความหลากหลายทางชีวภาพ ทรัพยากรการท่องเที่ยวจึงเป็นสิ่งสำคัญ ในการพัฒนาพื้นที่เพื่อรองรับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว โดยเฉพาะการพัฒนามาใช้ประโยชน์เพื่อการ ท่องเที่ยวในรูปแบบต่าง ๆ การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์เป็นรูปแบบหนึ่งของการท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างแพร่หลายมากในหลายพื้นที่ ซึ่งในแต่ละพื้นที่มีทรัพยากรการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่แตกต่างกันไปตามศักยภาพ ทั้งในด้านปริมาณคุณภาพ และการนำมาใช้ประโยชน์

ระบบช่วยวิเคราะห์ข้อมูลพื้นที่สำหรับการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ พัฒนาเพื่อเป็นเครื่องมือในการช่วยวิเคราะห์พื้นที่สำหรับการอนุรักษ์และการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์

ความสำคัญของการวิเคราะห์พื้นที่

การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวไม่สามารถมองเพียงด้านใดด้านหนึ่ง แต่ต้องคำนึงถึงทั้งการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ วัฒนธรรม และความพร้อมของพื้นที่ การใช้การประเมินพื้นที่ที่มีคุณค่าด้านการอนุรักษ์สูง (High Conservation Value Area: HCVA) เป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยให้ทราบว่าพื้นที่ใดควรค่าแก่การอนุรักษ์ และสามารถนำมาใช้ประโยชน์ด้านการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

HCVA สามารถแสดงให้เห็นว่าในพื้นที่มีทรัพยากรที่สำคัญ เช่น พื้นที่สงวน อุทยานแห่งชาติ พืชหรือสัตว์หายากใกล้สูญพันธุ์ แหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต รวมถึงคุณค่าด้านวัฒนธรรมที่ควรรักษา

เครื่องมือช่วยวิเคราะห์ (Tool Kits)

การพัฒนาระบบช่วยวิเคราะห์ในรูปแบบ Tool Kits ทำให้ผู้เกี่ยวข้อง เช่น นักพัฒนา หน่วยงานรัฐ หรือชุมชน สามารถเห็นภาพรวมของพื้นที่ได้ชัดเจน และวางแผนร่วมกันได้โดยไม่ทำลายทรัพยากร

คุณสมบัติของระบบ

  • สามารถบริหารจัดการข้อมูลการประเมินคุณค่าพื้นที่ตามรูปแบบ High Conservation Value Area: HCVA โดยมีข้อมูลประกอบด้านทรัพยากรวัฒนธรรมและความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่
  • มีการสกัดข้อมูลวัฒนธรรมและความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการวิเคราะห์เพื่อพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์
  • นำเสนอข้อมูลในรูปแบบแผนที่เพื่อตรวจสอบภาพรวมของพื้นที่ด้านการท่องเที่ยวและการอนุรักษ์

การทำงานของระบบ

1. ข้อมูลนำเข้า
มาจากคลังข้อมูลด้านความหลากหลายทางชีวภาพและวัฒนธรรม เช่น รายชื่อสัตว์คุ้มครอง พืชหายาก ข้อมูลแหล่งทรัพยากรธรรมชาติ

การทำงานของระบบ

2. การวิเคราะห์ข้อมูล

  • สกัดคำสำคัญที่เกี่ยวข้องกับเกณฑ์ HCVA
  • สกัดคำที่มีความเชื่อมโยง เช่น เรื่องเล่า วัฒนธรรม หรือทรัพยากรอื่น ๆ
  • ส่งต่อข้อมูลเพื่อวิเคราะห์ว่าเข้ากับ HCVA ประเภทใด

การสกัดข้อมูล

3. การตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญ
ผู้เชี่ยวชาญในสาขาที่เกี่ยวข้องจะเข้ามาตรวจสอบความถูกต้องของผลลัพธ์ เพื่อยืนยันว่าพื้นที่นั้นควรถูกจัดให้เป็น HCVA หรือไม่

ผลการทดสอบต้นแบบ

จากการทดลองใช้ในพื้นที่จังหวัดระนอง ปัตตานี และสตูล พบว่า ระบบสามารถสกัดข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพได้อย่างแม่นยำกว่า 90% เนื่องจากเป็นข้อมูลที่มีลักษณะเฉพาะ เช่น ชื่อพืช สัตว์ หรือสถานที่ ขณะที่ข้อมูลด้านวัฒนธรรมมีความซับซ้อนกว่า ทำให้การสกัดทำได้ยากและได้น้อยกว่า

ระบบช่วยวิเคราะห์ข้อมูลพื้นที่สำหรับการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ เป็นนวัตกรรมที่มีศักยภาพสูงในการสนับสนุนการอนุรักษ์และการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ปัจจุบันระบบอยู่ในระดับต้นแบบห้องปฏิบัติการ แต่สามารถนำไปต่อยอดสู่การใช้งานจริงในภาคสนามได้ในอนาคต เพื่อให้ชุมชน หน่วยงานรัฐ และนักพัฒนาการท่องเที่ยว ใช้เป็นเครื่องมือที่เชื่อถือได้ในการวางแผนและพัฒนาพื้นที่

วิจัยและพัฒนาโดย
ทีมวิจัยเทคโนโลยีภาษาธรรมชาติและความหมาย (LST)
กลุ่มวิจัยปัญญาประดิษฐ์

]]>
เนคเทค สวทช. ร่วมแชร์มุมมองการขับเคลื่อนนวัตกรรม เวที “CP Innovation Exposition & Symposium 2025” https://www.nectec.or.th/news/news-pr-news/cp-innovation2025.html Mon, 22 Sep 2025 04:30:23 +0000 https://www.nectec.or.th/?p=41449

เนคเทค สวทช. ร่วมแชร์มุมมองการขับเคลื่อนนวัตกรรม เร่งอนาคตเทคโนโลยีประเทศไทย เชื่อมนโยบายด้วยงานวิจัย สู่การใช้ประโยชน์จริง บนเวที “CP Innovation Exposition & Symposium 2025”

วันที่ 20 กันยายน 2568 ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค สวทช.) ได้เข้าร่วมในงานประชุมวิชาการ “CP Innovation Exposition & Symposium 2025” โดย เครือเจริญโภคภัณฑ์ เวทีแสดงศักยภาพนวัตกรรมแห่งปีที่รวบรวมผู้กำหนดนโยบาย นักวิจัย นักวิชาการ นักธุรกิจ และภาคอุตสาหกรรมในสาขาต่างๆ ทั้งระดับประเทศและระดับโลก มาร่วมแลกเปลี่ยนความรู้ทางวิชาการ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี รวมถึงการเสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่างๆ และหน่วยงานภายในเครือฯ ให้เกิดการผนึกกำลังร่วมกันสร้างสรรค์ผลงานทางวิชาการไปต่อยอดให้เกิดคุณประโยชน์แก่สังคมในวงกว้าง

ในโอกาสนี้ ดร.ชัย ผู้อำนวยการเนคเทค สวทช. ร่วมนำเสนอในหัวข้อ “Nation-Driven Innovation: Catalyzing Thailand’s Tech Future” เพื่อถ่ายทอดมุมมองการขับเคลื่อนนวัตกรรมจากระดับนโยบายประเทศสู่การปฏิบัติจริง โดยชี้ว่า การพัฒนานวัตกรรมจะเกิดผลลัพธ์ได้จริงนั้น ต้องอาศัยฐานรากทางเทคโนโลยีที่เข้มแข็ง และเครือข่ายหน่วยงานพันธมิตรที่ดำเนินงานร่วมกัน ทั้งนี้ ปัจจัยที่จะเป็นตัวเร่งสำคัญของอนาคตการพัฒนาเทคโนโลยีในประเทศไทย นั่นคือ “การสร้างระบบนิเวศทางเทคโนโลยี (Ecosystem)” ที่เชื่อมโยงการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา หน่วยงานวิจัย และภาคสังคมทั้งในและต่างประเทศ เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ สร้างผลงานนวัตกรรม ร่วมลงทุน พร้อมรองรับการเติบโต และขยายโอกาสใหม่ๆ ไปด้วยกัน จะเป็นเครื่องมือในการนำประเทศไทยสู่ความสามารถในการแข่งขันระดับสากล

เนคเทค สวทช. ในฐานะหน่วยงานวิจัยพัฒนาภายใต้กระทรวง อว. จะทำหน้าที่เป็นเครื่องจักรสาคัญในการสร้างฐานรากทางเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และสารสนเทศขั้นสูง พร้อมให้ความร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตรเพื่อผลักดันให้เกิดระบบนิเวศของการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีที่วิจัยและพัฒนาขึ้น เพื่อสร้างคุณค่าต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมของประเทศ

