NECTEC : National Electronics and Computer Technology Center https://www.nectec.or.th ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ Wed, 25 Feb 2026 10:02:07 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.9.1 https://www.nectec.or.th/wp-content/uploads/2022/06/cropped-favicon-nectec-32x32.png NECTEC : National Electronics and Computer Technology Center https://www.nectec.or.th 32 32 เปิดเวทีพบโค้ช Bootcamp LLM! วช. – เนคเทค ดัน 24 หน่วยงาน สร้าง LLM สัญชาติไทยใช้ได้จริง https://www.nectec.or.th/news/news-pr-news/bootcamp-llm-coaching.html Wed, 25 Feb 2026 08:00:59 +0000 https://www.nectec.or.th/?p=42613

วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) ร่วมกับ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) จัดกิจกรรม “พบโค้ช” ภายใต้โครงการ “Bootcamp: LLM Research Challenge Thailand 2026 – จุดไฟนวัตกรรมวิจัยด้วย LLM สัญชาติไทย” ณ อาคาร วช.1 ห้องจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ โดยมีผู้บริหาร นักวิจัย และผู้แทนจาก 24 หน่วยงาน เข้าร่วมพัฒนาผลงานต้นแบบอย่างเข้มข้น

โอกาสนี้ ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการ วช. กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมกิจกรรม พร้อมแสดงความยินดีกับทุกหน่วยงานที่ได้รับคัดเลือกเข้าร่วมเป็นเครือข่ายพันธมิตรด้านการวิจัยและนวัตกรรม โดยเน้นย้ำว่า การจัด Bootcamp ครั้งนี้สะท้อนพลังความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการศึกษา ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนระบบวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) ของประเทศ โดยเฉพาะในยุคเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์

“ปัจจุบันระบบ ววน. ของประเทศไทยไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการสร้างองค์ความรู้ใหม่เท่านั้น แต่ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม ตอบโจทย์การทำงาน การให้บริการ และการพัฒนาประเทศในมิติต่าง ๆ ผ่านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี โดยเฉพาะ Thai Large Language Model (Thai LLM) ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนา AI ภาษาไทย” ดร.วิภารัตน์ กล่าวเสริม

กิจกรรมครั้งนี้เป็นการต่อยอดจากการเข้าค่ายเวิร์กช็อปครั้งแรก ซึ่งจัดขึ้นเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา โดยมุ่งเน้นการพัฒนาแนวคิดสู่การลงมือปฏิบัติจริง มีการบรรยายและถ่ายทอดเทคนิคการสร้าง Prompt เพื่อทดสอบประสิทธิภาพระบบ Agent-based AI โดยผู้เชี่ยวชาญจากเนคเทค เพื่อให้ผู้เข้าร่วมได้เข้าใจหลักการออกแบบระบบและสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับบริบทของหน่วยงานตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ จากนั้นเป็นกิจกรรม “Deep Dive with Coaches” เปิดพื้นที่ให้ทั้ง 24 หน่วยงานแบ่งกลุ่มทำงานเชิงลึก ร่วมออกแบบ ทดสอบ และปรับปรุงต้นแบบร่วมกับทีมโค้ชอย่างใกล้ชิด ก่อนเข้าสู่ช่วง “Agentic Showcase & Pitching” ที่ได้ทำการคัดเลือก 3–5 ทีมที่มีพัฒนาการโดดเด่นนำเสนอผลงาน พร้อมรับข้อเสนอแนะเพื่อนำไปพัฒนาต่อในระยะถัดไป

การจัด Bootcamp ในครั้งนี้ไม่เพียงเป็นเวทีพัฒนาทักษะด้านเทคโนโลยี AI แต่ยังเป็นพื้นที่สร้างเครือข่าย แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน เพื่อขับเคลื่อนการใช้ประโยชน์จาก Thai LLM ให้เกิดผลลัพธ์เชิงประจักษ์ในระดับองค์กรและระดับประเทศ

ทั้งนี้ โครงการ Bootcamp: LLM Research Challenge Thailand 2026 กำหนดจัดกิจกรรมรวม 3 ครั้ง โดยกิจกรรมครั้งสุดท้ายในเดือนมีนาคม 2569 จะเป็นเวทีสรุปผลการพัฒนาผลงานของทั้ง 24 หน่วยงาน พร้อมการนำเสนอผลงานรอบ Final Pitching ต่อคณะกรรมการ เพื่อคัดเลือกทีมที่มีผลงานโดดเด่นทั้งด้านนวัตกรรม การประยุกต์ใช้จริง และศักยภาพการขยายผล และยังมีการมอบโล่รางวัลแก่หน่วยงานที่เข้าร่วมโครงการอีกด้วย

]]>
เนคเทค สวทช. จัด Workshop พัฒนารายงานวิเคราะห์เชิงลึกระบบสำรวจสุขภาพและเยี่ยมบ้าน หนุน Continuing Care ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร https://www.nectec.or.th/news/news-pr-news/bkk-health-survey.html Wed, 25 Feb 2026 05:19:26 +0000 https://www.nectec.or.th/?p=42540

ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค สวทช.) โดยทีมวิจัยการวิเคราะห์ยุทธศาสตร์ด้วยปัญญาประดิษฐ์ (SAI) กลุ่มวิจัยวิทยาการข้อมูลและการวิเคราะห์ (DSARG) ร่วมกับ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน) และ สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร จัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อเก็บความต้องการในการจัดทำรายงานวิเคราะห์เชิงลึกจากระบบสำรวจสุขภาพในชุมชน (Health Survey) และการเยี่ยมบ้าน (Home Visit) เพื่อสนับสนุนการดูแลผู้ป่วยต่อเนื่องในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เมื่อวันศุกร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ห้องประชุมคริสตัล 2–4 ชั้น 3 โรงแรมเซ็นจูรี่ พาร์ค กรุงเทพฯ

การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้โครงการออกแบบและพัฒนาสารสนเทศเพื่อการวิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพชุมชนและการเยี่ยมบ้าน มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแนวทางการจัดทำรายงานวิเคราะห์เชิงลึกจากข้อมูลระบบสำรวจสุขภาพและการเยี่ยมบ้านในพื้นที่กรุงเทพมหานคร (BKK Health Survey และ Home Visit) ให้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ทั้งในเชิงนโยบายและเชิงปฏิบัติอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมุ่งเสริมความเข้มแข็งของระบบการดูแลผู้ป่วยต่อเนื่องในระดับพื้นที่

ภายในงานได้รับเกียรติจาก ดร.พญ.สุธี สฤษฎิ์ศิริ ผู้อำนวยการกองสร้างเสริมสุขภาพ สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร บรรยายในหัวข้อ “ภาพรวมของข้อมูลสำรวจสุขภาพและการเยี่ยมบ้าน” เพื่อสะท้อนสถานการณ์สุขภาพของประชาชนในพื้นที่ และเน้นย้ำความสำคัญของการใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์ในการขับเคลื่อนงานสาธารณสุข

นอกจากนี้ ทีมวิจัยการวิเคราะห์ยุทธศาสตร์ด้วยปัญญาประดิษฐ์ (SAI) ได้นำเสนอความเป็นมาและแนวทางการดำเนินงานโครงการ โดยคุณอสมาภรณ์ ฉัตรัตติกรณ์ และกิจกรรม Workshop หัวข้อ “จากข้อมูลชุมชน สู่สัญญาณเฝ้าระวัง: การใช้ข้อมูลสุขภาพเพื่อการตัดสินใจเชิงพื้นที่ในกรุงเทพมหานคร” โดย ดร.ปวรัตน์ นนทศิลป์ เพื่อร่วมกันสกัดสาระสำคัญจากฐานข้อมูลสุขภาพขนาดใหญ่ อาทิ การวิเคราะห์กลุ่มเสี่ยง การติดตามสถานการณ์สุขภาพของประชาชน และการประเมินแนวโน้มปัญหาสุขภาพในชุมชน ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการวางแผนทรัพยากรและการจัดบริการสาธารณสุขได้อย่างตรงจุดมากยิ่งขึ้น ซึ่งผลจากการประชุมและการระดมความคิดเห็นในครั้งนี้จะนำไปใช้ในการออกแบบและพัฒนาระบบให้สามารถใช้งานได้จริงในระดับพื้นที่

