Service robot – NECTEC : National Electronics and Computer Technology Center https://www.nectec.or.th ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ Mon, 03 Mar 2025 09:36:27 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 https://www.nectec.or.th/wp-content/uploads/2022/06/cropped-favicon-nectec-32x32.png Service robot – NECTEC : National Electronics and Computer Technology Center https://www.nectec.or.th 32 32 ตลาดหุ่นยนต์บริการ (Service Robot) ประเทศไทย 2567-2568 ยังเติบโตได้จริงหรือ? https://www.nectec.or.th/news/news-public-document/service-robot-2567.html Thu, 18 Apr 2024 05:28:48 +0000 https://www.nectec.or.th/?p=36586

โดย ทีมวิเคราะห์ตลาดและเทคโนโลยี
เนคเทค สวทช.

ปัจจุบันคำว่า “หุ่นยนต์” ไม่ใช่สิ่งที่เราจะพบแค่ในนิยายวิทยาศาสตร์อีกต่อไป แต่เราจะเห็นในชีวิตประจำวันมากขึ้นตามลำดับ จริง ๆ แล้วหุ่นยนต์จำพวกแขนกล ระบบอัตโนมัติต่าง ๆ ถูกประยุกต์ใช้งานในโรงงานและภาคอุตสาหกรรมมานานแล้ว แต่หุ่นเหล่านั้นมีรูปร่าง หน้าตา และการให้ความรู้สึกที่มีความเป็นเครื่องจักร เครื่องมือ มากกว่าหุ่นยนต์รุ่นใหม่ ๆ ที่พัฒนาเพื่อใช้งานในชีวิตประจำวันของมนุษย์

จากการที่แนวโน้มมีประชากรกลุ่มผู้สูงอายุมากขึ้นตามลำดับ ค่าแรงงานในภาคการผลิตและภาคบริการสูงขึ้น ทำให้หุ่นยนต์เข้ามามีบทบาทในภาคอุตสาหกรรมการผลิต อุตสาหกรรมบริการ และชีวิตประจำวันของเราทุกคนมากขึ้นเรื่อย ๆ รายงานของ International Federation of Robotics: IFR (2566) พบว่า ปี 2565 Professional Service Robot (หุ่นยนต์บริการสำหรับมืออาชีพ) ทั่วโลกมียอดขายเพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 48 และมียอดจำหน่ายเกือบ 158,000 ตัว โดยประเภท Professional Service Robot ที่มียอดขายสูงที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ หุ่นยนต์ทางการขนส่งและโลจิสติกส์ (Transportation & Logistics) หุ่นยนต์ต้อนรับ (Hospitality) และหุ่นยนต์ทางการแพทย์ (Medical & Healthcare) ตามลำดับ สำหรับ Consumer Service Robot (หุ่นยนต์บริการสำหรับผู้บริโภค) ปี 2565 มียอดขายประมาณ 5,000,000 ตัว มีการขยายตัวลดลงจากปีก่อนร้อยละ -12

IFR (2566) ยังรายงานว่า ปี 2565 ผู้ประกอบการ Service Robot ส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการจากสหรัฐอเมริกามากที่สุด มีจำนวนประมาณ 218 บริษัท โดยแบ่งเป็นบริษัทดั้งเดิมจำนวน 204 บริษัท บริษัท Start-ups จำนวน 13 บริษัท และบริษัทที่ไม่ทราบปีก่อตั้งจำนวน 1 บริษัท ประเทศที่มีผู้ประกอบการรองลงมา ได้แก่ จีน 106 บริษัท เยอรมนี 85 บริษัท และญี่ปุ่น 72 บริษัท ตามลำดับ แม้ว่าอุตสาหกรรมหุ่นยนต์บริการจะเป็นอุตสาหกรรมใหม่และกำลังเติบโตแต่ผู้ประกอบการเป็นผู้ประกอบการหน้าเก่าถึงร้อยละ 91

จากการสำรวจตลาด Service Robot (หุ่นยนต์บริการ) ในประเทศไทย ปี 2566 แนวโน้ม ปี 2567-2568 โดย ทีมวิเคราะห์ตลาดและเทคโนโลยี เนคเทค มีข้อค้นพบสำคัญดังนี้

  • ปี 2566 มูลค่าตลาดยังมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่การขยายตัวไม่สูงมากนัก เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง และเกิดการแข่งขันกันลดราคาเพื่อแย่งส่วนแบ่งการตลาด เพราะมีผู้ประกอบการเข้ามาแข่งขันมากขึ้น ทำให้ราคาค่าเช่าหุ่นยนต์บริการมีราคาลดลงอย่างมากเมื่อเทียกับปีก่อน โดยเฉพาะราคาเช่า Delivery Robot
  • ปี 2566 จำนวนหุ่นยนต์มีอัตราการเติบโตลดลงอย่างมาก เกิดจากการใช้งาน Delivery Robot ในธุรกิจร้านอาหารเริ่มถึงจุดอิ่มตัวโดยเฉพาะในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ต้องขยายตลาดไปที่ต่างจังหวัดแทน และขยายตลาดไปกลุ่มธุรกิจโรงพยาบาล และโรงแรมมากขึ้น แต่ทั้งนี้ Professional Cleaning Robot กลับมีการขยายตัวเพิ่มขึ้น

รูปที่ 1 สัดส่วนหุ่นยนต์บริการประเภทต่าง ๆ ในประเทศไทย ปี 2566
ที่มา: รายงานการสำรวจของเนคเทค ปี 2567

หมายเหตุ

[1] แบ่งประเภท Professional Service Robot ตาม International Federation of  Robotics (IFR) และไม่รวม AGV และ Service Robot ที่ใช้ภายในโรงงานอุตสาหกรรม
[2] Spray Robot/Disinfection Robot อยู่ในประเภท Professional Cleaning Robot
[3] *Other Medical Robot ส่วนใหญ่เป็นหุ่นยนต์ที่ดูแลผู้ป่วย หรือปฏิสัมพันธ์กับผู้สูงอายุ

ในรายละเอียด จากการสำรวจของเนคเทค ปี 2566 มีจำนวนหุ่นยนต์บริการในประเทศไทยสะสม (ตั้งแต่ปี 2561-2566) ประมาณ 4,600 ตัว[1] เพิ่มขึ้น 1,100 ตัว โดยส่วนใหญ่ร้อยละ 44 เป็นหุ่นประเภท Delivery Robot (Transportation & Logistics) (รูปที่ 1) อย่างไรก็ตามประเมินว่าสัดส่วนการใช้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญในปี 2567-2568

นอกจากนั้นการสำรวจปีนี้ มีการสัมภาษณ์ผู้ประกอบการที่ใช้งาน มีข้อค้นพบที่น่าสนใจดังต่อไปนี้