]]>
DITP จับมือ 6 พันธมิตรเชื่อมข้อมูลและนำ AI มาเสริมทัพการค้าไทย https://www.nectec.or.th/news/news-pr-news/mou-ditp-chatbot.html Thu, 18 Sep 2025 10:51:58 +0000 https://www.nectec.or.th/?p=41397

(วันที่17 กันยายน 2568) กรุงเทพฯ: กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ แถลง Kick off การพัฒนานวัตกรรมดิจิทัลสู่โลกการค้ายุคใหม่ ในงาน “เสริมแกร่งทัพการค้าไทย ด้วยบริการดิจิทัลยุค AI” เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขัน แก่ผู้ประกอบการไทยในตลาดโลก โดยมีปลัดกระทรวงพาณิชย์ (นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์) เป็นประธานเปิดงานและเป็นสักขีพยานการลงนาม MOU 2 ฉบับ ได้แก่ 1.การพัฒนา AI Chatbot ผู้ช่วยอัจฉริยะด้านการค้า ระหว่าง 6 หน่วยงาน ได้แก่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กรมทรัพย์สินทางปัญญา กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กรมการค้าต่างประเทศ ซึ่งจะบูรณาการข้อมูลด้านการค้าร่วมกัน โดยมีศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) ภายใต้สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เป็นผู้ให้ความช่วยเหลือทางวิชาการและผู้เชี่ยวชาญ 2.การเชื่อมโยงบัญชีผู้ใช้งานและข้อมูล SMEs ระหว่าง DITP และสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เพื่อยกระดับการอำนวยความสะดวกแก่ SMEs ไทย ในการเข้าถึงบริการระหว่าง 2 หน่วยงานแบบไร้รอยต่อ ทั้งนี้ตั้งเป้าพัฒนา AI Chatbot แล้วเสร็จในปี 2569 โดยความร่วมมือครั้งนี้มี ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการ เนคเทค สวทช. เป็นผู้แทนองค์กรร่วมแถลงข่าว

นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า “การจัดงานในครั้งนี้สะท้อนวิสัยทัศน์ของกระทรวง ที่มุ่งสู่การเป็นองค์กรขับเคลื่อนเศรษฐกิจการค้าด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรม ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์หรือ AI ในปัจจุบัน โดยเฉพาะ AI สาขาGenerative AI จะเป็น Change Agent สำคัญของโลกการค้ายุคใหม่ ที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการยกระดับการให้บริการข้อมูลการค้า แก่ผู้ประกอบการและประชาชนได้อย่างดี ช่วยให้ผู้ประกอบการซึ่งเปรียบเสมือนกองทัพทางเศรษฐกิจ สามารถต่อสู้ในเวทีการค้าระหว่างประเทศได้ ท่ามกลางตลาดโลกปัจจุบันที่มีความผันผวนและความท้าทาย ที่ต้องปรับตัวได้เร็ว เพื่อต้องชิงความได้เปรียบในการแข่งขัน และช่วยให้ผู้ส่งออกรายใหม่มีโอกาสทางการค้าเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ การพัฒนา AI Chatbot ผู้ช่วยอัจฉริยะด้านการค้า ครั้งนี้ ยังถือเป็นครั้งแรกที่สามารถทลายไซโลระหว่างหน่วยงานอย่างเป็นรูปธรรมของกระทรวง โดยมีการบูรณาการข้อมูล ให้อยู่ในฐานเดียวกัน แก้ Pain Point ของผู้ประกอบการที่ประสบปัญหาต้องติดต่อหลายหน่วยงาน เพื่อให้ได้ข้อมูลที่จำเป็นต่อการทำการค้าอย่างครบถ้วน” 

นางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กล่าวเสริมว่า “การพัฒนา AI Chatbot ครั้งนี้มุ่งยกระดับการให้บริการข้อมูลการค้า ช่วยลดอุปสรรคของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs ในการเข้าถึงข้อมูลและเทคโนโลยี  ทลายข้อจำกัดในการวิเคราะห์ข้อมูลกฎระเบียบการค้าที่มีปริมาณมาก ซับซ้อนเข้าใจยาก กระจัดกระจายหลายแหล่ง และเป็นภาษาต่างประเทศอื่นที่ไม่ใช่แค่ภาษาอังกฤษ  ช่วยให้ SMEs ไทยก้าวทันข้อมูลแนวโน้มความต้องการตลาดและพฤติกรรมผู้บริโภคที่มีการเปลี่ยนแปลงเร็ว อีกทั้ง AI Chatbot จะช่วยให้ผู้ประกอบการเข้าถึงข้อมูลได้สะดวกรวดเร็วและแม่นยำมากขึ้น ช่วยลดระยะเวลา กำลังคนและทรัพยากรในการวิเคราะห์ข้อมูล เสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันให้ผู้ส่งออกรายเดิม และเพิ่มความมั่นใจให้แก่ผู้ที่อยากเริ่มธุรกิจส่งออกรายใหม่  นอกจากนี้ AI Chatbot จะช่วยเพิ่มทั้งประสิทธิภาพและคุณภาพมาตรฐานในการให้บริการข้อมูลคำปรึกษาด้านการค้าของ DITP และหน่วยงานพันธมิตร ซึ่งมีผู้ขอรับข้อมูลคำปรึกษารวมกัน 180,000 – 200,000 ครั้งต่อปี  

นางสาวสุนันทา กล่าวต่อว่า “DITP ได้รับการสนับสนุนเงินทุนในการพัฒนาระบบ AI Chatbot จากหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) โดยมีมหาวิทยาลัยศิลปากรเป็นผู้ร่วมดำเนินการกับ DITP นอกจากนี้ ยังมีทีม Hackathonอีก 2 ทีมจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และบริษัท เวสเทิร์น กรุ๊ป (ประเทศไทย) จำกัด ที่เข้ามาช่วยพิสูจน์แนวคิดการประยุกต์ใช้ AI ในการพัฒนาต้นแบบผู้ช่วยอัจฉริยะด้านการค้า โดยใช้โมเดล AI ที่แตกต่างกันไป ซึ่งกระทรวงพาณิชย์จะคัดเลือกโมเดลที่ฉลาดหรือมีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อนำมาพัฒนาเป็นบริการสำหรับผู้ประกอบการไทยต่อไป”

สำหรับ MOU ฉบับที่ 2 เป็นความร่วมมือในการเชื่อมโยงบัญชีผู้ใช้งานระบบดิจิทัลและข้อมูลผู้ประกอบการ SMEs ระหว่างระบบ DITP Single Sign-on (DITP SSO) กับ SME One ID ของ สสว. เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้งานระบบของทั้งสองหน่วยงาน ซึ่งมีจำนวนมากกว่า 255,000 ราย ให้สามารถเข้าถึงบริการดิจิทัลที่สำคัญระหว่างกันได้อย่างสะดวกรวดเร็ว ครบวงจร ไร้รอยต่อ ไม่ต้องลงทะเบียนหรือกรอกข้อมูลซ้ำซ้อน ช่วยลดความยุ่งยากในการเข้าถึงบริการภาครัฐ และยังมีความมั่นคงปลอดภัยยิ่งขึ้น โดยจะสามารถเข้าถึงบริการดิจิทัลของทั้งสองหน่วยงานได้รวม 18 บริการ พร้อมกันนี้ DITP ยังได้เปิดตัวบริการดิจิทัลใหม่ล่าสุดอีก 2 ระบบ ได้แก่ โมบายแอปพลิเคชัน DITP ONE ที่รวบรวมบริการดิจิทัลของกรมไว้ในที่เดียวในลักษณะ One Stop Service เพื่อตอบสนองพฤติกรรมของผู้ประกอบการในยุคดิจิทัลที่นิยมใช้งานผ่านโทรศัพท์มือถือ และระบบ DITP My Scores ซึ่งเป็นระบบวิเคราะห์ความพร้อมและศักยภาพในการส่งออกของผู้ประกอบการ ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถประเมินจุดแข็งและจุดอ่อนของตนเองได้ และจะได้รับคำแนะนำกิจกรรมหรือบริการที่เหมาะสม เพื่อยกระดับศักยภาพทางธุรกิจได้อย่างตรงจุด

“DITP ได้พัฒนาบริการดิจิทัลมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบสนองนโยบายรัฐบาลดิจิทัล โดยมุ่งหวังให้ผู้ประกอบการไทยเข้าถึงข้อมูลและบริการได้สะดวกรวดเร็ว การพัฒนาบริการเหล่านี้ไม่เพียงช่วยลดเวลาและค่าใช้จ่ายในการติดต่อราชการของผู้รับบริการ ซึ่งมีจำนวนมากกว่า 255,000 ราย แต่ยังเป็นการสร้างแต้มต่อทางธุรกิจให้กับผู้ประกอบการไทยท่ามกลางการแข่งขันที่เข้มข้นในยุคดิจิทัล และคาดว่าจะช่วยเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการค้าระหว่างประเทศของไทยให้เป็น 1 ใน 3 ของโลก ภายในปี 2570 อีกทั้งยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ในการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้เป็นเครื่องมือสำคัญเพื่อขับเคลื่อนการค้าไทยสู่เวทีโลกอย่างมั่นคงและยั่งยืน” นางสาวสุนันทา กล่าวสรุป