เวทีดังกล่าวยังเปิดโอกาสให้ผู้แทนหน่วยงานด้านสาธารณสุข ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ และนักวิชาการสาธารณสุข ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเพื่อออกแบบรูปแบบรายงานที่ตอบโจทย์การใช้งานจริง ทั้งในระดับนโยบายและระดับปฏิบัติการ โดยเน้นการนำเสนอข้อมูลที่เข้าใจง่าย เห็นภาพรวมสถานการณ์สุขภาพได้ชัดเจน และสามารถนำไปประกอบการตัดสินใจได้อย่างทันท่วงที

ความร่วมมือในครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญของการบูรณาการข้อมูลสุขภาพระดับพื้นที่เข้ากับเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของระบบสาธารณสุขในกรุงเทพมหานคร เพิ่มประสิทธิภาพการดูแลสุขภาพประชาชน และส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืนในระยะยาว

]]>
[สรุปประเด็น] Special talk – 40 Years NECTEC: Legacy & Beyond ประเทศไทย ต้องเปลี่ยน จาก ‘ผู้ใช้งาน’ สู่ ‘ผู้ร่วมสร้าง’ เทคโนโลยีแห่งอนาคต https://www.nectec.or.th/news/news-article/40years-legacy-beyond.html Fri, 20 Feb 2026 10:16:43 +0000 https://www.nectec.or.th/?p=42558

ประเทศไทย ต้องเปลี่ยน จาก ‘ผู้ใช้งาน’ สู่ ‘ผู้ร่วมสร้าง’ เทคโนโลยีแห่งอนาคต

Technology for Everyone

เทคโนโลยีแทรกซึมทุกจังหวะชีวิต
ตั้งแต่ระบบจอดรถ สแกนจ่ายเงิน ไปจนถึง AI อย่าง ChatGPT ที่สามารถเนรมิตสไลด์พรีเซนต์ได้ใน 5 นาที เทคโนโลยีเข้ามาทุ่นแรงเรามหาศาล แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นสัญญาณเตือนว่า เครื่องมือเหล่านี้กำลังขยับเข้ามาทำหน้าที่แทนมนุษย์

นวัตกรไทยเก่ง แต่ขาดแรงผลักดันสู่ระดับโลก
มีโปรเจกต์ศักยภาพสูงฝีมือคนไทย เช่น แบตเตอรีกราฟีน และ ระบบ Anti-Drone แต่มักหยุดอยู่แค่ต้นแบบ ไม่ถึงขั้นผลิต Mass Product ทำให้คนเก่งต้องย้ายไปทำงานกับต่างชาติ สิ่งที่เราขาดคือเวทีและการสนับสนุนอย่างจริงจัง

การเป็นเจ้าของเทคโนโลยี คือ อำนาจความมั่นคง
การพึ่งพาแพลตฟอร์มต่างชาติทำให้ข้อมูลพฤติกรรมเราถูกดึงไปใช้ประมวลผลตลอดเวลา หากไทยพัฒนาเทคโนโลยีได้เอง จะไม่ใช่แค่การเพิ่มขีดความสามารถทางเศรษฐกิจ แต่คือการรักษาความปลอดภัยของข้อมูล (Data Privacy) ให้อยู่ในมือเราอย่างแท้จริง

Owning Technology, Securing Thailand

พลิกเกมจากผู้ซื้อ สู่ผู้พัฒนาด้วย Offset Policy
ไทยจะเป็นเพียงผู้ซื้อเทคโนโลยีตลอดไปไม่ได้ การจัดซื้อเทคโนโลยีมูลค่ามหาศาล รัฐต้องตั้งเงื่อนไขบังคับให้ต่างชาติต้องถ่ายทอดองค์ความรู้ หรือเปิด Source Code นี่คือทางลัดสำคัญที่จะยกระดับให้เราซ่อมเอง สร้างเอง และต่อยอดนวัตกรรมได้เองอย่างยั่งยืนในอนาคต

ทวงคืนอธิปไตยไซเบอร์ อุดรอยรั่วข้อมูลชาติ
ข้อมูล คือ ขุมทรัพย์ยุคใหม่ แต่แอปพลิเคชันหรืออุปกรณ์อัจฉริยะต่างชาติอาจเก็บข้อมูลพฤติกรรมเราส่งออกนอกประเทศโดยไม่รู้ตัว การสร้างเทคโนโลยีและระบบป้องกันของคนไทยเอง จึงเป็นการรักษาความมั่นคงและดึงอำนาจจัดการข้อมูล (Data Privacy) กลับมาอยู่ในมือคนไทยอย่างแท้จริง

รัฐสร้างฐานเทคโนโลยี ไม่ใช่สร้างแอปฯ แข่งเอกชน
ปรับมายด์เซ็ตการทำนวัตกรรม รัฐไม่ควรลงมาทำแอปพลิเคชันสำเร็จรูปเองทั้งหมด แต่ควรทำหน้าที่สร้างโครงสร้างพื้นฐานที่เอกชนลงทุนไม่ไหว เช่น ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ หรือโมเดล AI สัญชาติไทย เพื่อเป็นของกลางให้สตาร์ทอัพไทยหยิบไปต่อยอดทำตลาดได้รวดเร็วขึ้น

ปลดล็อกงานวิจัยด้วยนักสื่อสารวิทยาศาสตร์
งานวิจัยจำนวนมากมักติดอยู่ในหุบเขาแห่งความตาย ส่วนหนึ่งติดกำแพงภาษาที่ซับซ้อน ทางรอดคือต้องมีคนกลางที่ย่อยข้อมูลยาก ๆ ให้เป็นภาษามนุษย์ เพื่อลดช่องว่างความเข้าใจ สร้างความเชื่อมั่น และดึงดูดให้สังคมเห็นคุณค่าจนอยากนำนวัตกรรมนั้นไปใช้งานจริง

ดัน Super App และ AI ไทย ที่เข้าใจบริบท Local
เทคโนโลยีที่ดีต้องเข้าใจผู้ใช้ ไทยจำเป็นต้องมี Super App ที่มั่นใจได้ว่าข้อมูลจะไม่รั่วไหล และมี AI ที่เทรนด้วยฐานข้อมูลของคนไทยเอง เพื่อให้การประมวลผลตอบโจทย์บริบททางสังคมและเศรษฐกิจของเราอย่างแม่นยำและปลอดภัย

ทลายไซโลงานวิจัยด้วย Roadmap ระดับชาติ
ไทยมีคนเก่งและงบประมาณกระจายอยู่หลายแห่ง แต่ปัญหาคือต่างคนต่างทำ ความสำเร็จจะเกิดได้จริงต้องมีหน่วยงานเจ้าภาพหลักในการร้อยเรียง Roadmap เดียวกันที่ต่อเนื่องและไม่เปลี่ยนตามตัวบุคคล เพื่อป้องกันภาวะสมองไหลและทำให้การลงทุนเกิดความคุ้มค่าสูงสุด

รัฐสร้างถนน เอกชนและประชาชนช่วยกันวิ่ง
บทบาทใหม่ของรัฐ คือการเป็น ‘ผู้สร้างถนนสายดิจิทัล’ หรือการวางรากฐานผ่านนโยบายแบบเปิด (Open Innovation) เพื่อเปิดทางให้เหล่านักพัฒนาแอปพลิเคชันไทยสามารถวิ่งไปได้ไกลและง่ายขึ้นบนโครงสร้างพื้นฐานที่รัฐเตรียมไว้ให้ ขณะเดียวกันคนไทยต้องร่วมกันเป็นแรงขับเคลื่อน อุดหนุนเทคโนโลยีสัญชาติไทย เพื่อสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมที่เข้มแข็งไปด้วยกัน