  • ภาคเอกชน ยังสนใจใช้หุ่นยนต์สนับสนุนการทำงาน ปัจจัยหลัก ๆ เพื่อทดแทนการขาดแคลนแรงงาน การเพิ่มประสิทธิภาพ และการทำงานในพื้นที่เสี่ยง น่าเบื่อ หรือไม่เหมาะสมที่จะให้มนุษย์อยู่ในพื้นที่ สำหรับเรื่องภาพลักษณ์เป็นปัจจัยรองที่ผู้ประกอบการคำนึงถึง
  • สำหรับผู้ประกอบการ-การใช้หุ่นยนต์ไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของทุกสิ่ง ผู้ใช้งานให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าในการลงทุนซึ่งเป็นปัจจัยหลักในการเลือกใช้หุ่นยนต์ของผู้ประกอบการ
  • ความต้องการและโอกาสในการใช้งานยังเพิ่มขึ้นเพราะลูกค้ารู้จักใช้และเลือกที่จะเช่าใช้มากกว่าซื้อขาด

แนวโน้มการใช้งานหุ่นยนต์บริการในประเทศไทยยังเพิ่มขึ้น จากปัจจัยสนับสนุนเรื่อง (1) การแข่งขันราคาอย่างรุนแรงจากแบรนด์ต่างประเทศทำให้ราคาลดลงอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งราคาอยู่ใกล้เคียงกับค่าจ้างแรงงานทักษะระดับกลาง (2) การยอมรับเพิ่มขึ้นของผู้ใช้ จากรูปลักษณ์ภายนอกที่ดูน่าใช้ ราคาเข้าถึงได้ และตัวอย่างการใช้งานหุ่นบริการมากขึ้น (3) เทคโนโลยีที่เข้าถึงเข้าใจได้ง่ายขึ้น ผู้ใช้ “เข้าใจ” ว่าต้องการใช้งานอะไร แค่ไหน

อย่างไรก็ตามลูกค้ากลุ่มเดิม ๆ เริ่มอิ่มตัวกับการใช้หุ่นยนต์ สำหรับร้านอาหารที่ไม่ได้ออกแบบ หรือวางแผนการจัดการพื้นที่สาขาที่ดีพอ ไม่มีพื้นที่พอสำหรับการเว้นระยะให้หุ่นเดินได้สะดวก ก็ทำให้การขยายตัวการใช้ทำได้ยากขึ้น ประกอบกับผู้ประกอบการเริ่มเห็นและเข้าใจแล้วว่าจะใช้หุ่นจำนวนเท่าใด ที่สาขาไหน จึงจะทำให้เกิด productivity สูงสุด และคุ้มค่ามากที่สุด จึงเลือกที่จะ “ซื้อเพิ่ม” เท่าที่จำเป็น และนำหุ่นเหล่านั้นมา “ทำงานร่วมกับคน” ไม่ใช่แทนคน

เชิงอรรถ
[1] การสำรวจรวมหุ่นยนต์บริการเพียง 5 กลุ่ม ได้แก่ Delivery Robot (Transportation & Logistics), Hospitality Robot, Professional Cleaning Robot, Security Robot และ Other Medical Robot โดยไม่รวมหุ่นยนต์บริการที่ใช้ในโรงงานอุตสาหกรรม โดรนการเกษตร ฯลฯ จำนวนจึงอาจต่ำกว่าการสำรวจหรือข้อมูลจากแหล่งอื่น

บทความโดย

สิรินทร อินทร์สวาท, ปณิตา ล่ำซำ
ทีมวิเคราะห์ตลาดและเทคโนโลยี
ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ

ดาวน์โหลดเอกสารฉบับเต็มได้ที่นี่

]]>
ก้าวสำคัญของการพัฒนา “แพลตฟอร์มหุ่นยนต์เคลื่อนที่อัตโนมัติ” สำหรับงานบริการในประเทศไทย https://www.nectec.or.th/news/news-article/service-robot-platform.html Mon, 19 Jun 2023 09:00:20 +0000 https://www.nectec.or.th/?p=33479

บทความ : ทีมวิจัยสมองกลอัจฉริยะและความจริงเสมือน (SMR)
กลุ่มวิจัยไอโอทีและระบบอัตโนมัติสำหรับงานอุตสาหกรรม (IIARG)
ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC)
เรียบเรียง : กานตวี ปานสีทา

หุ่นยนต์บริการและแนวโน้มการเติบโตในประเทศไทย

การนำหุ่นยนต์เข้ามาช่วยเหลือหรือเติมเต็มในสิ่งที่มนุษย์ทำไม่ได้ เป็นหนึ่งปัจจัยที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อวิถีการใช้ชีวิตของคนสังคมทุกภาคส่วน ทั้งภาคการเกษตร การผลิต และการบริการ มีการปรับตัวนำหุ่นยนต์เข้ามาใช้ร่วมกับการทำงานของมนุษย์ โดยเฉพาะในวิถีชีวิตยุคใหม่ (New Normal) มีความต้องการนำหุ่นยนต์บริการ เข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระและงานบางส่วนของมนุษย์เพิ่มมากขึ้น หุ่นยนต์บริการกำลังเป็นที่นิยมและตลาดอุตสาหกรรมทั่วโลกยังเติบโตอย่างต่อเนื่องทั้งในด้านของการลงทุนและการวิจัยและพัฒนา

สำหรับประเทศไทย มีการนำหุ่นยนต์บริการสำหรับมืออาชีพ (Professional service robot) มาใช้ในด้านต่างๆ เช่น หุ่นยนต์ส่งของที่ใช้ในร้านอาหาร หุ่นยนต์ส่งของที่ใช้ในโรงพยาบาล โรงแรม คอนโด ฯลฯ และมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ในอนาคตข้างหน้าอาจจะมีการนำหุ่นยนต์บริการส่งของภายในอาคารไปใช้ทดแทนหุ่นยนต์ส่งของที่ใช้ในโรงงาน จากรายงานตลาดและอุตสาหกรรม หุ่นยนต์บริการ (Service robot) ในประเทศไทยปี พ.ศ. 2565 และแนวโน้มปี พ.ศ 2566-2567 ทีมวิเคราะห์ตลาดและเทคโนโลยี ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ  พบว่ามูลค่าตลาดหุ่นยนต์บริการสำหรับมืออาชีพ (Professional service robot) ในประเทศไทย ปี พ.ศ. 2565 มีมูลค่าประมาณ 398 ล้านบาท ซึ่งเติบโตจากปีก่อนประมาณร้อยละ 30.5   และจากการศึกษาตลาดหุ่นยนต์บริการในไทยปี พ.ศ. 2566-2567 จะมีอัตราการเติบโตต่อปีประมาณร้อยละ 20 โดยมีมูลค่าตลาดอยู่ที่ 477 ล้านบาท และ 572.4 ล้านบาท ตามลำดับ

ตารางแสดงมูลค่าตลาดและจำนวนหุ่นยนต์บริการในประเทศไทยปี พ.ศ. 2565-2567

ตลาดหุ่นยนต์บริการสำหรับมืออาชีพ (Professional service robot) เติบโตในช่วงที่ประเทศไทยเกิดวิกฤตโควิด-19 การใช้หุ่นยนต์บริการในสำนักงานและร้านค้ากำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นจากโควิด โดยในปี 2022 ที่ผ่านมา การใช้หุ่นยนต์ทำความสะอาด หุ่นยนต์เสิร์ฟ หุ่นยนต์ส่งของภายในอาคาร และหุ่นยนต์ในคลังสินค้าเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก ในขณะที่หุ่นยนต์บริการประเภทอื่น เช่น หุ่นยนต์ทำอาหาร ก็เริ่มมีการนำมาใช้งานมากขึ้น ทำให้ตลาดเปิดรับเทคโนโลยีได้เร็วและง่ายขึ้น