]]>
10 ปี NETPIE – จาก IoT สู่อุตสาหกรรมไทย และก้าวต่อไปสู่โลก AIoT https://www.nectec.or.th/news/news-article/netpie10th-aiot.html Tue, 16 Sep 2025 09:54:38 +0000 https://www.nectec.or.th/?p=41395

16 กันยายน ครบรอบ 1 ทศวรรษของ NETPIE แพลตฟอร์ม IoT ที่พัฒนาโดยคนไทย เนคเทค สวทช. จึงถือโอกาสถอดรหัสการเดินทางของเทคโนโลยีที่เกิดจากภาครัฐ ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าสามารถสร้างผลกระทบได้จริง และก้าวต่อกับการเดินทางสู่ AIoT ในภูมิทัศน์เทคโนโลยีที่คำว่า IoT, Big Data และ Industry 4.0 ถูกพูดถึงแทบทุกวัน เราอาจมองหาภาพความสำเร็จจากบริษัทเทคฯ ยักษ์ใหญ่ในต่างแดน แต่หากมองให้ลึกลงมาในบริบทของประเทศไทย ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา มีโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลหนึ่งที่ทำงานอยู่เงียบๆ เบื้องหลัง แต่ทรงพลังและเป็นหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ นั่นคือ NETPIE ผลงานวิจัยและพัฒนาโดย เนคเทค สวทช.

จุดเริ่มต้น: เมื่อเทคโนโลยีต้องเป็นของทุกคน

ย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีก่อน IoT ยังเป็นเรื่องใหม่และไกลตัวสำหรับคนไทย กำแพงด้านเทคนิคและต้นทุนคืออุปสรรคสำคัญที่ทำให้นวัตกรรมเกิดขึ้นได้ยาก NETPIE จึงถือกำเนิดขึ้นด้วยปรัชญาที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง นั่นคือ การทำให้เทคโนโลยีเป็นประชาธิปไตย (Democratize Technology)

เนคเทค สวทช. ไม่ได้สร้างแค่เครื่องมือ แต่สร้างพื้นที่ที่เปิดให้ทุกคนเข้ามาทดลองได้ฟรี ผลคือการปลดล็อกศักยภาพของนักศึกษา, Maker, และสตาร์ทอัพทั่วประเทศให้สามารถเปลี่ยนไอเดียในกระดาษให้กลายเป็นโปรโตไทป์ที่จับต้องได้ NETPIE ในยุคแรกจึงเป็นมากกว่าแพลตฟอร์ม แต่คือเครื่องมือบ่มเพาะวัฒนธรรม Maker และสร้างรากฐานกำลังคนด้านดิจิทัลให้กับประเทศอย่างแท้จริง

netpie10th-48

เมื่อ ‘โปรเจกต์’ ต้องโตเป็น ‘โปรดักต์’

ความท้าทายถัดมา คือ ทำอย่างไรให้สิ่งที่เริ่มต้นจากห้องปฏิบัติการ สามารถตอบโจทย์โลกธุรกิจที่ต้องการความน่าเชื่อถือและสเกลระดับอุตสาหกรรมได้ นี่คือจุดเปลี่ยนที่ทำให้ NETPIE เกิดการสปินออฟเป็น บริษัท เน็กซ์พาย (NEXPIE) เพื่อให้บริการเชิงพาณิชย์เต็มรูปแบบ เป็นการพิสูจน์ว่าเทคโนโลยีจากภาครัฐสามารถเติบโตและแข่งขันในตลาดได้จริง บทบาทของ NETPIE ขยับจากการเป็นผู้ให้โอกาสสู่การเป็นพาร์ทเนอร์ที่เชื่อถือได้ของภาคอุตสาหกรรม ตั้งแต่การทำ Smart Farming ไปจนถึงการมอนิเตอร์เครื่องจักรในโรงงาน

NETPIE ร่วมทุนกับบริษัทเอกชน จัดตั้งบริษัท NEXPIE

AIoT: เมื่อทุกสรรพสิ่งต้อง ‘ฉลาด’ ไม่ใช่แค่ ‘เชื่อมต่อ’

ในโอกาสครบรอบ 10 ปี NETPIE ไม่ได้มองแค่ความสำเร็จที่ผ่านมา แต่มุ่งเป้าไปที่เทคโนโลยีแห่งอนาคต นั่นคือ AIoT (Artificial Intelligence of Things) โลกยุคใหม่ที่ไม่ได้จบแค่การเชื่อมต่อเพื่อดูข้อมูลผ่าน Dashboard อีกต่อไป แต่ต้องการให้อุปกรณ์ที่ปลายทาง (Edge) สามารถคิดและตัดสินใจได้ด้วยตัวเอง โดยการเปิดตัวแพลตฟอร์มใหม่ล่าสุดอย่าง “Daysie” คือ คำตอบ

Daysie ถูกออกแบบมาให้เป็นแพลตฟอร์ม AI แบบ No-Code ที่เปิดทางให้วิศวกรโรงงานหรือผู้ประกอบการที่ไม่ใช่โปรแกรมเมอร์ สามารถสร้างโมเดล AI เพื่อตรวจสอบความผิดปกติของสินค้าได้เอง โจทย์ใหญ่ไม่ใช่แค่การสร้างเทคโนโลยีที่ล้ำหน้า แต่คือการสร้างเทคโนโลยีที่คนส่วนใหญ่เข้าถึงและใช้งานได้จริง

รับชมสัมมนาย้อนหลัง  
” 10 ปี IoT ไทย: จาก NETPIE สู่อนาคตแห่งการเชื่อมต่อสรรพสิ่งด้วย AIoT “

รวมทุกความประทับใจจาก #NETPIE10th

]]>
พช. ร่วม สศช. กค. และ สวทช ส่ง TPMAP คว้ารางวัลเลิศรัฐ ประจำปี 2568 https://www.nectec.or.th/news/news-pr-news/tpmap-opdc2568.html Sat, 13 Sep 2025 09:16:17 +0000 https://www.nectec.or.th/?p=41370

พช. ร่วม สศช. กค. และ สวทช. ส่ง “TPMAP ปลดล็อคความยากจนด้วยข้อมูลแบบพุ่งเป้าช่วยเหลือตรงจุดทุกมิติ” คว้ารางวัลเลิศรัฐ ประจำปี 2568 สาขาการบริการภาครัฐ ประเภทบูรณาการข้อมูลในรูปแบบดิจิทัล ระดับดี

เมื่อวันที่ 12 ก.ย. 2568 ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการ เนคเทค สวทช. เข้าร่วมในงานเสวนาวิชาการ และพิธีมอบรางวัลเลิศรัฐ ประจำปี 2568 “ภาครัฐอัจฉริยะ ขับเคลื่อนอนาคต Smart Government & Smart Services : Driving for the Future” จัดขึ้นโดยสำนักงาน ก.พ.ร. เพื่อเป็นเวทีส่งเสริมหน่วยงานภาครัฐยกระดับคุณภาพการปฏิบัติราชการ และพัฒนาบริการสู่ความเป็นเลิศสามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงเป็นการยกย่องเชิดชู สร้างขวัญกำลังใจ ตลอดจนเผยแพร่ผลงานของหน่วยงานภาครัฐที่โดดเด่น เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีสามารถนำไปต่อยอดขยายผลให้เกิดประโยชน์แก่หน่วยงานอื่นๆ ต่อไป โดยมี ศาสตราจารย์กิตติคุณบวรศักดิ์ อุวรรณโณ กรรมการตรวจสอบและประเมินผลภาคราชการ เป็นประธานในพิธี กล่าวแสดงความยินดีกับหน่วยงานที่ได้รับรางวัลเลิศรัฐ ประจำปี 2568 มีผู้บริหารระดับสูง พร้อมด้วยผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ เข้าร่วมงานมากกว่า 3,000 คน