กฎหมายที่เอื้อต่อการเปลี่ยนผ่านนวัตกรรม
ความเร็วของเทคโนโลยีต้องมาคู่กับกฎหมายที่ยืดหยุ่น การใช้แนวทาง Regulatory Sandbox เพื่อทดสอบนวัตกรรมในขอบเขตที่จำกัด จะช่วยให้เราก้าวข้ามระเบียบเดิมที่เชื่องช้า ทำให้รัฐสามารถคว้าเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ปกป้องประเทศได้ทันต่อสถานการณ์โลก

ถอดบทเรียนสมรภูมิจริง สู่เกราะป้องกันประเทศ
ศักยภาพนวัตกรรมไทยพิสูจน์ได้จากระบบ Anti-Drone หรือระบบป้องกันข้อมูลที่กองทัพอากาศนำไปใช้ในสถานการณ์วิกฤต สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่าเมื่อไทยมีอธิปไตยทางเทคโนโลยี เราจะสามารถอุดรอยรั่วและรักษาความปลอดภัยได้ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องพึ่งพาระบบจากต่างชาติเพียงอย่างเดียว

ปักหมุด Space Domain ขยายขอบเขตนวัตกรรมเหนือท้องฟ้า
นวัตกรรมไทยต้องขยายไปสู่เทคโนโลยีอวกาศ การพัฒนาดาวเทียมขนาดเล็ก (Micro SAT) ด้วยฝีมือคนไทย ไม่ใช่แค่เรื่องความมั่นคง แต่คือเครื่องมือสำคัญในการบริหารจัดการประเทศ ทั้งการเฝ้าระวังภัยพิบัติ การจัดการน้ำ และการทำเกษตรแม่นยำที่ครอบคลุมทุกตารางนิ้ว

40 Years NECTEC: Legacy & Beyond

เนคเทคในฐานะ ‘วิศวกรของชาติ’ ผู้ถมหุบเขาแห่งความตาย
หัวใจของเนคเทคแตกต่างจากมหาวิทยาลัยตรงที่ไม่ได้มุ่งเน้นแค่ศูนย์วิจัยเพื่อหาความรู้ใหม่ แต่นักวิจัยกว่า 400 ชีวิต นิยามตนเองว่าเป็น ‘วิศวกรของชาติ’ มีภารกิจหลักคือการพัฒนาระบบเพื่อส่งมอบให้สังคมให้ได้ โดยยอมลงไปคลุกอยู่ในจุดที่ขาดทุนสูงสุด หรือ ‘หุบเขาแห่งความตาย’ (Valley of Death) เพื่อนำงบประมาณและทรัพยากรลงไปให้งานวิจัยพื้นฐานก้าวข้ามไปสู่ระบบที่ใช้งานได้จริง

วางรากฐาน ‘ชิป’ แห่งเดียวในไทย
ใน 10 ปีแรก เนคเทคเริ่มต้นด้วยการสร้างรากฐานอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ผ่านศูนย์ TMEC (Thai Microelectronics Center) ซึ่งเป็นโรงงานผลิตชิป (Fabrication) แห่งเดียวในประเทศที่ก่อตั้งขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับ TSMC ของไต้หวัน แม้วันนี้บทบาทจะต่างกันแต่เนคเทคยังคงเป็น Chip Pilot Line ที่สำคัญ รวมถึงการบุกเบิก INET จนกลายเป็น ISP รายแรกของไทย

สร้างและดูแล ‘แผนที่โครงข่ายอินเทอร์เน็ตไทย’
เนคเทคมีส่วนร่วมในการทำ Internet Connectivity เป็นครั้งแรก และจัดทำ Internet Map หรือแผนที่โครงข่าย Backbone ทั้งหมดของประเทศไทย ดร.ชัย ยืนยันว่าจนถึงปัจจุบันภารกิจการ Monitoring Network เหล่านี้ยังอยู่ภายใต้การดูแลของเนคเทคร่วมกับสมาคมอินเทอร์เน็ต เพื่อเฝ้าดูความเคลื่อนไหวและเสถียรภาพของการเชื่อมต่อดิจิทัลในภาพรวม

พลังแห่งนโยบายไอทีที่ Spin-off เป็นหน่วยงานระดับประเทศ
จากยุคร่าง ‘แผนไอทีแห่งชาติ’ ในช่วงปีพ.ศ. 2540 นำมาสู่การกำเนิดหน่วยงานสำคัญที่แยกตัวออกไปดูแลประเทศในแต่ละมิติ ทั้ง DGA ที่ขับเคลื่อนภาครัฐสู่ดิจิทัล, สสน. ที่ดูแลทรัพยากรน้ำของชาติ รวมถึงการเขียนนโยบายที่นำไปสู่การก่อตั้งกระทรวง ICT ในเวลาต่อมา

ที่ปรึกษาเทคนิคในวิกฤตประเทศ
เนคเทคทำหน้าที่เป็นหน้าด่านทางเทคโนโลยีในเหตุการณ์สำคัญที่กระทบต่อความมั่นคงและเศรษฐกิจ ตั้งแต่การเข้าตรวจสอบปัญหา Y2K ในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่ปี 2000 ไปจนถึงการใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ตรวจสอบเครื่อง GT200 และภารกิจอื่นๆ อีกมากมายเพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงทางเทคโนโลยีให้แก่ประเทศ

ปั้น National Platform
ช่วงปีค.ศ. 2020 ยุคที่นักวิจัยมุ่งมั่นกับการส่งมอบนวัตกรรมสู่สังคม เช่น NETPIE แพลตฟอร์ม IoT สัญชาติไทยที่เกิดก่อน Big Tech ต่างชาติ ปัจจุบันมีผู้ใช้กว่า 70,000 บัญชี และมีการใช้งานอยู่ตลอดเวลา รวมถึงระบบตรวจสุขภาพเขื่อนใหญ่ 14 แห่งทั่วประเทศที่ช่วยการันตีความมั่นคงและป้องกันปัญหาภัยพิบัติให้คนไทย

ดูแลโภชนาการเด็กไทย 35,000 โรงเรียนผ่าน Thai School Lunch
เนคเทคส่งมอบระบบแนะนำอาหารกลางวันให้โรงเรียนทั่วประเทศ เพื่อให้มั่นใจว่าเด็กไทยได้รับสารอาหาร ที่ดีพอตามการตรวจสอบของกรมอนามัย ระบบนี้ไม่เพียงช่วยเรื่องโภชนาการรายวัน แต่ยังใช้ตรวจสอบภาพรวมสุขภาพของเยาวชนไทยได้ทั่วประเทศ

Traffy Fondue นวัตกรรมเปลี่ยนเมืองที่ทำให้เสียงของประชาชนดังกว่าเดิม
หนึ่งในความภาคภูมิใจ คือ การสร้างแพลตฟอร์มที่คนใช้งานหลายล้านคนอย่าง Traffy Fondue ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่านวัตกรรมสามารถลดขั้นตอน ยกระดับการแก้ปัญหาเมือง และสร้างความโปร่งใสในการสื่อสารระหว่างภาครัฐและประชาชนได้จริง

ผลักดัน AI ประเทศไทย ตั้งศูนย์ SMC ยกระดับอุตสาหกรรมยุคใหม่
เนคเทคเริ่มทำเรื่อง AI ตั้งแต่ปีค.ศ. 2019 ก่อนกระแส Generative AI จะเกิด และเป็นกำลังหลักในการผลักดันแผนปฏิบัติการ AI ระดับชาติ รวมถึงการตั้งศูนย์นวัตกรรมการผลิตยั่งยืน (SMC) ที่วังจันทร์วัลเลย์ เพื่อเป็นพี่เลี้ยงให้โรงงานไทยเปลี่ยนผ่านสู่ Industry 4.0 และการทำระบบข้อมูลหลังบ้านให้สภาพัฒน์เพื่อวิเคราะห์ความยากจนและแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำให้ตรงจุดผ่านระบบ TPMAP