ปัจจัยสำคัญของการพัฒนาแพลต์ฟอร์มหุ่นยนต์เคลื่อนที่สำหรับงานบริการ

จากกระแสการเติบโตของตลาดหุ่นยนต์บริการ และแนวโน้มการนำหุ่นยนต์บริการไปใช้งานในด้านต่างๆ  ผู้ประกอบการในประเทศไทยส่วนใหญ่  มีการนำเข้าหุ่นยนต์บริการจากต่างประเทศ มีการทำธุรกิจหุ่นยนต์บริการในประเทศไทยใน 2 รูปแบบ คือการขายขาด และการเช่าซื้อ โดยนิยมให้บริการแบบเช่าซื้อมากกว่า  การขายขาด เนื่องจากค่าเช่าบริการต่อเดือน ต่อปี ถูกกว่า และหากเช่าหลายปีราคาค่าเช่าบริการก็จะถูกลงด้วย  ผู้ประกอบการในประเทศไทยจะจับกลุ่มลูกค้าเฉพาะกลุ่ม เช่น โรงพยาบาล กลุ่มผู้สูงอายุ ห้างสรรพสินค้า  ผลิตและพัฒนาหุ่นยนต์เคลื่อนที่อัตโนมัติ สำหรับใช้งานเฉพาะทาง เช่น หุ่นยนต์ส่งของในโรงพยาบาล  หุ่นยนต์ส่งอาหาร  หุ่นยนต์เคลื่อนที่นำทางและบริการในห้างสรรพสินค้า โดยจุดเด่นของหุ่นยนต์ที่พัฒนานี้จะที่มีลักษณะเฉพาะ ปรับเปลี่ยนได้ตามความต้องการของลูกค้า  และพัฒนาต่อยอดให้มีระบบ ชุดคำสั่ง ภาษาในการโต้ตอบเป็นภาษาไทย  

ผู้ประกอบการที่นำเข้าหุ่นยนต์บริการจากต่างประเทศ และพัฒนาหุ่นยนต์เองในประเทศส่วนใหญ่  ต้องพัฒนาระบบเชื่อมต่อกับชุดควบคุมและระบบนำทางที่มีราคาสูง  หุ่นยนต์บริการบางประเภทนำเข้าจากต่างประเทศ และไม่สามารถปรับแต่งโปรแกรมเพิ่มเติม โดยเฉพาะการพัฒนาในส่วนโปรแกรม ไม่มีส่วน I/O Interface ทำให้ผู้ประกอบการต้องจัดหาอุปกรณ์เสริม เช่น PLC เพิ่มเติมเพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ ซึ่งการพัฒนาโปรแกรมเพื่อเชื่อมต่อกับ API (Application Programming Interface) ของหุ่นยนต์  ยังไม่มีการทดสอบด้านซอฟต์แวร์ของตัวหุ่นยนต์ (ISO 13482) กับหน่วยงานภายนอก นอกจากนี้ก็ยังไม่มีการทดสอบ PDPA ในซอฟต์แวร์ของตัวหุ่นยนต์เช่นกัน เพราะหุ่นยนต์ที่ใช้งานอยู่ในท้องตลาดส่วนใหญ่ยังไม่มีการปฏิสัมพันธ์กับผู้ใช้บริการ เช่น การจดจำใบหน้า รูปและไม่มีการเก็บข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้บริการ ผู้ประกอบการไทยจะทดสอบหุ่นยนต์บริการต่อเมื่อมีข้อกำหนดทางกฎหมายบังคับเท่านั้น เพราะการต้องผ่านมาตรฐานต่าง ๆ ที่กฎหมายไม่ได้บังคับจะถือเป็นต้นทุนที่เพิ่มขึ้นของผู้ประกอบการ  

มาตรฐานสากลสำหรับหุ่นยนต์บริการ

ปัจจุบัน หุ่นยนต์บริการที่นำเข้าจากต่างประเทศจะมีมาตรฐานสากลตามที่บริษัทผู้ผลิตได้ทดสอบมาตรฐานเพื่อทำให้ผลิตภัณฑ์สามารถขายได้ทั่วโลก เช่น มาตรฐาน CE, FCC, IEC  สำหรับประเทศไทยยังไม่มีข้อกำหนดทางกฎหมายบังคับในด้านมาตรฐาน สำหรับการผลิตหรือพัฒนาหุ่นยนต์บริการ หากผู้ประกอบการจะผลิตหรือพัฒนาหุ่นยนต์บริการเฉพาะทาง โดยเฉพาะหุ่นยนต์บริการที่ใช้ทำงานร่วมกับมนุษย์ในวิถีชีวิตยุคใหม่ ควรมีการรับรองมาตรฐานอุตสาหกรรมหุ่นยนต์บริการทั้งในประเทศ และต่างประเทศ (CE mark: ISO 13482)[1]  ISO 13482 ประกอบด้วยข้อกำหนดเฉพาะทางและแนวทางในการออกแบบ ตัวชี้วัดการป้องกัน และข้อมูลสำหรับการใช้หุ่นยนต์ดูแลมนุษย์ โดยทั่วไปมี 3 ประเภท ได้แก่

  • หุ่นยนต์เคลื่อนที่ (Mobile service robot) มีลักษณะเป็นหุ่นยนต์ที่เคลื่อนที่ได้อิสระในการทำงานตามที่สั่งการและช่วยการติดต่อทางกายภาพกับมนุษย์ เช่น หุ่นยนต์มัคคุเทศก์ หุ่นยนต์ทำความสะอาด
  • หุ่นยนต์ที่ทำงานทางกายภาพ (Physical assistant robot) มีลักษณะไว้สวมใส่กับมนุษย์หรือผูกติดกับมนุษย์ เพื่อช่วยสนับสนุนหรือเพิ่มความสามารถทางกายภาพ ซึ่งขึ้นอยู่กับลักษณะทางกายภาพของบุคคล ตัวอย่างเช่น ชุดที่ทำขึ้นเพื่อสวมใส่สำหรับการฟื้นฟูสภาพร่างกายของผู้ที่กล้ามเนื้ออ่อนแรง
  • หุ่นยนต์ที่ช่วยในการเดินทาง (Person carrier robot) เป็นหุ่นยนต์ที่มีลักษณะเป็นอุปกรณ์ที่มีที่นั่งหรือวางเท้า ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการขนส่งมนุษย์ไปยังสถานที่ต่างๆ ด้วยตนเอง หรือมีอิสระในการเคลื่อนไหว

มาตรฐานนี้เป็นข้อกำหนดที่พัฒนาขึ้นเพื่อควบคุมความเสี่ยงด้านความปลอดภัยที่อาจเกิดเนื่องจากมีการใช้หุ่นยนต์และตอบโต้กับมนุษย์อย่างใกล้ชิดมากยิ่งขึ้น