โดยระบบ TPMAP ภายใต้ชื่อผลงาน “ปลดล็อคความยากจนด้วยข้อมูลแบบพุ่งเป้าช่วยเหลือตรงจุดทุกมิติ” จากการบูรณาการร่วมกันระหว่าง กรมการพัฒนาชุมชน (พช.) สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กระทรวงการคลัง (กค.) และ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) ที่สามารถใช้นำไปใช้ขับเคลื่อนงานพัฒนาชุมชน รวมถึงให้หน่วยงานภาครัฐอื่น ๆ ได้นำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ในการให้บริการแก่ประชาชน ได้รับรางวัลเลิศรัฐ ประจำปี 2568 สาขาการบริการภาครัฐ ประเภทบูรณาการข้อมูลในรูปแบบดิจิทัล ระดับดี โดยมีนายวรงค์ แสงเมือง รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน นายเฉลิมศักดิ์ เลิศวงศ์เสถียร ที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กระทรวงการคลัง ดร.อานนท์ แปลงประสพโชค นักวิจัยอาวุโส ทีมวิจัยการวิเคราะห์ยุทธศาสตร์ด้วยปัญญาประดิษฐ์ เนคเทค สวทช. และผู้แทนจาก สศช. ขึ้นรับมอบรางวัลจาก นายไมตรี อินทุสุต ประธานคณะทำงานเสริมสร้างประสิทธิภาพการบริหารงานจังหวัดแบบบูรณาการ และผู้ทรงคุณวุฒิในคณะทำงานตรวจประเมินรางวัลเลิศรัฐ ประจำปี 2568

TPMAP : Big Data ภาครัฐ ในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน

TPMAP หรือ ระบบบริหารจัดการข้อมูลการพัฒนาคนแบบชี้เป้า ที่ใช้ในการระบุและวิเคราะห์ปัญหาความยากจนและความเปราะบางในมิติต่างๆ ทั้งด้านการศึกษา สุขภาพ ที่อยู่อาศัย และการเข้าถึงบริการ โดยอาศัยการบูรณาการข้อมูลจากแหล่งที่มา ได้แก่ ข้อมูลความจำเป็นพื้นฐาน (จปฐ.) จากกรมการพัฒนาชุมชน และข้อมูลผู้ลงทะเบียนสวัสดิการแห่งรัฐ จากกระทรวงการคลัง ใช้กระบวนการวิเคราะห์ประมวลผลข้อมูล (Data Analytic) ตามวิธีการคำนวณดัชนีความยากจนหลายมิติจากสภาพัฒน์ฯ ช่วยระบุปัญหาที่เกี่ยวกับความยากจน และตอบคำถามที่สำคัญ ได้แก่ คนจนอยู่ที่ไหน? คนจนมีปัญหาอะไร? จะพ้นความยากจนได้อย่างไร? เพื่อให้หน่วยงานรัฐสามารถกำหนดนโยบาย และออกแบบโครงการช่วยเหลือได้อย่างตรงจุดและมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ เนคเทค สวทช. ยังได้พัฒนา “TPMAP Logbook” เพื่อใช้เป็นสมุดบันทึกให้แก่เจ้าหน้าที่ทุกหน่วยงานในพื้นที่ที่มีส่วนเกี่ยวข้องได้เห็นข้อมูลชุดเดียวกัน ซึ่งจะช่วยลดความซ้ำซ้อนในการดำเนินงาน

รายละเอียดเพิ่มเติม https://www.tpmap.in.th/

เปิดตัว ระบบฐานข้อมูล AI ภาครัฐ

นอกจากนี้ ภายในงานดังกล่าว เนคเทค สวทช. ได้ร่วมจัดแสดงนิทรรศการนำเสนอผลงาน “ระบบฐานข้อมูล AI ภาครัฐ” ที่ได้พัฒนาร่วมกับสำนักงาน ก.พ.ร. เพื่อเป็นแหล่งรวบรวมเครื่องมือ และตัวอย่างการใช้งาน AI ในการพัฒนานวัตกรรมเพื่อให้บริการแก่ประชาชน และเพิ่มประสิทธิภาพการทํางานของหน่วยงาน ปัจจุบันมีทั้งหมด 55 รายการ ที่แสดงให้เห็นว่าแต่ละหน่วยงานมีโครงการ และรายละเอียดการใช้งาน AI พัฒนาบริการอย่างไร รวมถึงยังมีเครื่องมือ AI พร้อมใช้สำหรับภาครัฐ ที่เปิดให้บริการอยู่บนแพลตฟอร์ม AI for Thai โดยแยกตามหมวดหมู่การใช้งาน ทั้งหมด 9 หมวด เช่น AI สำหรับงานภายในหน่วยงาน งานเอกสาร งานบริหารสนับสนุน ออกแบบกระบวนงาน , การบริหารจัดการทรัพยากร งบประมาณ, งานเชิงนโนบายเครื่องมือช่วยวิเคราะห์ข้อมูล เสนอแผนกลุยุทธ์ สนับสนุนการจัดสินใจผู้บริหาร หรืองานบริการให้ข้อมูลแก่ประชาชน สร้าง Chatbot, แปลงข้อความเป็นเสียงพูด เป็นต้น

รายละเอียดเพิ่มเติม https://opdc.ai.in.th/

]]>
เนคเทค สวทช. ร่วมการประชุมสุดยอดว่าด้วยปัญญาประดิษฐ์แห่งประเทศไทย 2568 https://www.nectec.or.th/news/news-pr-news/royin100th-nationalaisummit.html Fri, 12 Sep 2025 06:20:55 +0000 https://www.nectec.or.th/?p=41334

เนคเทค สวทช. ร่วมการประชุมสุดยอดว่าด้วยปัญญาประดิษฐ์แห่งประเทศไทย 2568 เร่งเดินหน้าตามแผน AI แห่งชาติ เน้นพัฒนากำลังคน ดึงดูดการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และการประยุกต์ใช้งาน AI หวังดันประเทศไทยสู่ผู้นำ AI ในภูมิภาค

เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2568 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการ เนคเทค สวทช. ได้เข้าร่วมในการประชุมวิชาการเนื่องในการเฉลิมฉลอง 100 ปีราชบัณฑิตยสภา การประชุมสุดยอดว่าด้วยปัญญาประดิษฐ์แห่งประเทศไทย 2568 เพื่อการพัฒนาความพร้อมด้านปัญญาประดิษฐ์สำหรับประเทศไทย (Thailand National AI Summit 2025: Advancing AI Readiness for Thailand) จัดขึ้นโดย ราชบัณฑิตยสภา ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร ที่ได้รวบรวมผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้กำหนดนโยบาย นักวิชาการ และผู้นำภาคอุตสาหกรรม ร่วมหารือแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เกี่ยวกับประเด็นในการเร่งพัฒนาขีดความสามารถด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของประเทศไทย กับภูมิทัศน์ AI ระดับโลกที่กำลังพัฒนาอย่างรวดเร็ว เพื่อเตรียมความพร้อมเผชิญความท้าทาย และการเปลี่ยนแปลงที่ AI จะมีผลกระทบต่ออนาคตของประเทศไทยในมิติต่างๆ

พร้อมตอกย้ำบทบาทของราชบัณฑิตยสภา ในฐานะสถาบันทางวิชาการที่ยืนหยัดเคียงข้างสังคมไทยมากว่าศตวรรษ และก้าวสู่การเป็นพลังสำคัญในการวางรากฐานความรู้เพื่ออนาคตของประเทศ โดยมี ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์สุรพล อิสรไกรศีล นายกราชบัณฑิตยสภา เป็นประธานกล่าวเปิดงาน

ในการเสวนาวิชาการภายใต้หัวข้อ “แผนยุทธศาสตร์ปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติ” โดยมี ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.นายแพทย์สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ภาคีสมาชิก และประธานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กสว.) เป็นประธานดำเนินการเสวนา ดร.ชัย ผู้อำนวยการ เนคเทค สวทช. ได้นำเสนอภาพรวม “ยุทธศาสตร์การพัฒนาปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติ” เพื่อสะท้อนวิสัยทัศน์เชิงยุทธศาสตร์ของประเทศไทยในการพัฒนาและขับเคลื่อน AI อย่างเป็นระบบ ตามแผนพัฒนาปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (พ.ศ.2565-2570) ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นของการวางกรอบยุทธศาสตร์เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

ร่วมด้วยการนำเสนอมุมองของนักวิชาการ ในหัวข้อ

  • “ปัญญาประดิษฐ์ กับการเรียนรู้และการศึกษา” โดย ศาสตราจารย์ นายแพทย์วิจารณ์ พานิช นายกสภามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี
  • “ยุทธศาสตร์การพัฒนากำลังคนด้านปัญญาประดิษฐ์ของประเทศไทย” โดย ดร.เทพชัย ทรัพย์นิธิ นายกสมาคมปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย

ต่อเนื่องด้วยการเสวนาภายใต้หัวข้อ “การประยุกต์ปัญญาประดิษฐ์ในบริบทของประเทศไทย” โดยมี ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์สุรพล อิสรไกรศีล นายกราชบัณฑิตยสภา เป็นประธานการเสวนา ซึ่งได้นำเสนอตัวอย่างการใช้ AI ที่สอดคล้องกับบริบทไทย ทั้งทางด้านธุรกิจอุตสาหกรรม ศาสนา กระบวนการยุติธรรม ได้แก่