ก้าวที่ Beyond เพื่อสร้างมาตรฐาน AI ไทยให้โลกยอมรับ
ยุทธศาสตร์ถัดไป คือ การสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้าน Standard Testing หรือการตรวจรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ AI ในประเทศไทยเอง ไม่ควรต้องส่งสินค้า AI ไปตรวจที่ต่างประเทศทุกครั้งเพราะมีค่าใช้จ่ายสูง การทำระบบทดสอบเองในไทยจึงเป็น Infrastructure สำคัญที่เนคเทคต้องลงมือทำ

Smart Farm ราคาประหยัด นวัตกรรมเพื่อหัวใจของประเทศเกษตรกรรม
เนคเทคมุ่งพัฒนา Low-cost Device สำหรับการทำฟาร์มอัจฉริยะที่ผ่านมาตรฐานสากล เพื่อให้เกษตรกรไทยเข้าถึงเทคโนโลยีได้จริงในราคาที่จับต้องได้ นอกจากนี้ยังเตรียมระบบ Backbone สำหรับ EV Charging ร่วมกับพันธมิตรเอกชน และการวิจัยเซนเซอร์ตรวจหาวัณโรคแฝงเพื่อความมั่นคงทางสาธารณสุข

เตรียมกำลังคนสู่ยุค AGI และความท้าทายของสมองกลล้ำสมัย
Keywords สำคัญที่กำลังผุดขึ้นมาคือ AGI (Artificial General Intelligence) ซึ่งเนคเทคได้เริ่มลงทุนทั้งด้านเครื่องมือและเตรียมกำลังคนไว้รองรับ โดยมองว่านวัตกรรมต้องเริ่มจากการแก้ปัญหาประเทศไทยที่มีอยู่มหาศาล และต้องผ่านการลองผิดลองถูกเพื่อสร้างเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับบริบทของไทยที่สุด

Humanoid & Robotics: การพึ่งพาตัวเองด้วย System Integration
ในโลกที่ Geopolitics ผันผวน เนคเทคเน้นว่าเราไม่สามารถฝากชีวิตไว้กับใครได้อีกต่อไป เป้าหมายถัดไปคือหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ โดยจะเน้นบทบาทการทำ System Integration ผสมผสานเทคโนโลยีจากหลายแหล่งมาแก้โจทย์ความไม่แน่นอน เพื่อสร้างความยั่งยืนและการพึ่งพาตัวเองได้อย่างแท้จริง

Roadmap ต่อไป นวัตกรรมที่ใช้งานได้จริงจากเสียงของพาร์ทเนอร์
ก้าวต่อไปของเนคเทคจะไม่ใช่การคิดเองคนเดียว แต่จะเปิดพื้นที่ Meetup ระดมสมองกับพาร์ทเนอร์ตลอดปีพ.ศ. 2569 เพื่อรับฟังปัญหาจริงและนำมาสรุปทิศทางในงาน NECTEC-ACE 2026 ที่จะจัดขึ้นในเดือนกันยายนปีนี้ เพื่อสร้างแผนยุทธศาสตร์ที่มุ่งเน้นนวัตกรรมที่เกิดมาเพื่อใช้และสร้างผลกระทบต่อประเทศอย่างมหาศาล

]]>
เนคเทค สวทช. ร่วมกับ บ. R&D Computer System จัดงาน “Practical IoT for Manufacturing” ชูแนวคิดเทคโนโลยีใช้งานได้จริง ลดต้นทุนภาคการผลิต https://www.nectec.or.th/news/news-pr-news/practical-iot.html Fri, 20 Feb 2026 09:35:14 +0000 https://www.nectec.or.th/?p=42667

เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 เนคเทค สวทช. โดย ศูนย์นวัตกรรมการผลิตยั่งยืน (SMC) ร่วมกับ บริษัท R&D Computer System จัดกิจกรรม “Practical IoT for Manufacturing: จากทฤษฎีสู่การลดต้นทุนจริง” ณ ห้อง SD-601 อาคารสราญวิทย์ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จังหวัดปทุมธานี กิจกรรมจัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Partnership & Practicality” มุ่งเน้นการสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานวิจัยและภาคอุตสาหกรรม เพื่อผลักดันการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี IoT ที่สามารถนำไปใช้งานได้จริงในภาคการผลิต ช่วยลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่ Smart Factory อย่างเป็นรูปธรรม

คุณอุดม ลิ่วลมไพศาล ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยไอโอทีและระบบอัตโนมัติสำหรับงานอุตสาหกรรม เนคเทค สวทช. กล่าวต้อนรับและเปิดงาน ได้กล่าวถึงบทบาทของเทคโนโลยี IoT และระบบอัตโนมัติในการยกระดับขีดความสามารถของอุตสาหกรรมไทย พร้อมเน้นย้ำความสำคัญของการพัฒนาโซลูชันที่ตอบโจทย์การใช้งานจริง และสามารถสร้างผลลัพธ์ที่วัดผลได้ในระดับโรงงาน

ช่วง Executive Vision ได้รับเกียรติจาก คุณพฤฒิ เมาลานนท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท R&D Computer System ถ่ายทอดวิสัยทัศน์ในหัวข้อ “The Path To Practical Smart Factory ทางรอดโรงงานไทย: จากวิกฤตต้นทุน สู่ผลลัพธ์ที่ยั่งยืน” สะท้อนมุมมองการพัฒนาโซลูชัน IoT ที่ตอบโจทย์การใช้งานจริงในภาคการผลิต คำนึงถึงมาตรฐานสากล การสนับสนุนโดยทีมงานในประเทศ และการพัฒนาระบบอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมงานยังได้รับฟังการบรรยายในหัวข้อสำคัญ อาทิ “สิทธิประโยชน์เพื่อการลงทุนสู่อุตสาหกรรม 4.0” โดย ดร.รวีภัทร์ ผุดผ่อง ผู้อำนวยการกลุ่มแพลตฟอร์มสนับสนุนอุตสาหกรรม 4.0 สวทช. ซึ่งให้ข้อมูลด้านกลไกสนับสนุนการลงทุนเพื่อช่วยลดความเสี่ยงในการนำเทคโนโลยีมาใช้งานจริง รวมถึงหัวข้อ “โรงงานจะเริ่มใช้ IoT อย่างไรดี?” โดย ดร.พรพรหม อธีตนันท์ ที่สะท้อนประสบการณ์และแนวทางการเริ่มต้นใช้งาน IoT ในภาคอุตสาหกรรมไทย

อีกหนึ่งกิจกรรมของงาน คือ การสาธิตการใช้งานจริงผ่าน Live Demo และการนำเสนอกรณีศึกษาจากผู้ใช้งานจริง (Real User Review) ที่ช่วยให้ผู้เข้าร่วมงานเห็นภาพการเชื่อมต่อข้อมูลจากเครื่องจักรสู่ระบบ Cloud และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตได้อย่างชัดเจน

ภายในงานยังมีการจัดแสดงบูธผลงานและโซลูชันจาก บริษัท R&D Computer System, Industry 4.0 Platform และพันธมิตรเครือข่าย SMC พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการเข้ารับคำปรึกษาด้านการพัฒนาโรงงานอัจฉริยะ การจัดการพลังงาน และแนวทางการยกระดับสู่อุตสาหกรรม 4.0

การจัดกิจกรรมในครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญของความร่วมมือระหว่างหน่วยงานวิจัยและภาคเอกชน ในการผลักดันให้เทคโนโลยี IoT ไม่เป็นเพียงแนวคิดเชิงทฤษฎี แต่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริงในภาคการผลิต โดยมีผู้แทนจากภาคอุตสาหกรรม ผู้ประกอบการโรงงาน System Integrator (SI) และสมาชิกเครือข่าย SMC เข้าร่วมงานกว่า 100 คน

]]>
เนคเทค สวทช. ประกาศทางรอดประเทศไทย ต้องเปลี่ยนจาก ‘ผู้ใช้งาน’ สู่ ‘ผู้ร่วมสร้าง’ เทคโนโลยีแห่งอนาคต ผ่านทิศทาง 40 ปี Legacy & Beyond https://www.nectec.or.th/news/news-pr-news/nectec40-specialtalk.html Thu, 19 Feb 2026 09:25:57 +0000 https://www.nectec.or.th/?p=42465