การพัฒนาแพลตฟอร์มหุ่นยนต์เคลื่อนที่อัตโนมัติสำหรับงานบริการ

ระบบปฏิบัติการของหุ่นยนต์บริการ  โดยเฉพาะระบบหลักของหุ่นยนต์เคลื่อนที่อัตโนมัติ ทั้งในส่วนกลไก (Mechanics) ระบบไฟฟ้า เช่น บอร์ดควบคุม หรือ Embedded Mobile Robot Controller (eMR) บอร์ดเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ภายนอก รวมถึงการพัฒนาโปรแกรมสร้างแผนที่ (Mapping) และนำทาง (Navigation) ซึ่งล้วนแต่เป็นองค์ประกอบสำคัญของการพัฒนาหุ่นยนต์บริการที่สามารถปรับแต่งในส่วนต่างๆ เพื่อให้เหมาะสมกับการนำไปใช้ในงานบริการที่หลากหลาย ผู้ประกอบการไทยที่นำเข้าหุ่นยนต์บริการและต้องการพัฒนาระบบการใช้งานหุ่นยนต์บริการเฉพาะด้าน ต้องมีความรู้ความเชี่ยวชาญ ในการพัฒนาองค์ประกอบต่างๆ ของหุ่นยนต์บริการ ทีมวิจัยสมองกลอัจฉริยะและความจริงเสมือน (SMR) กลุ่มวิจัยไอโอทีและระบบอัตโนมัติสำหรับงานอุตสาหกรรม (IIARG) ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) ได้พัฒนาพัฒนาแพลตฟอร์ม “หุ่นยนต์เคลื่อนที่” ให้ครอบคลุมรูปแบบการใช้งาน (Application) และมีต้นทุนการผลิตต่ำ มีองค์ประกอบสำคัญของการพัฒนา ใน  2 ส่วน คือ

1. ส่วนฮาร์ดแวร์

• บอร์ดควบคุมการเคลื่อนที่ (Embedded Mobile Robot Controller: eMR)
• User-Defined I/O Module (Ublock)
• กลไกของหุ่นยนต์

2. ส่วนซอฟต์แวร์

• โปรแกรมควบคุมการทำงานของหุ่นยนต์บน (Robot Operating System: ROS)
• GUI สำหรับสร้างแผนที่ และกำหนดตำแหน่งเป้าหมายของหุ่นยนต์
• การโปรแกรมแบบ Blockly ไม่จำเป็นต้องมีความรู้โปรแกรมขั้นสูง

ภาพแสดงการทำงานระบบรวม 2 ส่วน  ทั้งฮาร์ดแวร์ และซอฟต์แวร์  ของการพัฒนาแพลตฟอร์มหุ่นยนต์เคลื่อนที่อัตโนมัติ 

ส่วนสำคัญของการพัฒนาแพลตฟอร์มหุ่นยนต์เคลื่อนที่อัตโนมัติ  คือการพัฒนาบอร์ดควบคุม (eMR) และบอร์ดเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ภายนอก (Ublock) ให้ผู้ประกอบการสามารถพัฒนาโปรแกรมแบบ Blockly สำหรับประยุกต์ใช้ Application

โดยบอร์ด eMR นำมาใช้ในการควบคุมการเคลื่อนที่ของหุ่นยนต์ จะติดตั้ง Raspberry Pi CM4 เพื่อเชื่อมต่อกับเซนเซอร์สำหรับทำแผนที่และนำทาง นอกจากนั้นภายในบอร์ดยังสามารถเลือกใช้ไมโครคอนโทรลเลอร์ Arduino platform  ได้แก่ Teensy, ESP32, SAMD51 และ RP2040 สำหรับควบคุมการทำงานของมอเตอร์และอุปกรณ์เชื่อมต่อหุ่นยนต์ต่างๆ เช่น เซนเซอร์ระบุตำแหน่ง ความเร็วและความเร่ง (IMU) และเซนเซอร์ตรวจจับวัตถุรอบตัวหุ่นยนต์ เช่น Ultrasonic sensor และ Cliff sensor ผ่านพอร์ต RS485 รวมถึงการรับสัญญาณเอนโคดเดอร์ สำหรับบอรด์ Ublock ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อให้ผู้ใช้งานพัฒนาโปรแกรมเพื่อเชื่อมต่อระหว่าง application กับบอร์ด eMR โดยทั้งสองบอร์ดถูกพัฒนาขึ้น โดยมีการออกแบบให้ครอบคลุมการนำไปใช้กับ application ที่หลากหลาย และเน้นให้มีต้นทุนการผลิตต่ำ  

นอกจากนี้ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ หรือ เนคเทค ซึ่งเป็นหน่วยงานภาครัฐและมีห้องปฎิบัติการทดสอบซอฟต์แวร์ที่ผ่านการรับรอง มอก. 17025 แห่งเดียวในประเทศไทย สามารถทดสอบซอฟต์แวร์ในตัวหุ่นยนต์เคลื่อนที่ (Mobile service robot) ที่มีการใช้ และพัฒนาอยู่ในประเทศไทย และเพื่อเป็นการยกระดับศักยภาพอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์หุ่นยนต์บริการของไทย ให้สามารถผลิตและใช้งานหุ่นยนต์บริการ บนแพลตฟอร์มหุ่นยนต์เคลื่อนที่อัตโนมัติ การมีมาตรฐานจึงเป็นก้าวสำคัญการของการพัฒนาแพลต์ฟอร์มหุ่นยนต์เคลื่อนที่อัตโนมัติ เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถพัฒนาต่อยอดได้ง่ายและสามารถแก้ไขดัดแปลงส่วนต่างๆ ได้เองอีกด้วย

แหล่งอ้างอิง

[1] มาตรฐาน ISO 13482 สร้างความเชื่อมั่นในความปลอดภัยให้หุ่นยนต์ผู้ช่วยมนุษย์, 04 มี.ค. 2014, สืบค้นเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2566 [ https://intelligence.masci.or.th/%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%90%e0%b8%b2%e0%b8%99-iso-13482 ]

]]>
เนคเทค สวทช. ร่วมผลักดันอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ไทย ก้าวข้ามข้อจำกัดด้านมาตรฐานเปิดโอกาสสู่ตลาดสากล https://www.nectec.or.th/news/news-article/service-robot-2.html Thu, 23 Mar 2023 13:39:18 +0000 https://nectec.or.th/?p=33981
สวทช. โดย เขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศไทย (Software Park Thailand) ศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (PTEC) และห้องปฏิบัติการทดสอบซอฟต์แวร์ (SQUAT) เนคเทค (NECTEC) ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) โดยกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ (กทปส.) เปิดตัว “โครงการยกระดับศักยภาพอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์หุ่นยนต์บริการ (Service Robot) และผลิตภัณฑ์ Internet of Things (IoT) ของไทยสู่อาเซียน” ด้วยการอบรมทั้งด้านเทคนิคและธุรกิจพร้อมรับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญทั้งทางเทคนิคและธุรกิจและการให้ทุนสนับสนุนรวมมูลค่ากว่า 3,000,000 บาท ณ เขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศไทย วันที่ 23 มีนาคม 2566
 