  • “การประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ในองค์กรภาคธุรกิจขนาดใหญ่” โดย นายโฆษิต สุขสิงห์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่และผู้บริหารสูงสุดปฏิบัติการประเทศไทย บริษัทไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน)
  • “ปัญญาประดิษฐ์ พระพุทธศาสนา กับจริยธรรม” โดย ศาสตราจารย์ ดร.โสรัจจ์ หงศ์ลดารมภ์ ภาคีสมาชิก ประเภทวิชาปรัชญา และวิชาอัคฆวิทยา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ราชชวิทยาลัย
  • “ปัญญาประดิษฐ์ กับกฎหมายไทย” โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พีรพัฒ โชคสุวัฒนสกุล คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

แผน AI แห่งชาติกับเป้าหมายสำคัญ ในการส่งเสริมระบบนิเวศการพัฒนา และประยุกต์ใช้ AI เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน

ประเทศไทยได้ประกาศแผนพัฒนาปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (พ.ศ.2565-2570) โดยมีการแต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนแผนฯ ที่มีกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดศ.) เป็นแกนหลัก ภายใต้ 5 ยุทธศาสตร์ในการดำเนินงานเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนา AI ในประเทศอย่างเป็นรูปธรรม ได้แก่

1) จริยธรรมและกฎระเบียบ
2) การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน
3) พัฒนากำลังคน
4) การวิจัยพัฒนานวัตกรรม
และ 5) การส่งเสริมการใช้งาน

โดยผลการดำเนินงานในระยะ 2 ปีที่ผ่านมา เน้นการเตรียมความพร้อมตามยุทธศาสตร์ 3 ด้านแรก อาทิ การเปิดศูนย์ให้คำปรึกษาธรรมาภิบาล AI (AIGC), การเตรียมโครงสร้างพื้นฐานด้านการประมวลผลขั้นสูงของประเทศ ด้วยศูนย์บริการ Super Computer (ThaiSC), บริการ Nation AI Platform บน GDCC, การจัดตั้งศูนย์ทดสอบมาตรฐาน AI, การส่งเสริมการพัฒนากำลังคน, พัฒนาคลังข้อมูลเพื่อ AI การแพทย์, TPMAP ระบบบริหารจัดการข้อมูลเพื่อชี้เป้าคนจน, การระบุตัวตนด้วย Biometric จัดเก็บข้อมูลอัตลักษณ์คนต่างด้าวเพื่อการบริการด้านสาธารณสุข, Thai Large Language Model แบบจำลองภาษาไทยขนาดใหญ่เปิดให้ใช้งานได้แบบสาธารณะ

การขับเคลื่อนแผนในระยะต่อไป (พ.ศ. 2568 – 2570) ยังคงเน้นการพัฒนากำลังคนในทุกระดับตั้งแต่การศึกษาขั้นพื้นฐานไปจนถึงระดับวิชาชีพ การดึงดูดการสงทุน้าโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มขึ้นเพื่อส่งเสริมระบบนิเวศปัญญาประดิษฐ์ และการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์เพื่อประยุกต์ใช้ในภาครัฐ และภาคธุรกิจอุตสาหกรรมสำคัญ อาทิ การแพทย์และสุขภาวะ การศึกษา และเกษตรกรรม โดยอาศัยการทำงานร่วมกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นผู้เล่นหลักด้าน AI และมีระบบนิเวศที่ดีที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้: ดร.ชัย กล่าวในการบรรยาย

ก้าวสู่ 1 ทศวรรษ ความร่วมมือระหว่างเนคเทค สวทช. และราชบัณฑิตยสภา พัฒนาข้อมูลภาษาไทยในรูปแบบที่เข้าถึงได้
นับตั้งแต่ปีพ.ศ. 2559 จนถึงปัจจุบัน เนคเทค สวทช. ได้รับความเชื่อมั่นจากสำนักงานราชบัณฑิตยสภา ที่ให้โอกาสทีมวิจัยเนคเทค ได้นำองค์คววามรู้ด้าน AI รวมถึงการประมวลผลภาษาธรรมชาติและความหมาย พัฒนาผลงานร่วมกันมาอย่างต่อเนื่อง โดยผลิตงานวิชาการในรูปแบบที่อำนวยความสะดวกให้ประชาชนสามารถเรียนรู้ และเข้าถึงข้อมูลได้เป็นอย่างดี ได้แก่

1) “ราชบัณฑิตยฯ โมไบล์” แอปพลิเคชันพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พุทธศักราช 2554
2) แอปพลิเคชันอ่านอย่างไรเขียนอย่างไร ฉบับราชบัณฑิตยสถาน
3) แอปพลิเคชันชื่อบ้านนามเมือง
4) ระบบพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานพุทธศักราช 2554 ออนไลน์
5) ระบบศัพท์บัญญัติออนไลน์

และในปี พ.ศ. 2565 ได้มีการลงนามร่วมกันในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการวิจัยและพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร และอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อเพิ่มศักยภาพงานตามอำนาจหน้าที่ของสำนักงานราชบัณฑิตยสภา ในการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาพัฒนาเพื่อรองรับ จัดเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ และการสืบค้นสำหรับเปิดให้ประชาชนได้เข้าถึงบริการ นำข้อมูลองค์ความรู้ในศาสตร์ต่าง ๆ ของสำนักงานราชบัณฑิตยสภาไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อไป

]]>
เนคเทค สวทช. ร่วมแถลงความสำเร็จ “Carbon Management Platform” หนุน EEC ก้าวสู่ Low Carbon และ Carbon Neutrality https://www.nectec.or.th/news/news-pr-news/kmutt-carbon-management-platform.html Thu, 11 Sep 2025 07:43:01 +0000 https://www.nectec.or.th/?p=41297

เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2568 ดร.พนิตา พงษ์ไพบูลย์ รองผู้อำนวยการเนคเทค สวทช. พร้อมด้วย ดร.พรพรหม อธีตนันท์ รักษาการผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาเครือข่ายเชิงกลยุทธ์และประเมินผล (SPE) ดร.อัมพร โพธิ์ใย หัวหน้าทีมวิจัยเทคโนโลยีและนวัตกรรมการลดคาร์บอน (DTI) และทีมวิจัย ร่วมงานแถลงข่าว “การขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างยั่งยืนสู่สังคม Low Carbon และ Carbon Neutrality ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)” ณ ไอคอนสยาม กรุงเทพฯ จัดโดยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.)

รศ. ดร.สุวิทย์ แซ่เตีย อธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) กล่าวเปิดตัว Carbon Management Platform ผลงานสำคัญภายใต้แผนงานบูรณาการ EEC ปีงบประมาณ 2567 ที่มุ่งสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมในพื้นที่ EEC ก้าวสู่ Carbon Neutrality และ Net-Zero GHG Emission อย่างเป็นรูปธรรมแพลตฟอร์มดังกล่าวเป็นเครื่องมือดิจิทัลครบวงจร ช่วยภาคธุรกิจทุกระดับสามารถกำหนดเป้าหมาย ติดตาม และจัดการคาร์บอนฟุตพรินต์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยให้บริการหลัก 3 ด้าน ได้แก่ 1) การบริหารจัดการข้อมูลเชิงรุก (Proactive Data Management) บริหารจัดการและคำนวณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามมาตรฐานสากล เพิ่มความน่าเชื่อถือทางธุรกิจ 2) การให้คำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ ให้คำแนะนำในการเลือกใช้เทคโนโลยีสะอาด และวางแผนกลยุทธ์เพื่อการลดการปล่อยคาร์บอนอย่างมีประสิทธิภาพ และ 3) การฝึกอบรมเพื่อเพิ่มศักยภาพบุคลากร การฝึกอบรมผ่าน e-Courses ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการจัดการคาร์บอนและความยั่งยืน เพื่อสร้างผู้เชี่ยวชาญในองค์กร

ด้าน ผศ. ดร.เดี่ยว กุลพิรักษ์ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่าย Digital Transformation และหัวหน้าโครงการ กล่าวเสริมว่า การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำไม่ใช่ภาระ แต่เป็นโอกาสเพิ่มศักยภาพธุรกิจในระยะยาว โดยแพลตฟอร์มนี้ทำหน้าที่เป็น “สะพาน” เชื่อมโยงองค์ความรู้และเทคโนโลยีสู่การปฏิบัติจริง เพื่อช่วยผู้ประกอบการใน EEC ปรับตัวก่อนมาตรการสิ่งแวดล้อมสากลจะส่งผลกระทบ ที่ผ่านมาโครงการฯ สร้างผลลัพธ์ชัดเจน ทั้งด้านการถ่ายทอดองค์ความรู้ การให้คำปรึกษาเชิงลึก และการเชื่อมโยงความร่วมมือ โดยมีพันธมิตรสำคัญร่วมขับเคลื่อน ได้แก่ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ โดย ศูนย์เทคโนโลยีอิแล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) ศูนย์นวัตกรรมการผลิตยั่งยืน (SMC) สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และบริษัท ไอคิวบ์ จำกัด ภายใต้กลไก Carbon Management Services by KMUTT จนถึงปัจจุบัน มีการจัดกิจกรรม Onsite ในพื้นที่ EEC แล้ว 3 ครั้ง มีผู้เข้าร่วมกว่า 280 คน และมีผู้ประกอบการลงทะเบียนใช้งานแพลตฟอร์มไม่น้อยกว่า 250 ราย สะท้อนถึงความพร้อมของภาคอุตสาหกรรมไทยในการก้าวสู่ Low Carbon Economy