ท่ามกลางความผันผวนของบริบทโลกที่ “เทคโนโลยี” กลายเป็นตัวแปรสำคัญในการชี้วัดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ การพึ่งพาแพลตฟอร์มหรือนวัตกรรมจากต่างชาติเพียงฝ่ายเดียว ถือเป็นความเสี่ยงที่ไทยต้องเร่งบริหารจัดการ

19 กุมภาพันธ์ 2569 – ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค สวทช.) จัดกิจกรรม Special Talk “40 Years NECTEC: Legacy & Beyond” ทบทวนเส้นทาง 4 ทศวรรษของการวางรากฐานเทคโนโลยีสารสนเทศให้กับประเทศไทย พร้อมชี้ให้เห็นจุดเปลี่ยนสำคัญในบริบทโลกปัจจุบันที่การพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างชาติในหลายด้านอาจไม่ใช่คำตอบอีกต่อไป แต่จำเป็นต้องมีส่วนในการสร้างเทคโนโลยี เพื่อเสริมความสามารถในการแข่งขัน ลดความเสี่ยงและสร้างความมั่นคงระยะยาวให้กับเศรษฐกิจและสังคมไทย โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ ประธานกรรมการบริหาร เนคเทค สวทช. ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. พร้อมด้วยผู้บริหาร ผู้แทนจากหน่วยงานพันธมิตรภาครัฐ และเอกชน เข้าร่วมงาน

ภายในงานอัดแน่นด้วยการแลกเปลี่ยนมุมมองระดับประเทศ “Thailand at the Turning Point: ถึงเวลาของเทคโนโลยีไทย สู่ยุคใหม่ของประเทศ” ที่ดึงตัวจริงจากหลากหลายวงการมาร่วมถอดรหัสทางรอดของไทย ตั้งแต่มุมมองคนรุ่นใหม่สาย Tech Creator แถวหน้าอย่าง นพพล มาลีรัตน์มงคล YouTuber เจ้าของช่อง Extreme IT และ นวพล เชื่อมวราศาสตร์ Science Creator เจ้าของช่อง Say Science ไปจนถึงมุมมองความมั่นคงระดับชาติจากกองทัพอากาศ โดย พล.อ.อ. ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ และดร. พนิตา พงษ์ไพบูลย์ รองผู้อำนวยการเนคเทค สวทช. ผู้ริเริ่ม platform IoT สัญชาติไทย มาร่วมกันหาคำตอบว่า “ทำไมเทคโนโลยีไทยถึงเวลาต้องสร้างเอง” ก่อนจะส่งไม้ต่อสู่ไฮไลต์สำคัญของการ Kick-off เปิดตัว Campaign “เนคเทค 40 ปี- Legacy & Beyond: วันนี้ที่สร้างไว้ เพื่อก้าวต่อไปที่ยั่งยืน”

ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการเนคเทค สวทช. นิยามภารกิจเนคเทคตลอด 39 ปีที่ผ่านมาว่าเป็น “วิศวกรชาติ” ที่ต้องมองไกลและวางรากฐานเทคโนโลยีในจุดที่เอกชนยังไปไม่ถึง สร้างความมั่นคงให้ประเทศ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรม และยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างยั่งยืน โดยกล่าวถึงความสำเร็จที่ผ่านมาครอบคลุมตั้งแต่การวางรากฐานดิจิทัลไทย อาทิ การบุกเบิกอินเทอร์เน็ตเพื่อการศึกษาและวิจัยไทย (ThaiSARN) ไปสู่การนำร่องให้บริการอินเทอร์เน็ตเชิงพาณิชย์แห่งแรกของประเทศ (บริษัท อินเทอร์เน็ต ประเทศไทย จำกัด (มหาชน) การวางรากฐานไมโครอิเล็กทรอนิกส์ไทยด้วยโรงงาน Wafer Fabrication แห่งเดียวในภูมิภาค ASEAN (ศูนย์เทคโนโลยีไมโครอิเล็กทรอนิกส์: TMEC)

ควบคู่ไปกับการชี้นำการพัฒนา IT ของประเทศ อาทิ แผนแม่บท IT แห่งชาติ ไปจนถึงการพัฒนาพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (พ.ร.บ. ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์) นำไปสู่การก่อตั้งสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) และสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (DGA)

พร้อมกันนี้ ยังมุ่งเน้น การส่งมอบ Platform สาธารณะที่ประชาชนเข้าถึงบริการได้ในวงกว้าง อาทิ Traffy Fondue และ Thai School Lunch รวมถึงการเป็นเครื่องมือให้ภาครัฐในการแก้ปัญหาได้อย่างตรงเป้า อาทิ ความร่วมมือกับสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ในการพัฒนา TPMAP เพื่อเข้าถึงและช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางได้ตรงจุด การผลักดันศูนย์นวัตกรรมการผลิตยั่งยืน (SMC) เพื่อยกระดับภาคอุตสาหกรรมไทย และการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการ AI แห่งชาติ เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิต เช่นในปัจจุบัน

ดร.ชัย ยังได้ปักหมุดเทคโนโลยีแห่งอนาคตเพื่อ ‘คุณภาพชีวิต’ ที่ยั่งยืน สำหรับก้าวต่อไปของเนคเทคในทศวรรษหน้า ไม่ใช่เพียงการต่อยอดฐานเดิม แต่คือการรุกคืบสู่เทคโนโลยีที่ยกระดับคุณภาพชีวิตและขีดความสามารถประเทศในระดับสากล เริ่มจากการสร้างความมั่นคงทางอาหารด้วย ‘HandySense Bfarm’ ระบบสมาร์ทฟาร์มที่เปิดกว้างให้เกษตรกรออกแบบระบบเองได้ เพื่อยกระดับสู่ Smart Farming เต็มรูปแบบ สานต่อด้วยโครงสร้างพื้นฐานสังคมคาร์บอนต่ำผ่าน ‘แพลตฟอร์มบริหารจัดการสถานีชาร์จ EV’ พร้อมเร่งพัฒนา ‘AI ทางการแพทย์’ และ ‘นวัตกรรมคัดกรองโรคได้อย่างรวดเร็ว’ เพื่อเปลี่ยนระบบสาธารณสุขจากตั้งรับเป็นเฝ้าระวังเชิงรุกที่เข้าถึงคนทุกระดับชั้น รวมถึงการวางรากฐาน ‘ห้องปฏิบัติการตรวจสอบและมาตรฐาน AI’ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและจริยธรรมในโลกดิจิทัลอย่างยั่งยืน

“วันนี้เทคโนโลยีไม่ใช่แค่ทางเลือกเพื่อความสะดวกสบาย แต่คือ ‘ความมั่นคง’ และ ‘ความอยู่รอด’ ของประเทศ ท่ามกลางโลกที่ผันผวนทั้งเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ ขอเชิญชวนพันธมิตรทุกภาคส่วนมาร่วมกันออกแบบโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยี เพื่อเตรียมความพร้อมให้ประเทศไทยยืนหยัดได้ด้วยเทคโนโลยีของตัวเอง และเติบโตอย่างมั่นคงในโลกที่ไม่มีวันหยุดนิ่ง” ดร.ชัย กล่าวทิ้งท้าย

“เนคเทค 40 ปี – Legacy & Beyond” ชวนสำรวจเส้นทางการเติบโตของเนคเทคในมุมมองใหม่ ค้นหาคำตอบว่าฐานรากเทคโนโลยีจะนำพาไปสู่ทิศทางใดเพื่อสร้างอนาคตให้แก่ประเทศ พร้อมเจาะลึกแนวทางความร่วมมือทุกภาคส่วน ไปจนถึงงานประชุมวิชาการและนิทรรศการเนคเทค ประจำปี 2569 (NECTEC-ACE 2026) ที่จะจัดขึ้นในเดือนกันยายนนี้ ติดตามรายละเอียดกิจกรมตลอดทั้งปี ได้ที่ https://www.nectec.or.th/nectec40 และ Facebook NECTEC NSTDA