ศ.ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสวทช. เป็นประธานเปิดกิจกรรม โดยกล่าวถึง ความสำคัญของการยกระดับศักยภาพอุตสาหกรรม Service Robot & IoT ความว่า ปัจจุบันเราอยู่ในช่วงที่เทคโนโลยีเติบโตแบบทวีคูณ (Exponential Growth) ซึ่งทำให้เกิดผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านทรัพยากรเชิงพลังงาน อีกมุมหนึ่งก็เป็นโอกาสที่จะนำเทคโนโลยีไอโอทีและปัญญาประดิษฐ์เหล่านี้มาพัฒนาคุณภาพชีวิตโดยใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าที่สุด หากย้อนกลับไปถ้าประเทศไทยไม่เริ่มต้นพัฒนาซอฟต์แวร์ ประเทศจะเสียโอกาสในการพัฒนาดิจิทัลเทคโนโลยีเป็นอย่างมากเนื่องจากในอดีตอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์อาจจะไม่สามารถมีปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์ได้ดีนัก ปัจจุบันเมื่อมีความพร้อมทางด้านเทคโนโลยี ซอฟต์แวร์ และ ฮาร์ดแวร์ ทำให้เกิดผลิตภัณฑ์ไอโอทีในประเทศไทยมีปริมาณมากกว่า 50% หากเราไม่พัฒนาผลิตภัณฑ์ไอโอทีให้เกิดขึ้นโดยคนไทย เราจะเป็นเพียงผู้นำเข้า ซึ่งจะเสียประโยชน์อย่างมาก
 
การยกระดับศักยภาพอุตสาหกรรม Service Robot & IoT สวทช. มองความสำเร็จใจภาพรวมของประเทศ คือ ไม่ใช่ผู้ประกอบการบางรายที่จะสามารถสร้างรายได้จากอุตสาหกรรมนี้ แต่เราต้องสร้างรายได้ร่วมกันโดยมีการควบคุมคุณภาพการผลิต เพื่อให้เกิดความปลอดภัยต่อผู้ใช้งาน ไม่ก่อให้เกิดปัญหาต่อสังคม โดย สวทช. จะมุ่งเน้นลงทุนเครื่องมือ ทรัพยากร และบุคลากร ในการสนับสนุนพัฒนาให้อุตสาหกรรมด้านหุ่นยนต์และไอโอทีเป็นที่ยอมรับทั้งในระดับประเทศและสากล
 

ส่องเทรนด์การเติบโตของตลาดหุ่นยนต์โลกและไทย

อุตสาหกรรมหุ่นยนต์เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมายของไทยที่กำลังมาแรงในระดับสากล ในปี 2021 ทั่วโลกมีการติดตั้งหุ่นยนต์มากที่สุดในรอบ 10 ปี ดร.ประพิณ อภินรเศรษฐ์ กรรมการบริหาร บริษัท เลิศวิลัย แอนด์ ซันส์ จำกัด กรรมการผู้จัดการ บริษัท ควอดราเทคโนโลยี จำกัด และ นายกสมาคม Thai Automation and Robotics Association (TARA) เล่าถึงข้อมูลจากรายงาน World Robotics Report 2022 โดย IFR International Federation of Robotics ในปี 2021 ประเทศไทยอยู่ในลำดับที่ 12 จากทั้งหมด 15 ประเทศที่มีการติดตั้งหุ่นยนต์สูงสุด โดยนำหุ่นยนต์เข้ามาใช้งานใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ ด้านยานยนต์ (Automotive) ด้านไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (Eletricals/Electronics) และ ด้านโลหะและเครื่องจักร (Metal and machinery) จากความเติบโตอย่างเป็นประวัติการณ์ของอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ของทั่วโลกและไทย ทำให้ความท้าทายต่อประเทศไทยว่าทำอย่างไรให้เปลี่ยนสถานะจากผู้นำเข้ามาเป็นเจ้าของเทคโนโลยีเหล่านี้ ซึ่งปัจจุบันรัฐบาลได้มีนโยบายสนับสนุนการลงทุนมาตรการส่งเสริมการลงทุนอุตสาหกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติตั้งแต่ปี 2561 ถึงปัจจุบันมีมูลค่าการลงทุนรวมกว่า 27,000 ล้านบาท รวมถึงมาตรการรับรองเพื่อการยกเว้นด้านภาษีเงินได้นิติบุคคลอีกด้วย
 
นอกจากนี้ ดร.ประพิณ ยังได้แลกเปลี่ยนตัวอย่างการนำ หุ่นยนต์ขนย้ายสินค้าอัตโนมัติไปใช้ในโรงงาน (Autonomous Mobile Robots หรือ AMRs) รวมถึงอธิบายแนวคิด Thailand Industry 4.0 ที่ทุกสิ่งเชื่อมโยงถึงกัน (Everything Connected) ด้วย Quadra Technology ซอฟต์แวร์ซึ่งเป็นตัวกลางที่ทำให้ระบบทุกอย่างภายในโรงงานสื่อสารและทำงานร่วมกัน โดยการเชื่อมต่อข้อมูลของระบบทุกอย่างทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ในส่วน OT และ IT เข้าด้วยกัน ต้องมีมาตรฐานเชื่อมต่อ Interoperability for Industrie 4.0 ซึ่งหนึ่งในมาตรฐานที่มีอยู่ขณะนี้คือ IEC 62541 ที่รับมาจาก OPC Unified Architecture (OPC UA) เพื่อให้เครื่องจักรสื่อสารและส่งต่อข้อมูลถึงกันโดยไม่ติดปัญหาเรื่องอุปกรณ์ต่างชนิด ต่าง PLC ต่างแพลตฟอร์ม และทำให้เกิดเป็นระบบ IIoT ที่ใช้ในโรงงานอุตสาหกรรม
ด้านหุ่นยนต์บริการ (Service Robots) ในประเทศไทย คุณสิรินทร อินทร์สวาท ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารโครงสร้างพื้นฐาน (IMD) เนคเทค สวทช. และทีมวิเคราะห์ตลาดและเทคโนโลยี ได้ศึกษาและวิเคราะห์ตลาดและอุตสาหกรรมหุ่นยนต์บริการในประเทศไทย ปี พ.ศ. 2565 และแนวโน้มปี พ.ศ 2566-2567 พบว่า ตลาดหุ่นยนต์บริการในประเทศไทยเติบโตกว่า 140% โดยมีหุ่นยนต์บริการใช้งานจริงในประเทศกว่า 1,660 ตัว ผู้ประกอบการด้านหุ่นยนต์บริการของไทยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ Professional Service Robots และ Consumer Service Robots ถึงแม้ว่าปัจจุบันจะผู้ประกอบการส่วนใหญ่เป็นผู้นำเข้า แต่ก็มีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะพัฒนาบางองค์ประกอบให้เป็นของไทย โดยผู้ประกอบการทั้งสองกลุ่มนี้มีมูลค่าการตลาดและการใช้งานค่อนข้างสูง โดยเฉพาะการใช้หุ่นยนต์บริการในโรงงานอุตสาหกรรมมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ในกลุ่ม Consumer Service Robots ประเภทเครื่องดูดฝุ่นอัตโนมัติ มีมูลค่าการนำเข้าประมาณ 80 ล้านบาท จำนวนมากกว่า 2 แสนตัวในปี 2565 มีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ย 5 ปีที่ผ่านมาปีละ 16% นอกจากนี้ยังมีโมเดลธุรกิจทั้งขายขาด และเช่าซื้อ สำหรับหุ่นยนต์ขนส่ง (Delivery Robots) นิยมเช่าซื้อ ราคาเช่าประมาณ 15,000-18,000 บาท/เดือน ใกล้เคียงกับค่าจ้างพนักงานหนึ่งคนรวมสวัสดิการ ซึ่งโมเดลธุรกิจที่หลากหลาย ในราคาที่เข้าถึงได้และยุคที่ค่าจ้างแรงงานสูงขึ้นเรื่อย ๆ นี้เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนให้ตลาดหุ่นยนต์บริการในประเทศไทยเติบโต ประกอบกับมี used case ในประเทศมากขึ้น นอกจากนี้การใช้หุ่นยนต์บริการยังช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีของธุรกิจอีกด้วย สำหรับปัจจัยที่ประเทศยังต้องพัฒนาเพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมนี้ ได้แก่ การสร้างบุคคลากรที่มีความเชี่ยวชาญรองรับการเติบโตอย่างรวดเร็วของอุตสากรรมหุ่นยนต์ มาตรฐานคุณภาพและความปลอดภัยสำหรับหุ่นยนต์ที่ใช้ในบริบทเฉพาะ เช่น โรงพยาบาล การดูแลผู้ป่วย ผู้สูงอายุ โครงสร้างพื้นฐานที่รองรับการทำงานของหุ่นยนต์ เช่น การทำถนน เส้นทาง สภาพแวดล้อมภายในอาคาร สำหรับการใช้งานหุ่นยนต์ในพื้นที่ เป็นต้น