ภายในงานยังจัดให้มีพิธีมอบโล่ประกาศเกียรติคุณ “องค์กรผู้สนับสนุนการขับเคลื่อนการจัดการก๊าซเรือนกระจกภาคอุตสาหกรรม ภายใต้โครงการการสนับสนุนการบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนของอุตสาหกรรมในพื้นที่ EEC” แก่สถานประกอบ 24 แห่ง

นอกจากนี้ในงานมีการบรรยายพิเศษ การเสวนา และบูธให้คำปรึกษา อาทิ

  • การบรรยายหัวข้อ “ภาพรวมนโยบาย กลไก และกฎหมายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลต่อภาคอุตสาหกรรมของประเทศ” โดย คุณกิตติศักดิ์ พฤกษ์กานนท์ ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และความร่วมมือระหว่างประเทศ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม
  • การบรรยายหัวข้อ “ยุทธศาสตร์ และกลไกการสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลต่อภาคอุตสาหกรรม ในพื้นที่ EEC” โดย คุณอังศุธรย์ วสุสัณห์ ผู้อำนวยการสำนักเศรษฐกิจ BCG สายงานการลงทุนและการต่างประเทศ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.)
  • การเสวนาในหัวข้อ “โอกาสและความท้าทายในการบริหารจัดการคาร์บอนและเทคโนโลยีการลดก๊าซเรือนกระจก” โดย ดร.อัมพร โพธิ์ใย หัวหน้าทีมวิจัยเทคโนโลยีและนวัตกรรมการลดคาร์บอน (DTI) เนคเทค สวทช. คุณสาธิต เนียมสุวรรณ ผู้จัดการ สำนักรับรองคาร์บอนเครดิต องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) คุณรัชกฤต สงวนชีวิน ผู้จัดการฝ่าย หน่วยงาน Sustainability Development Division บริษัท สยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด (บริษัทที่เข้าร่วมโครงการ) ผศ. ดร.เดี่ยว กุลพิรักษ์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (ผู้ดำเนินการเสวนา)
  • การบรรยายหัวข้อ “การสนับสนุนและแหล่งเงินทุนสำหรับการบริหารจัดการคาร์บอน (Green Finance)” โดย ดร.สวนิตย์ บุญญาสุวัฒน์ กรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ สถาบันการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

การแถลงความสำเร็จครั้งนี้ แสดงถึงพลังความร่วมมือจากสถาบันวิจัย มหาวิทยาลัย หน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชน ที่มุ่งขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ลดการปล่อยคาร์บอน และก้าวสู่เป้าหมาย Carbon Neutrality อย่างมั่นคง

]]>
เนคเทค สวทช. ขับเคลื่อนร่างมาตรฐานการเข้าถึงเนื้อหาเว็บไซต์ ยกระดับมาตรฐานดิจิทัลไทย https://www.nectec.or.th/news/news-pr-news/publichearing2025-wcag.html Tue, 09 Sep 2025 07:06:15 +0000 https://www.nectec.or.th/?p=41225

วันที่ 2 กันยายน 2568 สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) จัดการประชุมรับฟังความคิดเห็นต่อร่างมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมข้อกำหนดการทำให้เนื้อหาเว็บสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้ (Web Content Accessibility Guidelines)  ณ โรงแรมเซนจูรี่ พาร์ค กรุงเทพฯ และผ่านระบบออนไลน์

การประชุมได้รับเกียรติจาก นางสาววันทนีย์ พันธชาติ ผู้ทรงคุณวุฒิและประธานกรรมการวิชาการด้านมาตรฐานเพื่อการเข้าถึงและใช้ประโยชน์เนื้อหาและบริการดิจิทัลโดยสะดวกถ้วนหน้า เป็นประธานในพิธีเปิด

วัตถุประสงค์ของการจัดประชุมครั้งนี้เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและผู้เชี่ยวชาญในหลากหลายภาคส่วน ทั้งจากภาครัฐและเอกชน มีผู้เข้าร่วมประชุมจำนวน 38 คน/หน่วยงาน ซึ่งได้ให้ข้อคิดเห็นที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการปรับปรุงร่างมาตรฐานให้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น เพื่อประกาศเป็นมาตรฐานหรือเอกสารเผยแพร่ โดย ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ และส่งมอบให้สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) พิจารณาประกาศเป็น มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมอย่างเป็นทางการต่อไป

มาตรฐานดังกล่าวยังมีเป้าหมายที่จะเสนอต่อ World Wide Web Consortium (W3C) เพื่อประกาศเป็น Web Content Accessibility Guidelines (WCAG) 2.2 ฉบับภาษาไทย ที่ได้รับอนุญาต (Thai Authorized Translation) ซึ่งเป็นการยกระดับมาตรฐานการเข้าถึงเนื้อหาบนเว็บไซต์ของประเทศไทยให้ทัดเทียมระดับสากล

การผลักดันมาตรฐาน WCAG นี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการสร้างสังคมดิจิทัลที่ทุกคนสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้อย่างเท่าเทียม ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือผู้สูงอายุ พร้อมทั้งลดความเหลื่อมล้ำและส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศในระยะยาว

]]>
“ภาวะโลหิตจาง” ภัยเงียบที่ส่งผลต่อร่างกายมากกว่าที่คิด https://www.nectec.or.th/news/news-article/hct.html Mon, 08 Sep 2025 08:09:34 +0000 https://www.nectec.or.th/?p=41140

ผู้เขียน : นักวิจัยศูนย์เทคโนโลยีไมโครอิเล็กทรอนิกส์ สวทช.

ฝันอยากจะเป็นนักวิทยาศาสตร์
อยากเป็นคุณหมอ อยากเป็นนักบิน อยากเป็นศิลปินชื่อดัง
แต่วันหนึ่งพบว่า มีปัญหาด้านการเรียนรู้ ด้านพัฒนาการ
เพียงเพราะว่า… อาจจะมีภาวะโลหิตจาง
ซึ่งไม่ได้รับการตรวจและรักษาอย่างทันท่วงที ทําให้ไม่มีพัฒนาการสมวัย

ภาวะโลหิตจางส่งผลอย่างไร ต่อพัฒนาการทางร่างกาย

ภาวะโลหิตจาง หรือที่เราคุ้นเคยในคำว่า “ภาวะซีด” เกิดขึ้นเมื่อร่างกายมีเม็ดเลือดแดงไม่เพียงพอ โดยเม็ดเลือดแดงมีหน้าที่สำคัญในการนำออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ดังนั้น เมื่ออยู่ในภาวะซีด ปริมาณเม็ดเลือดแดงน้อยเกินไปไม่เพียงพอกับการส่งเลือดไปเลี้ยงสมอง ทำให้ร่างกายขาดออกซิเจน จึงส่งผลกระทบให้เกิดอาการอ่อนเพลีย โดยเฉพาะกับเด็ก ๆ หากมีภาวะซีดเรื้อรัง จะส่งผลต่อพัฒนาการของร่างกาย โดยเฉพาะทางด้านสติปัญญา มีหลายงานวิจัยพบว่า ภาวะซีดเรื้อรังจะทำให้ไอคิวของเด็กหายไปถึง 10 จุด ซึ่งสามารถเปลี่ยนชีวิตของคน ๆ หนึ่งได้เลย

หมายความว่าถ้ารู้ช้า รักษาช้า หรือว่าไม่รู้เลย เด็กคนนั้นก็จะไอคิวหายไปอย่างถาวร

“เราจะไม่สามารถย้อนกลับไปเพื่อแก้ไขได้ แม้จะพยายามจะแก้ปัญหาก็ไม่ทันแล้วครับ นั่นหมายความว่าเขาก็ต้องสูญเสียพัฒนาการตามช่วงวัยที่เขาควรจะได้รับ” วิศรุต ศรีพุ่มไข่ นักวิจัยศูนย์เทคโนโลยีไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (ทีเมค) สวทช. อธิบาย