]]>
Special Talk: Thailand at the Turning Point ถึงเวลาเทคโนโลยีไทย สู่ยุคใหม่ของประเทศ https://www.nectec.or.th/news/news-pr-news/special-talk-190226.html Fri, 13 Feb 2026 05:09:00 +0000 https://www.nectec.or.th/?p=42482

ในวันที่ประเทศกำลังยืนอยู่บน “จุดเปลี่ยน”
ถึงเวลาของเทคโนโลยีไทย ที่ไม่ใช่แค่ทางเลือก
แต่จะเป็นทางรอด และโอกาสใหม่ เพื่อสร้างความยั่งยืนให้ประเทศในอนาคต

เนคเทค สวทช. ขอเชิญทุกท่านร่วมเป็นพลังสำคัญขับเคลื่อนอนาคตเทคโนโลยีไทย ผ่านการถ่ายทอดมุมอง แลกเปลี่ยนแนวคิดจากผู้ดูแลความมั่นคงของชาติ นักพัฒนาเทคโนโลยี และคนรุ่นใหม่สาย Science & Tech. Creator ที่จะมาร่วมกันถอดรหัสมองอนาคตร่วมกันว่าอะไรคือปัจจัยสำเร็จของการพัฒนาเทคโนโลยีให้ใช้ได้จริง และเทคโนโลยีแบบใดที่ประเทศไทยควร หรือจำเป็นต้องมีเป็นของตัวเองใน Special Talk: Thailand at the Turning Point ถึงเวลาเทคโนโลยีไทย สู่ยุคใหม่ของประเทศ”

Warm up Stage “Technology for Everyone”
เมื่อเทคโนโลยีใกล้ตัวกว่าที่คิด และสำคัญกว่าที่เคย
โดย คุณนพพล มาลีรัตน์มงคล YouTuber เจ้าของช่อง Extreme IT

Panel Discussion: “Owning Technology, Securing Thailand”
สร้างเทคโนโลยีของชาติ จากทางเลือก สู่ทางรอดของประเทศ
– ดร. พนิตา พงษ์ไพบูลย์ รองผู้อำนวยการ เนคเทค สวทช.
– พลอากาศเอก ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ /
ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ ไทย-กัมพูชา
– คุณนวพล เชื่อมวราศาสตร์ Science Creator เจ้าของช่อง Say Science
ดำเนินรายการโดย คุณพลวัชร ภู่พิพัฒน์ ผู้ประกาศข่าว TNN

Kick-off Campaign “NECTEC 40 Years Legacy & Beyond“
โดย ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการ เนคเทค สวทช.

19 กุมภาพันธ์ 2569
เวลา 10.00–12.30 น.
รับชมถ่ายทอดสดพร้อมกัน @Facebook NECTEC

]]>
เนคเทค สวทช. หนุน พม. ใช้ข้อมูลยกระดับ ‘สมุดพกครอบครัวอิเล็กทรอนิกส์’ ขับเคลื่อน Data-Driven Governance https://www.nectec.or.th/news/news-pr-news/2026-mso-logbook.html Tue, 03 Feb 2026 05:15:53 +0000 https://www.nectec.or.th/?p=42310

ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้และประสบการณ์ด้านเทคโนโลยีข้อมูล ในการประชุมเชิงปฏิบัติการส่งเสริมการใช้งาน ระบบสมุดพกครอบครัวอิเล็กทรอนิกส์ : MSO-LOGBOOK สำหรับผู้บริหาร จัดโดยกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ระหว่างวันที่ 2–3 กุมภาพันธ์ 2569 ณ เขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศไทย จังหวัดนนทบุรี

โดยการประชุมครั้งนี้มีผู้บริหารระดับสูงของกระทรวง พม. ผู้แทนจากพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ 76 จังหวัด และผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและสนับสนุนวิชาการทั่วประเทศเข้าร่วม เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจด้านการกำกับ ติดตาม และการใช้ประโยชน์จากข้อมูลในการบริหารและตัดสินใจเชิงนโยบาย

นายกันตพงศ์ รังษีสว่าง ปลัดกระทรวง พม. ประธานในพิธีเปิดการอบรม กล่าวว่า “ในปัจจุบัน การบริหารงานภาครัฐจำเป็นต้องขับเคลื่อนด้วยข้อมูล หรือ Data-Driven Governance เพื่อให้การทำงานมีความโปร่งใส มีประสิทธิภาพ และตอบโจทย์ประชาชนได้ตรงจุด ระบบสมุดพกครอบครัวอิเล็กทรอนิกส์จึงไม่ใช่เพียงเครื่องมือบันทึกดิจิทัล แต่เป็นกลไกเชิงยุทธศาสตร์ที่ช่วยให้ผู้บริหารสามารถเข้าถึงข้อมูลกลุ่มเป้าหมายและครอบครัวเปราะบางได้อย่างครอบคลุม และนำไปใช้ในการตัดสินใจเชิงนโยบายได้อย่างเป็นรูปธรรม สอดคล้องกับเป้าหมายของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 เชื่อมโยงข้อมูลอย่างเป็นระบบ ตามแนวคิด Data Integration และ Data-Driven Governance โดยคำนึงถึงความถูกต้อง ปลอดภัย และสามารถบูรณาการร่วมกัน จะช่วยให้การช่วยเหลือประชาชนเป็นไปอย่างรวดเร็ว โปร่งใส และตรงตามความจำเป็น ทั้งในภาวะวิกฤต และระยะยาว”

การอบรมครั้งนี้ ดร.ณัฐพงษ์ แสงเลิศศิลปชัย นักวิจัยจาก ทีมวิจัยการวิเคราะห์ยุทธศาสตร์ด้วยปัญญาประดิษฐ์ (SAI) กลุ่มวิจัยวิทยาการข้อมูลและการวิเคราะห์ (DSARG) เนคเทค สวทช. ทำหน้าที่วิทยากรหลัก ร่วมกับ นายอติพันธ์ สุวัฒน์เมฆินทร์ จาก มหาวิทยาลัยนเรศวร โดยมีเจ้าหน้าที่ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวง พม. ร่วมให้การสนับสนุนและดูแลการฝึกปฏิบัติอย่างใกล้ชิด

เนื้อหาการอบรมประกอบด้วย

  • การใช้งานระบบสมุดพกครอบครัวอิเล็กทรอนิกส์ MSO-LOGBOOK
  • การเชื่อมโยงฐานข้อมูล ระบบเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด (CSG)
  • การเชื่อมโยงฐานข้อมูลการขอรับการช่วยเหลือ ผู้ประสบปัญหา ทางสังคมด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ (ระบบ พม.สมาร์ท )
  • การใช้ประโยชน์ข้อมูลจากฐานข้อมูลระบบสมุดพกครอบครัวอิเล็กทรอนิกส์ และฐานข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้อง

นอกจากนี้ กระทรวง พม. ยังให้ความสำคัญกับการใช้ข้อมูลอย่างมีคุณภาพ ความถูกต้องและเป็นปัจจุบันของข้อมูล (Data Quality) การทำงานแบบบูรณาโดยใช้กลไกการทำงานเป็นหนึ่งเดียว “พม.ใกล้คุณ” ลดการทำงานที่ซ้ำซ้อนในการทำงาน กระจายความช่วยเหลือให้ครอบคลุม รวมถึงการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและการบริหารจัดการข้อมูลภาครัฐตามหลักธรรมาภิบาล

การถ่ายทอดองค์ความรู้จาก เนคเทค สวทช. ครั้งนี้ ถือเป็นส่วนสำคัญในการผลักดันให้เกิดการนำเทคโนโลยีและระบบข้อมูลไปใช้จริงในระดับพื้นที่ ช่วยเสริมศักยภาพผู้บริหารและหน่วยงานให้สามารถใช้ข้อมูลเป็นฐานในการวางแผน กำหนดนโยบาย และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนกลุ่มเปราะบางได้อย่างเป็นรูปธรรม