การพัฒนามาตรฐานและโอกาสในการแข่งขันของอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ในไทย

ในช่วงท้ายของกิจกรรมยังมีการอภิปราย “โอกาสในการแข่งขันของอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์หุ่นยนต์บริการ และผลิตภัณฑ์ Internet of Things (IoT) และประโยชน์ที่ผู้ใช้งาน จะได้รับจากการใช้ผลิตภัณฑ์หุ่นยนต์บริการ และผลิตภัณฑ์ IoT โดยมีดร.ภัทราวดี พลอยกิติกูล ผู้อำนวยการเขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศไทย สวทช. เป็นผู้ดำเนินรายการ
 
เนื้อหาการอภิปรายเริ่มต้นจากมุมมองด้านมาตรฐานอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์หุ่นยนต์บริการและผลิตภัณฑ์ไอโอที โดยในมุมมองของ ดร.มหิศร ว่องผาติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้ง บริษัท ไฮฟ์กราวนด์ จำกัด เห็นว่ามาตรฐานดังกล่าวเปรียบเสมือน “กำแพงทางการค้า” จากประสบการณ์การส่งออกผลิตภัณฑ์ไปยังประเทศฟิลิปปินส์และญี่ปุ่นที่ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีมาตรฐานเรื่องนี้ ซึ่งการมาทดสอบมาตรฐานหลังจากที่สร้างผลิตภัณฑ์เรียบร้อยแล้วเป็นเรื่องที่ซับซ้อน ใช้เวลา และเงินเพิ่มมากขึ้น ดังนั้น หากมีการสนับสนุนการทดสอบมาตรฐานผลิตภัณฑ์เหล่านี้ โดยให้ผู้ประกอบการเริ่มต้นพัฒนาผลิตภัณฑ์โดยคำนึงถึงเรื่องมาตรฐานไปพร้อม ๆ กัน จะช่วยทลายกำแพงการส่งออกผลิตภัณฑ์หุ่นยนต์บริการและไอโอทีของไทยสู่สากลได้
 
อย่างไรก็ตามในมุมมองของ ดร.นิพัทธ์ รัศมีโกเมน ผู้จัดการทั่วไป บริษัท พีทีที เรส จำกัด นั้น เรื่องมาตรฐานเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนที่จำเป็นจะต้องมีกระบวนการทำให้เกิดความสมดุลระหว่างผู้ประกอบการและผู้บริโภค กล่าวคือ ในมุมมองของมาตรฐานสามารถแบ่งผลิตภัณฑ์หุ่นยนต์บริการและไอโอทีออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ๆ ได้แก่ (1) กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มีความจำเป็น หรือ ข้อบังคับว่าต้องมีมาตรฐาน อย่างผลิตภัณฑ์ในกลุ่มสุขภาพ และการแพทย์ (2) กลุ่มผลิตภัณฑ์และบริการทั่วไป ที่หากมีมาตรฐานจะถือว่าเป็นความโดดเด่นหรือข้อได้เปรียบของผลิตภัณฑ์ ดังนั้น การสร้างความสมดุลในเรื่องของมาตรฐานสำหรับ 2 กลุ่มนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อไม่ให้เรื่องของมาตรฐานไปกระทบต่อการเติบโตของธุรกิจในขณะเดียวกันก็ต้องคุ้มครองผู้บริโภคด้วย
 
สอดคล้องกับความคิดเห็นของ ดร.ไกรสร อัญชลีวรพันธุ์ ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์ ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (PTEC) ที่มองว่าการพัฒนามาตรฐานอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์หุ่นยนต์บริการและไอโอทีต้องปกต้องผู้ประกอบการและผู้บริโภคไปพร้อมกัน เรื่องจากการทดสอบมาตรฐานมีค่าใช้จ่ายที่สูงโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับการส่งออกที่ต้องผ่านการทดสอบในศูนย์ทดสอบที่สากลยอมรับเท่านั้น
 

ด้านเนคเทค สวทช. ที่ได้มีการจัดตั้ง ห้องปฏิบัติการทดสอบซอฟต์แวร์ SQUAT : Software Quality Testing Laboratory ดร.พนิตา เมนะเนตร นักวิจัย ห้องปฏิบัติการทดสอบซอฟต์แวร์ SQUAT กล่าวว่า SQUAT ถือเป็นห้องปฏิบัติการทดสอบซอฟต์แวร์ แห่งแรกของประเทศไทย ที่ผ่านการรับรองความสามารถห้องปฏิบัติการทดสอบ ตาม มาตรฐาน มอก.17025 (ISO/IEC 17025) โดยอธิบายบทบาทของ SQUAT ในด้านการทดสอบซอฟต์แวร์ง่าย ๆ ใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ 1) ด้านการทำงานเชิงหน้าที่ (Functional Suitability) ว่าสามารถทำงานได้อย่างถูกต้อง แม่นยำ ตรงตามที่ระบุไว้ในเอกสารกำกับผลิตภัณฑ์ (2) ด้านประสิทธิภาพ (Performance) ว่าระบบมีการตอบสนองและสามารถรองรับจำนวนผู้ใช้งานได้ตามที่ระบุไว้ และ (3) ด้านความมั่นคงปลอดภัย (Security) มาตรการการจัดการข้อมูลตาม PDPA เป็นต้น อีกทั้ง SQUAT ยังเก็บรวบรวมข้อผิดพลาดด้านมาตรฐานของที่พบบ่อยเพื่อนำมาแลกรูปแบบในรูปแบบ public training รวมถึงจัดทำ check lists คุณภาพของผลิตภัณฑ์ซอฟแวร์ตามมาตรฐานเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการไทยต่อไป