โลหิตจางไหม?... รู้ได้เมื่อตรวจคัดกรอง

วิธีการตรวจหาภาวะโลหิตจาง ปัจจุบันที่ใช้กันมากสุด คือ การตรวจจากเลือด โดยคุณหมอ พยาบาล หรือบุคลากรทางการแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญ ใช้เข็มเพื่อเจาะเลือดจากบริเวณข้อพับแขน หรือเจาะจากปลายนิ้ว หากเป็นกรณีของเด็กทารกแรกเกิด จะต้องเจาะที่ส้นเท้าเพื่อเก็บเลือด หลังจากนั้นก็จะนำเลือดไปใส่ในหลอดแก้วคาพลิลารี่ แล้วนำไปปั่นแยกด้วยเครื่องปั่นความเร็วสูง 12,000 รอบต่อนาที เพื่อแยกสัดส่วนของเม็ดเลือดแดงในเลือด อ่านค่า บันทึกค่าและนำค่าที่ตรวจวัดได้ดังกล่าว ไปเทียบกับค่ามาตรฐานตามช่วงอายุ เพื่อคัดกรองว่ามีภาวะซีดหรือไม่ หากมีต้องทำอย่างไร โดยการตรวจคัดกรองด้วยวิธีแบบนี้ สามารถตรวจได้ตาม ห้อง Lab และโรงพยาบาลต่าง ๆ ได้ทุกที่อยู่แล้ว

แล้ว ภาวะโลหิตจางเกิดจากอะไร? ภาวะโลหิตจาง เกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น โรคทางพันธุกรรม หรือ ธาลัสซีเมีย และ จากการขาดธาตุเหล็ก โดยส่วนใหญ่ที่พบบ่อย คือ โลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก ซึ่งสามารถรักษาให้หายได้ด้วยการกินยาเสริมธาตุเหล็กในปริมาณที่เหมาะสม การกินธาตุเหล็กด้วยตัวเองอาจจะไม่ตรงสาเหตุ ซึ่งอาจทำให้เกิดผลเสียมากกว่าผลดี ดังนั้น การตรวจเลือดจะเป็นวิธีดีที่สุดทำให้รู้สาเหตุที่ชัดเจน ทางสมาคมโลหิตแห่งประเทศไทย แนะนำให้มีการคัดกรองภาวะซีดในเด็กช่วงอายุ 9 – 12 เดือน ไม่เพียงแต่วัยเด็กที่ส่งผลกระทบ วัยเรียน วัยรุ่น วัยทํางาน หญิงตั้งครรภ์หรือแม้กระทั่งผู้สูงอายุ ถ้ารู้สึกว่าเบื่ออาหาร อ่อนเพลีย อาจจะมีสาเหตุจากภาวะซีดก็ได้

หลายพื้นที่ของประเทศมีภาวะซีดสูงกว่า 10% สำหรับประเทศไทย มีหน่วยงานที่กําหนดตัวชี้วัด แนวทางและนโยบายเพื่อลดความชุกของภาวะซีดจากการขาดธาตุเหล็ก และมีการสนับสนุนส่งเสริมให้จ่ายยาเสริมธาตุเหล็กตามชุดสิทธิประโยชน์ของหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) โดยสามารถไปรับยาเสริมเหล็กได้ฟรี ตามหน่วยงานที่รัฐกําหนด แต่ถึงอย่างไรก็ตาม เราจะต้องทราบก่อนว่า สาเหตุเกิดจากการขาดธาตุเหล็กจริงๆ หรือไม่ เพราะหากมีภาวะซีดจากสาเหตุอื่น การรับธาตุเหล็ก ก็อาจจะส่งผลเสียต่อสุขภาพได้ ทำให้ภาระไปตกอยู่ที่หน่วยบริการหรือโรงพยาบาลที่ต้องให้บริการตรวจคัดกรอง

“ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ทางทีมวิจัยจึงพาตัวเองไปดู ไปพูดคุยกับคนที่ใช้งานจริง ๆ รวมถึงผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย กับการคัดกรองภาวะซีด จนพบว่าวิธีเดิมมีอะไรที่เป็นจุดเด่น มีอะไรที่เป็น pain point หรือมีปัญหาอะไรที่องค์ความรู้ของทีมวิจัยจะเข้าไปช่วยเติมเต็ม ไปช่วยพัฒนา และที่สำคัญคือ วิธีเดิมที่ถูกใช้มานาน ควรจะปรับเปลี่ยนไปเป็นดิจิทัล สามารถใช้ AI เพื่อช่วยเสริมทำให้วิธีการเดิมทำได้ดีขึ้น สะดวกขึ้น และช่วยกระจายไปยังพื้นที่ที่ห่างไกล นอกเหนือจากแค่โรงพยาบาล ทำให้เกิดเป็นข้อมูลรวมศูนย์”

เพื่อลดภาระงานของบุคคลากรทางการแพทย์ และ เพิ่มขีดความสามารถของหน่วยบริการปฐมภูมิ ทีมวิจัยของเราจึงได้พัฒนานวัตกรรมใหม่สำหรับตรวจคัดกรองภาวะซีด ที่สามารถนำไปใช้งานในภาคสนามแบบพกพา เพื่อสนับสนุนการทำงานของหน่วยบริการแบบเคลื่อนที่

“ถ้าอุปสรรค คือ การไปโรงพยาบาล เปลี่ยนวิธีคิดใหม่จะดีกว่าไหม? ถ้าเราสามารถพาเครื่องมือที่ใช้งานง่าย ไปหาผู้ที่ต้องทำการตรวจคัดกรองในพื้นที่ชุมชน แทนการเดินทาง มาตรวจที่โรงพยาบาล”

จุดเด่นของนวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นมา เครื่องมือมีขนาดเล็ก พกพาได้ ใช้งานง่าย ลดความผิดพลาดและความเสี่ยงในการใช้งาน เรามั่นใจว่า หากนำคนที่ไม่มีพื้นฐานมาเรียนรู้วิธีใช้งานแบบเดิม เทียบกับนวัตกรรมของเรา มากกว่า 99% จะบอกว่า วิธีที่เราพัฒนาขึ้นใช้งานง่ายกว่า

โดยวิธีใหม่ มีเพียง 3 ขั้นตอน คือ

  1. เจาะเลือดและเก็บเลือด ใช้เลือดน้อยกว่าเดิมถึง 10 เท่า หยดเล็กมาก ๆ แค่ปลายนิ้ว แล้วเราก็นําแผ่นเก็บเลือดที่ออกแบบเฉพาะไปสัมผัสบริเวณหยดเลือด เลือดจะไหลเข้ามาในอุปกรณ์แบบอัตโนมัติ
  2. นำแผ่นไปปั่นแยกเม็ดเลือดแดง มีการออกแบบให้ใช้ความเร็วรอบต่ำในการปั่นแยก ทำให้เครื่องมีขนาดเล็กลง
  3. อ่านค่าแบบอัตโนมัติพร้อมบันทึกผลเป็นดิจิตอล พร้อมออกรายงานผลการทดสอบได้ทันที

วัตกรรมดังกล่าว ช่วยลดขั้นตอน จากวิธีเดิมที่เราต้องทํา 5 ขั้นตอน ก็จะเหลือเพียงแค่ 3 ขั้นตอน ที่สําคัญ คือ ใช้เลือดน้อย และใช้งานง่ายกว่าวิธีเดิมอย่างแน่นอน

เครื่องมือนี้ผ่านการทดสอบและนําไปใช้งานในการตรวจวัดค่าโดยผู้เชี่ยวชาญทางเทคนิคการแพทย์ ที่ผ่านการฝึกอบรมการใช้งานเครื่องมือ จากการทดสอบการใช้งานในระดับห้องปฏิบัติการ พบว่า การทดสอบเชิงประสิทธิภาพของการตรวจวัดเป็นที่น่าพอใจ ได้ผลเทียบเท่าวิธีการเดิม

ปัจจุบันนวัตกรรมอยู่ในสถานะของการวิจัยและพัฒนา เพื่อยื่นขอขึ้นทะเบียนเครื่องมือแพทย์ฯ กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และขยายผลการใช้งาน โดยตั้งเป้าหมายไว้ ภายใน 1-2 ปี จะเริ่มนำร่องทดสอบการใช้งานร่วมกับกับหน่วยงานพันธมิตรในแต่ละจังหวัด หน่วยงานที่สนใจและต้องการนํานวัตกรรมนี้ไปต่อยอดใช้งาน สามารถติดต่อสอบถามไปได้ที่ ทีมวิจัยเทคโนโลยีโฟโทนิกส์ กลุ่มวิจัยอุปกรณ์สเปกโทรสโกปีและเซนเซอร์ เนคเทค หรือ นัดหมายได้ที่ ศูนย์เทคโนโลยีไมโครอิเล็กทรอนิกส์

ดร.น้ำฝน เข็มทองเจริญ นักวิจัยจากทีมวิจัยเทคโนโลยีโฟโทนิกส์ กลุ่มวิจัยอุปกรณ์สเปกโทรสโกปีและเซนเซอร์ เนคเทค ในฐานะหัวหน้าโครงการผลิตและทดสอบเครื่องอัตโนมัติสำหรับตรวจบิลิรูบินในเลือดเด็กทารก เพื่อการขอขึ้นทะเบียนเครื่องมือแพทย์ตามหลักเกณฑ์โดยกองควบคุมเครื่องมือแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข พูดถึงที่มาของการวิจัยและพัฒนา  