]]>
เนคเทค สวทช. จับมือ อบก. จัด Net Zero Day Series 3 เสริมความรู้ CFO ขับเคลื่อนองค์กรไทยสู่ Net Zero https://www.nectec.or.th/news/news-pr-news/netzeroday-3.html Fri, 30 Jan 2026 03:19:50 +0000 https://www.nectec.or.th/?p=42286

28 มกราคม 2569 ณ Conference Hall สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค สวทช.) ร่วมมือกับองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) จัดกิจกรรม Net Zero Day Series 3 Special Edition: CFO to Net Zero Workshop เพื่อเรียนรู้แนวทางการประเมิน “Carbon Footprint for Organization (CFO)” อย่างถูกต้อง โดยได้รับเกียรติจาก คุณภคมน สุภาพพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักรับรองธุรกิจคาร์บอนต่ำ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) และ ดร.พนิตา พงษ์ไพบูลย์ รองผู้อำนวยการเนคเทค สวทช. เข้าร่วมกิจกรรม

กิจกรรมนี้ต่อยอดจาก Net Zero Day Series 1 และ 2 ซึ่งได้วางรากฐานความรู้เกี่ยวกับ “เส้นทางสู่ Net Zero Carbon” ครอบคลุมทั้งแนวโน้มสถานการณ์โลกร้อน และกระบวนการขอการรับรองจากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) กิจกรรมครั้งนี้มุ่งเน้นการนำแนวคิดสู่การปฏิบัติจริง ผ่านการประเมิน CFO อย่างถูกต้องตามมาตรฐาน พร้อมสาธิตการใช้งาน CFO NECTEC Platform ซึ่งเป็นดิจิทัลแพลตฟอร์มสำหรับการคำนวณและรายงานข้อมูล เพื่อช่วยขับเคลื่อนองค์กรสู่ Net Zero Organization อย่างเป็นรูปธรรม ควบคู่กับการนำเสนอข้อมูลสิทธิประโยชน์และกลไกสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งจะช่วยเสริมศักยภาพผู้ประกอบการไทยในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และมุ่งสู่อุตสาหกรรมที่ยั่งยืนในระยะยาว หัวข้อบรรยายสำคัญภายในงาน มีดังนี้

  • แนวทางการประเมิน CFO เพื่อมุ่งสู่ New Zero โดย คุณธาดา วรุณโชติกุล ผู้จัดการ สำนักรับรองธุรกิจคาร์บอนค่ำ ถ่ายทอดความรู้ให้ผู้ฟังเข้าใจแนวทางการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กรเพื่อมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์
  • CFO NECTEC Platform :ดิจิทัลแพลตฟอร์มช่วย “รู้ตัวตน” คำนวนแม่นยำ ช่วยขับเคลื่อนองค์กรสู่ Net Zero โดย คุณรุ่งทวี ปิยนันท์จรัสศรี ทีมวิจัยเทคโนโลยีและนวัตกรรมการลดคาร์บอน เนคเทค สวทช. ถ่ายทอดความรู้แนะนำเครื่องมือช่วยในการคำนวณ CFO พร้อมสร้างรายงานตามมาตรฐาน TGO รองรับการทวนสอบ (Verification)
  • Workshop และกรณีศึกษาการประเมิน CFO Net & Zero ถ่ายทอดความรู้เชิงลึก ในการการประเมิน คาร์บอนฟรุตพริ้นท์ (CFO), การประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กร, การดำเนินงานเพื่อมุ่งสู่ Net Zero และยกตัวอย่างกรณีศึกษา พร้อมทำแบบฝึกหัดร่วมกัน โดย คุณธิติยา ภักดีสัม นักวิชาการ คุณหทัยภัทร บำรุงการญจน์ ผู้ช่วยนักวิชาการ และ คุณอภิษฐยา พรมนุกูล ผู้ช่วยนักวิชาการ สำนักรับรองธุรกิจคาร์บอนต่ำ
  • สิทธิประโยชน์และการสนับสนุนจากภาครัฐ แนะนำโอกาสพิเศษสำหรับโรงงานอุตสาหกรรม และ Systems integrator ร่วมลงทุนลดความเสี่ยง โดย คุณอาริศฐา เฉลิมรัมย์ ผู้ช่วยปฏิบัติงานวิจัยงานพัฒนาพันธมิตรทางยุทธศาสตร์ เนคเทค สวทช.
  • การให้บริการสนับสนุนด้านการพัฒนาธุรกิจ ส่งเสริมผู้ประกอบการ ภายใต้โครงการ SME ปัง ตังได้คืน รวมถึงขั้นตอนการเข้ารับบริการของโครงการ โดย คุณพวงพันธ์ ศรีทอง ผู้จัดการสำนักรับรองธุรกิจคาร์บอนต่ำ

นอกจากนี้ภายในงานยังมี บูธให้คำปรึกษาและให้ความรู้ในหัวข้อต่าง ๆ จากนักทีมวิจัยเทคโนโลยีและนวัตกรรมการลดคาร์บอน เนคเทค สวทช. และหน่วยงานพันธมิตร เพื่อให้คำแนะนำแนวทางใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อให้เติบโตอย่างยั่งยืน รวมถึงการแก้ไขปัญหาและตรวจสอบการลดก๊าซเรือนกระจกเพื่อขึ้นทะเบียนโครงการกับ อบก. อีกด้วย ถือเป็นความร่วมมือครั้งสำคัญของ เนคเทค สวทช. และ อบก. ในการผลักดันภาคอุตสาหกรรมไทยให้ก้าวสู่เป้าหมาย Net Zero อย่างเป็นรูปธรรม

ถ่ายภาพ และเขียนข่าว :
นางสาวสุธาสินี ภมินรัตจรินทร์ และ นางสาวพีระตา บัวพันธ์
สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์

]]>
เนคเทค สวทช. x วช. จัด Bootcamp ติวเข้ม 24 หน่วยงาน ปั้น ‘LLM สัญชาติไทย’ จุดไฟนวัตกรรมสืบค้นอัจฉริยะ https://www.nectec.or.th/news/news-pr-news/nectec-nrct-bootcampllm2026.html Mon, 26 Jan 2026 03:28:29 +0000 https://www.nectec.or.th/?p=42222

สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) ร่วมกับ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) จัดกิจกรรม Bootcamp: พัฒนาระบบสืบค้นด้วย LLM สัญชาติไทย ระหว่างวันที่ 23–25 มกราคม 2569 ณ บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร สวทช. เพื่อยกระดับศักยภาพบุคลากรจาก 24 หน่วยงาน ทั้งภาครัฐและเอกชน ให้สามารถพัฒนาและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ภาษาไทยสำหรับงานสืบค้นเอกสารและองค์ความรู้ขององค์กรได้อย่างเป็นรูปธรรม

นางสาวเสาวนีย์ มุ่งสุจริตการ รองผู้อำนวยการ วช. ประธานในพิธีเปิดกิจกรรม กล่าวว่า วช. จัดทำฐานข้อมูลด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและ นวัตกรรมของประเทศ เพื่อประโยชน์ในการบูรณาการ บริหารจัดการ และวิเคราะห์ สังเคราะห์ข้อมูลการวิจัยและนวัตกรรมในภาพรวมของประเทศ รวมถึงให้เกิดความร่วมมืออย่างมีประสิทธิภาพระหว่างทุกภาคส่วนในระบบวิจัย วช. จึงให้ความสำคัญกับการนำเทคโนโลยี Large Language Model (LLM) ภาษาไทย มาใช้ในการยกระดับระบบสารสนเทศด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมของประเทศ เนื่องจากภาษาไทยมีโครงสร้างและบริบทเฉพาะ การมีโมเดลภาษาไทยที่มีประสิทธิภาพจะช่วยให้ระบบ AI สามารถเข้าใจและประมวลผลข้อมูลได้อย่างแม่นยำ ลึกซึ้ง และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงทั้งในภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาควิชาการ

ด้าน ดร.ศวิต กาสุริยะ รองผู้อำนวยการเนคเทค สวทช. กล่าวว่า เนคเทคในฐานะหน่วยงานวิจัยและพัฒนาฐานรากเทคโนโลยีดิจิทัลของประเทศ มุ่งผลักดันการนำผลงานวิจัยด้าน AI ภาษาไทยสู่การใช้งานจริงในหน่วยงานภาครัฐและองค์กรต่าง ๆ กิจกรรม Bootcamp ครั้งนี้เป็นการขยายผลจาก “โครงการพัฒนาระบบสืบค้นและถาม–ตอบ ข้อมูลสารสนเทศด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม โดยใช้โมเดลภาษาไทยขนาดใหญ่” ซึ่งดำเนินการโดย เนคเทค สวทช. เพื่อพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้าน AI และ Big Data สร้างเครือข่ายความร่วมมือ และการแลกเปลี่ยนข้อมูลคุณภาพสูงระหว่างหน่วยงานวิจัย นำไปสู่ระบบสืบค้นองค์ความรู้วิจัยที่ค้นง่าย หาเจอ และเพิ่มโอกาสในการใช้ประโยชน์จากงานวิจัยของประเทศ โดยกิจกรรมครั้งนี้มีหน่วยงานผ่านการคัดเลือกเข้าร่วม Bootcamp จำนวน 24 หน่วยงาน จำนวนกว่า 100 คน จากผู้สมัคร 31 หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา

กิจกรรม Bootcamp ดังกล่าวจัดขึ้นภายใต้แนวคิด “จุดไฟนวัตกรรมวิจัยด้วย LLM สัญชาติไทย” มุ่งสร้างความเข้าใจเชิงลึกเกี่ยวกับเทคโนโลยี Large Language Model (LLM) ภาษาไทย เพื่อรองรับการใช้งานจริงในหน่วยงานภาครัฐและภาควิชาการ โดยตลอดระยะเวลา 3 วัน ผู้เข้าร่วมจะได้เรียนรู้ผ่านการบรรยายควบคู่กับการทำเวิร์กช็อปอย่างเข้มข้น ตั้งแต่การเตรียมและประมวลผลข้อมูลเอกสารภาษาไทย การทำ OCR และ Text Cleaning การสร้างระบบ RAG ขั้นพื้นฐานและขั้นสูง การประยุกต์ใช้เทคนิค Hybrid Search, Re-ranking และ Conversation Memory ไปจนถึงการออกแบบ AI Agents สำหรับงานเอกสารและ Workflow อัตโนมัติ โดยใช้แพลตฟอร์ม LLM สัญชาติไทย เป็นแกนหลักของการพัฒนา

นอกจากนี้ ในวันสุดท้ายของกิจกรรมผู้เข้าร่วมจากทั้ง 24 หน่วยงานจะได้นำเสนอ Use Case และต้นแบบระบบสืบค้นที่พัฒนาจากข้อมูลจริงของแต่ละหน่วยงาน พร้อมรับข้อเสนอแนะจากผู้เชี่ยวชาญ เพื่อนำไปต่อยอดสู่การใช้งานจริงในองค์กรของตนเอง

กิจกรรม Bootcamp ครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของความร่วมมือระหว่าง วช. เนคเทค สวทช. และ หน่วยงานพันธมิตรในการผลักดัน AI ภาษาไทย เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการองค์ความรู้ และขับเคลื่อนระบบวิจัยของประเทศ

]]>
เนคเทค สวทช. x พันธมิตรจัดเวิร์กช็อปเข้มข้น ปั้น AI Engineer ไทย สู่ผู้สร้าง LLM ตัวจริง https://www.nectec.or.th/news/news-pr-news/thaillm-ai-engineer.html Tue, 20 Jan 2026 04:30:07 +0000 https://www.nectec.or.th/?p=42213

เนคเทค สวทช. ร่วมหน่วยงานพันธมิตรภายใต้โครงการพัฒนา ThaiLLM เปิดโอกาสครั้งสำคัญ จัดเวิร์กช็อปเข้มข้น 3 วันเต็ม ปั้น AI Engineer ไทย สู่ผู้สร้าง LLM ตัวจริง ในการอบรมเชิงปฏิบัติการหลักสูตร “การสร้าง LLM แบบ Continued Pretraining และ Fine-tuning” ซึ่งได้จัดขึ้นเมื่อวันที่ 11-13 มกราคม 2569 ทั้งในรูปแบบ Online และ Onsite เจาะลึกตั้งแต่การเตรียมข้อมูล การดึงข้อมูล การทำความสะอาดข้อมูลตามหลัก PDPA ไปจนถึงการเทรน และปรับแต่งโมเดลภาษาขนาดใหญ่ เพื่อต่อยอดการใช้งานจริงในองค์กร พร้อมสิทธิในการใช้งาน Lanta Supercomputer ของสวทช. โดยมี ดร.เทพชัย ทรัพย์นิธิ นักวิจัยอาวุโส กลุ่มวิจัยปัญญาประดิษฐ์ เนคเทค สวทช. กล่าวเปิดงาน และผู้เข้าร่วมอบรมจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา จำนวนกว่า 30 คน

หลักสูตรนี้ออกแบบมาเพื่อยกระดับ AI Engineer ไทยจาก “ผู้ใช้งาน” สู่ “ผู้สร้างและผู้ปรับแต่งโมเดล” โดยถ่ายทอดองค์ความรู้และประสบการณ์ตรงจากนักวิจัย เนคเทค สวทช. และผู้พัฒนา LLM ของประเทศไทย มุ่งเน้นการสร้างโมเดลที่เข้าใจบริบทภาษาไทย และสามารถนำไปต่อยอดกับข้อมูลเฉพาะทางขององค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ตลอดกิจกรรมผู้เข้าร่วมอบรมจะได้เรียนรู้กระบวนการสร้าง LLM แบบครบวงจร ได้แก่

  • Data Cleansing & Preparation เทคนิคการรวบรวม สำรวจ และทำความสะอาดข้อมูลทั้งแบบอัตโนมัติและกึ่งอัตโนมัติ เพื่อสร้างชุดข้อมูลคุณภาพสูง พร้อมแนวปฏิบัติตามหลัก PDPA
  • Tokenizer & Dataset Structure การออกแบบโปรแกรมตัดคำให้เหมาะกับบริบทภาษา และโครงสร้างข้อมูลสำหรับการเทรน LLM
  • Continued Pretraining & Fine-tuning การเทรนโมเดลต่อยอดจากฐานเดิม และการปรับแต่งโมเดลให้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน
  • Model Optimization & Evaluation การปรับพารามิเตอร์และการประเมินประสิทธิภาพโมเดลด้วยชุดทดสอบมาตรฐาน

การอบรมนี้จัดขึ้นภายใต้ความร่วมมือของภาคีเครือข่ายด้านดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ของประเทศ โดยได้รับการสนับสนุนจากกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DEF), สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน), เนคเทค สวทช., สถาบันวิทยสิริเมธี (VISTEC), สมาคมผู้ประกอบการปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย (AIEAT), สมาคมปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย (AIAT), มหาวิทยาลัยมหิดล และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของการพัฒนา ThaiLLM Ecosystem เพื่อสร้างกำลังคนคุณภาพสูงด้าน LLM เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยมีขีดความสามารถในการพัฒนาโมเดลภาษา, เทคโนโลยี AI ที่ตอบโจทย์บริบทและการใช้งานจริงในภาคอุตสาหกรรม และองค์กรได้อย่างยั่งยืน

สำหรับผู้ที่สนใจ Upskill ขั้นสุดกับการอบรมหลักสูตร “การสร้างนักวิจัย AI (Creating AI Researchers)” หลักสูตร Onsite 5 วันเต็ม ซึ่งจะจัดขึ้นในวันจันทร์ที่ 2 – วันศุกร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 09.00 – 16.00 น. ณ อาคารบ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร สวทช. จ.ปทุมธานี (จัดเตรียมที่พักให้) 

]]>