คุณอัครพล สุขตา กรรมการบริหารสมาคมไทยไอโอที ยังได้กล่าวเสริมว่าจะสมาคมไทยไอโอทีจะสนับสนุนการพัฒนามาตรฐานอุตสาหกรรมนี้ โดยเน้นการดาวน์สเกลต้นทุนของการพัฒนาหุ่นยนต์ให้กับ SME สร้างเครือข่ายการพัฒนาองค์ความรู้ด้านไอโอทีให้กับเยาวชน ร่วมถึงเป็นที่ปรึกษาให้กับผู้ประกอบการด้านผลิตภัณฑ์ไอโอทีอีกด้วย
 
นอกจากนี้ ศ.ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสวทช. ยังได้เยี่ยมชมบูธนิทรรศการจากผู้ประกอบการ และบริษัทชั้นนำ ที่มาจัดแสดงผลิตภัณฑ์ Service Robots & IoT มาใช้งานจริง รวมถึงบูธของศูนย์นวัตกรรมการผลิตยั่งยืน หรือ SMC โดยมี คุณอุดม โกมินทร์ และ คุณ อภิสิทธิ์ ตันตระวรศิลป์ ทีมวิจัยสมองกลอัจฉริยะและความจริงเสมือน (SMR) กลุ่มวิจัยไอโอทีและระบบอัตโนมัติสำหรับงานอุตสาหกรรม (IIARG) เนคเทค สวทช. นำเสนอชุดควบคุมสมองกลฝังตัวสำหรับหุ่นยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ (Embedded Mobile Robot Controller หรือ eMR)
 
ด้าน ดร.ภัทราวดี พลอยกิติกูล ผู้อำนวยการเขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศไทย สวทช. กล่าวว่า โครงการนี้มุ่งมั่นพัฒนาแพลตฟอร์มการให้บริการเพื่อยกระดับผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์หุ่นยนต์บริการ และผลิตภัณฑ์ IoT สู่อาเซียน เริ่มตั้งแต่การให้บริการพัฒนานวัตกรรม ที่มุ่งเน้นการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการเข้มข้น การให้คำปรึกษาทั้งทางด้านเทคโนโลยีและด้านธุรกิจ การสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็น ห้องปฏิบัติการเพื่อสร้างต้นแบบ โรงประลอง สนามพัฒนาทักษะการนำเสนอ และจัดหาที่ปรึกษาด้านคุณภาพมาตรฐานให้เพียงพอต่อความต้องการ ตลอดจนการทดสอบและรับรองผลิตภัณฑ์หุ่นยนต์บริการ และ ผลิตภัณฑ์ IoT ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานในระดับสากลแบบครบวงจรให้เกิดขึ้นในประเทศไทย และเป็นแห่งแรกในภูมิภาคอาเซียน โดยโครงการนี้ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) โดยกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ (กทปส.)
 
]]>
จับกระแสตลาดและอุตสาหกรรมหุ่นยนต์บริการ (Service robot) ในประเทศไทย https://www.nectec.or.th/news/news-public-document/service-robot.html Wed, 22 Mar 2023 11:09:56 +0000 https://www.nectec.or.th/?p=32256

โดย ทีมวิเคราะห์ตลาดและเทคโนโลยี
เนคเทค สวทช.

เนื่องจากโครงสร้างประชากรในประเทศต่าง ๆ มีผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น ค่าแรงงานในภาคการผลิตและภาคบริการสูงขึ้น ทำให้หุ่นยนต์เข้ามามีบทบาทในภาคอุตสาหกรรมการผลิต อุตสาหกรรมบริการ และชีวิตประจำวันของเราทุกคนมากขึ้นเรื่อย ๆ ในปี 2564 International Federation of Robotics: IFR ประเมินไว้ว่าหุ่นยนต์บริการสำหรับมืออาชีพ (Professional service robot) ทั่วโลกมียอดขาย 121,000 ตัว และเติบโตถึงร้อยละ 37 มี หุ่นยนต์บริการสำหรับผู้บริโภค (Consumer service robot) ใหม่ทั่วโลก 19 ล้านตัว และเติบโตร้อยละ 9

ทั้งนี้ประเภทหุ่นยนต์บริการสำหรับมืออาชีพที่มียอดจำหน่ายสูงสุด 3 อันดับแรกทั่วโลก ในปี พ.ศ. 2564 คือ หุ่นยนต์ทางการขนส่งและโลจิสติกส์ (Transportation and logistics) มีส่วนแบ่งทางการตลาดคิดเป็นร้อยละ 41 หุ่นยนต์ต้อนรับ (Hospitality) มีส่วนแบ่งทางการตลาดคิดเป็นร้อยละ 17 และหุ่นยนต์ทางการแพทย์ (Medical/healthcare) มีส่วนแบ่งทางการตลาดร้อยละ 12 ตามลำดับ IFR (2565) ยังรายงานอีกว่า ปี พ.ศ. 2564 ผู้ประกอบการหุ่นยนต์บริการทั่วโลกมีกว่า 1,010 ราย ทั้งนี้ไม่รวมผู้ประกอบการที่ให้บริการผลิตต้นแบบและรับเหมาในการวางระบบ (System integration) โดยส่วนใหญ่มาจากสหรัฐอเมริกา รองลงมาได้แก่ สาธารณรัฐประชาชนจีน และสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ตามลำดับ

การเติบโตการใช้งานหุ่นยนต์บริการหุ่นยนต์บริการทั่วโลกมีแนวโน้มเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ปัจจัยสนับสนุนหลัก ๆ คือ โครงสร้างประชากรโลกที่เปลี่ยนแปลง การขาดแคลนแรงงานทั้งที่มีฝีมือ และไร้ฝีมือ เทคโนโลยีที่ดีขึ้นที่ทำให้หุ่นยนต์มีรูปร่าง ลักษณะการทำงานที่ใช้งานง่าย สวยงามมากขึ้น และที่สำคัญที่สุด ระดับราคาเป็นที่ยอมรับของผู้ใช้งานได้ และยังมีรูปแบบธุรกิจใหม่ คือ Robot as a service (การเช่าใช้) ทำให้มีการเข้าถึงบริการหุ่นยนต์ได้ง่ายขึ้น