“ภาวะตัวเหลืองในทารกแรกเกิดเป็นปัญหาสุขภาพที่พบบ่อยในเด็กแรกเกิดมากถึงร้อยละ 60–70 โดยเกิดจากระดับสารบิลิรูบินในเลือดที่สูงเกินไป ซึ่งหากไม่ได้รับการดูแลอย่างถูกต้อง อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายต่อสมองของเด็กได้ วิธีการตรวจวัดสารบิลิรูบินในปัจจุบันจำเป็นต้องใช้เลือดในปริมาณมาก กระบวนการมีหลายขั้นตอนและอาจทำให้เกิดความเจ็บปวดหรือเสี่ยงต่อชีวิตเด็ก เนื่องจากต้องใช้หลอดแก้วเปราะบางที่อาจแตกหักระหว่างการปั่นเลือด เพื่อแก้ปัญหานี้ โครงการวิจัยนี้ได้พัฒนาเครื่องต้นแบบสำหรับตรวจวัดบิลิรูบินและฮีมาโตคริต (ค่าที่ใช้ประเมินภาวะโลหิตจาง) ได้ในเครื่องเดียว ใช้เลือดน้อยลงกว่าเดิมถึง 10 เท่า ช่วยลดความเสี่ยงและความเจ็บปวดในการเจาะเลือดของทารก และยังช่วยให้บุคลากรทางการแพทย์ทำงานได้สะดวกและปลอดภัยมากขึ้น

อุปกรณ์ต้นแบบถูกออกแบบให้ใช้งานง่าย แข็งแรง ปลอดภัย ไม่แตกหักง่าย และให้ผลการตรวจวัดที่แม่นยำ ลดอันตรายและความเจ็บปวดของเด็กทารกที่ต้องรับการเจาะเลือดเพื่อการตรวจติดตามภาวะตัวเหลือง  โครงการนี้เป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาเครื่องมือแพทย์ฝีมือคนไทย ที่ไม่เพียงช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้กับเด็กทารก แต่ยังช่วยยกระดับระบบการตรวจสุขภาพของทารกในประเทศให้ก้าวหน้าและทันสมัยมากยิ่งขึ้น

]]>
อุปกรณ์แชร์พลังงานสำหรับระบบไฟฟ้าที่ใช้พลังงานหมุนเวียนแบบผสม Energy Sharing Devices for Hybrid Renewable-Energy Electrical System https://www.nectec.or.th/innovation/innovation-hardware-electronics/energy-sharing-device.html Mon, 08 Sep 2025 03:15:54 +0000 https://www.nectec.or.th/?p=41016

อุปกรณ์แชร์พลังงาน (Energy Sharing Devices) ใช้สำหรับเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในระบบไฟฟ้าออฟกริด โดยลดพลังงานสูญเปล่าผ่านการแชร์พลังงานระหว่างระบบไฟฟ้าโดยไม่ต้องปรับเปลี่ยนโครงสร้างระบบเดิม

อุปกรณ์แชร์พลังงานที่พัฒนาขึ้นมี 2 ประเภท ได้แก่

1. DC-to-DC Energy Sharing Device – สำหรับแชร์พลังงานแบบสองทิศทางระหว่างระบบไฟฟ้าที่อยู่ใกล้กัน (ภายในห้องควบคุมไฟฟ้าเดียวกัน)
2. AC-to-DC Energy Sharing Device – สำหรับแชร์พลังงานแบบทิศทางเดียวระหว่างระบบไฟฟ้าที่อยู่ห่างกัน (ระหว่างอาคารหรือรับพลังงานจากระบบไฟฟ้ากระแสสลับ)

ต้นแบบรุ่นแรกของอุปกรณ์แชร์พลังงานถูกนำไปใช้งานจริงที่ โรงเรียนท่านผู้หญิงวิไล อมาตยกุล (บ้านเปิงเคลิ่ง) ต.แม่จัน อ.อุ้มผาง จ.ตาก ซึ่งมีระบบออฟกริด 5 ระบบ และติดตั้งต้นแบบ 4 ชุด จากการวิเคราะห์ข้อมูลพบว่า พลังงานสูญเปล่าในโรงเรียนอยู่ที่ ประมาณ 25 หน่วยต่อวัน ซึ่งหากนำพลังงานส่วนนี้กลับมาใช้จะสามารถลดพลังงานสูญเปล่าได้ 9,125 หน่วยต่อปี หรือคิดเป็นมูลค่า 45,625 บาทต่อปี (ค่าไฟฟ้าหน่วยละ 5 บาท) ทำให้สามารถคืนทุนได้ภายใน 3 ปี โดยต้นทุนต้นแบบรุ่นแรกอยู่ที่ 35,000 บาท

ที่มาของงานวิจัย

พื้นที่ห่างไกลหลายแห่งใช้ระบบไฟฟ้าออฟกริดแบบแยกอิสระหลายระบบที่ไม่มีการแชร์พลังงานระหว่างกัน จึงทำให้เกิด ปัญหาพลังงานสูญเปล่าเกิดขึ้น เนื่องจากบางระบบผลิตพลังงานเกินความต้องการ ขณะที่บางระบบมีพลังงาน ไม่เพียงพอ หากแก้ปัญหาด้วยวิธีระบบรวมศูนย์ (Centralized System) ก็อาจไม่เหมาะสมเนื่องจากมีข้อจำกัดด้านงบประมาณและ การบำรุงรักษา

พื้นที่เป้าหมายของโครงการ: โรงเรียนท่านผู้หญิงวิไล อมาตยกุล (บ้านเปิงเคลิ่ง)

  • ใช้พลังงานจากพลังงานแสงอาทิตย์และพลังน้ำ ซึ่งมีความผันผวนสูง
  • ระบบไฟฟ้าหลายจุดทำงานแยกจากกัน ทำให้เกิดปัญหาพลังงานสูญเปล่า ไม่น้อยกว่า 25 หน่วยต่อวัน
  • การพัฒนา อุปกรณ์แชร์พลังงาน ช่วยให้สามารถถ่ายเทพลังงานระหว่างระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่ต้องปรับเปลี่ยนระบบไฟฟ้าเป็นแบบรวมศูนย์

จุดเด่น/ประโยชน์ของเทคโนโลยี

  • รองรับการแชร์พลังงานได้หลายรูปแบบ
    • ใช้งานได้ทั้ง DC-to-DC และ AC-to-DC เพื่อรองรับการแชร์พลังงานระหว่างระบบที่อยู่ใกล้หรือห่างกัน รวมถึงสามารถปรับโหมดการทำงานได้หลากหลาย เช่น บาลานซ์พลังงานระหว่างระบบ การขนานแบตเตอรี่ต่างชนิด กำหนดลำดับความสำคัญของระบบได้ เป็นต้น
  • ติดตั้งง่าย ไม่กระทบระบบไฟฟ้าเดิม
    • สามารถเปิด-ปิดอุปกรณ์ได้ตามต้องการ โดยไม่กระทบระบบไฟฟ้าเดิม
    • ประสิทธิภาพสูง โดยแบบ DC-to-DC มากกว่า 97% และ แบบ AC-to-DC มากกว่า 90%
  • รองรับแบตเตอรี่หลายประเภท
    • สามารถใช้กับแบตเตอรี่ที่มีขนาดหรือชนิดแตกต่างกันได้ ย่านแรงดัน 35-70 โวลต์
  • ผ่านมาตรฐานความปลอดภัยทางไฟฟ้า
    • IEC 61000-6-1 (EFT 1kV, Surge 2kV) – ทดสอบความทนทานต่อสัญญาณรบกวนและแรงดันเซิร์จ
    • IEC 60950-1 (Hipot Test, Leakage) – ทดสอบความปลอดภัยของแรงดันสูงและกระแสไฟฟ้ารั่วไหล

ตัวอย่างไดอะแกรมการติดตั้งที่โรงเรียนฯ

แสดงการทำงานอุปกรณ์แชร์พลังงานแบบสองทิศทางกับระบบไฟฟ้าเซลล์แสงอาทิตย์


แสดงการทำงานอุปกรณ์แชร์พลังงานแบบทิศทางเดียวร่วมกับระบบไฟฟ้าเซลล์แสงอาทิตย์

ตัวอย่างภาพถ่ายต้นแบบอุปกรณ์ฯ ที่ถูกติดตั้งงานที่โรงเรียนฯ

โครงการนี้ได้รับเงินสนับสนุนจาก
กองทุนพัฒนาไฟฟ้า สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สกพ.)

วิจัยพัฒนาโดย
ทีมวิจัยมอเตอร์และการแปลงผันกำลังงาน (MAP)
กลุ่มวิจัยการควบคุมและอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง (ACERG)

]]>