สำหรับประเทศไทย จากการสำรวจและวิเคราะห์โดย ทีมวิเคราะห์ตลาดและเทคโนโลยี เนคเทค พบว่าทิศทางการเติบโตของตลาดและอุตสาหกรรมหุ่นยนต์บริการทั้งแบบมืออาชีพและสำหรับผู้บริโภคทั่วไป มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีผู้ประกอบการกลุ่มหุ่นยนต์ที่ไปใช้งานเฉพาะด้านการต้อนรับ (Hospitality) การทำความสะอาด (Professional cleaning) และการขนส่งและโลจิสติกส์ (Transportation and logistics) รายหลักในประเทศราว 25-30 ราย ส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการที่นำเข้าเทคโนโลยีต่างประเทศ และนำมาทำตลาดในประเทศ โดยอาจจะมีการปรับปรุง (Customize) เองบางส่วน ปัจจุบัน (ปี 2565) มีหุ่นยนต์กลุ่มดังกล่าวอยู่ในประเทศประมาณ 1,660 ตัว มูลค่าตลาดประมาณ 400 ล้านบาท และมีการนำเข้าหุ่นยนต์ดูดฝุ่นในประเทศในปีเดียวกันประมาณ 0.27 ล้านตัว

ยังมีผู้ประกอบการกลุ่มเล็ก ๆ 3-5 บริษัท ที่มีการพัฒนาหุ่นยนต์ของไทยขึ้นมาเอง ทั้งที่พัฒนาส่วนสมองกลหรือชุดคำสั่ง และพัฒนาส่วนฮาร์ดแวร์ โดยจะผลิตหุ่นยนต์ตามความต้องการของลูกค้า มีการพัฒนาต่อยอดให้มีระบบ ชุดคำสั่ง ภาษาในการโต้ตอบเป็นของคนไทย โดยสามารถจับกลุ่มลูกค้าที่เป็น Niche market เช่น โรงพยาบาล กลุ่มผู้สูงอายุ ห้างสรรพสินค้า ฯลฯ ซึ่งต้องการหุ่นยนต์ที่มีลักษณะเฉพาะ ปรับเปลี่ยนได้ตามความต้องการของลูกค้า

โดยรวมแล้วถือว่าแนวโน้มการเติบโตของตลาดในประเทศไทยยังไปได้อีกมาก ด้วยปัจจัยต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น (1) การขาดแคลนแรงงานทั้งในระดับที่มีฝีมือ (Skilled labor) และไม่มีฝีมือ (Unskilled labor) (2) ราคาหุ่นยนต์อยู่ในระดับที่ผู้ใช้งานยอมรับได้ (3) มีตัวอย่างการใช้งานให้เห็น และง่ายต่อการใช้งาน (User friendly) มากขึ้น (4) สามารถสร้างภาพลักษณ์ให้กับองค์กร และ (5) ปัจจัยด้านโครงสร้างประชากรที่มีผู้สูงวัยมากขึ้น มีคนระดับใช้แรงงาน หรือทำงานลดลง เป็นต้น อย่างไรก็ตามยังมีความท้าทายของการเติบโตของตลาดและการใช้งาน.ในประเทศอีกพอสมควร ไม่ว่าจะเป็น โครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ยังไม่พอเพียง มาตรการสนับสนุนเพื่อให้เกิดการใช้งานยังไม่มากพอ และบุคลากรผู้มีทักษะเข้ามาอยู่ในอุตสาหกรรมยังมีความขาดแคลน เนื่องจากต้องใช้ทักษะหลากหลายสาขา ในขณะที่สินค้าที่นำเข้าจากต่างประเทศ แม้จะมีราคาจับต้องได้ แต่ผู้ประกอบการก็ยัง Customized อะไรได้ไม่มาก และยังไม่มีมาตรฐานหรือข้อกำหนดรองรับเพื่อปกป้องและสร้างความมั่นใจให้กับผู้ใช้งาน

 

สามารถดาวน์โหลดเอกสารได้ ที่นี่

รายงานตลาดและอุตสาหกรรมหุ่นยนต์บริการ (Service robot) ในประเทศไทย ปี พ.ศ. 2565 และแนวโน้มปี พ.ศ 2566-2567 

  • เอกสารนำเสนอตลาดและอุตสาหกรรมหุ่นยนต์บริการ (Service robot) ในประเทศไทย ปี พ.ศ. 2565 และแนวโน้มปี พ.ศ 2566-2567 [ ดาวน์โหลด ]
  • Executive summary (English) [ ดาวน์โหลด ]

บทวิเคราะห์โดย
ปณิตา ล่ำซำ, สิรินทร อินทร์สวาท, จิรพรรณ เชาวนพงษ์
ทีมวิเคราะห์ตลาดและเทคโนโลยี
อีเมล : miteam[at]nectec.or.th

]]>
ทีมวิจัยสมองกลอัจฉริยะและความจริงเสมือน (SMR) https://www.nectec.or.th/research/research-unit/iiarg-smr.html Mon, 13 Jun 2022 01:37:53 +0000 https://www.nectec.or.th/?p=18941

ทีมวิจัยสมองกลอัจฉริยะและความจริงเสมือน หรือ Smart Machine and Mixed Reality (SMR) เป็นทีมวิจัยทางด้านระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ ซึ่งแนวโน้มเครื่องจักรกลในอนาคตจะมีความฉลาดมากขึ้น โดยมีเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence, AI) อยู่เบื้องหลัง เครื่องจักรกลเหล่านี้สามารถทำงานที่ซับซ้อนที่เครื่องจักรแบบเดิมไม่สามารถทำได้ มีความสำคัญต่อการยกระดับภาคอุตสาหกรรมไทยให้มีการพัฒนาไปสู่อุตสาหกรรม 4.0  ประกอบกับการที่โลกกำลังก้าวเข้าสูงสังคมผู้สูงอายุจึงมีความจำเป็นต้องใช้เครื่องจักรกลหรือหุ่นยนต์ในงานต่าง ๆ เพื่อใช้ทดแทนแรงงานคนมากขึ้น

ที่ผ่านมาทีมวิจัย SMR มีโครงการวิจัยหุ่นยนต์ตรวจสอบเครื่องกำเนิดไฟฟ้า (Generator Inspection Vehicle : GIV) ที่ได้พัฒนาร่วมกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และถูกใช้งานในกิจการของ กฟผ. อยู่ในปัจจุบัน ทางทีมวิจัย SMR ยังมีงานวิจัยเกี่ยวกับแพลตฟอร์มที่ใช้ในงานอุตสาหกรรม เช่น โปรแกรม NomadML ที่เป็นเครื่องมือช่วยพัฒนาแบบจำลองของการเรียนรู้เชิงลึก (Deep Learning Model) สำหรับการตรวจสอบชิ้นงานด้วยภาพถ่าย และ แพลตฟอร์ม หุ่นยนต์เคลื่อนที่อัตโนมัติ (Autonomous Mobile Robot, AMR ) สำหรับช่วยพัฒนาหุ่นยนต์ส่งชิ้นงาน หุ่นยนต์ทำความสะอาด และ หุ่นยนต์สำรวจ เป็นต้น

นอกจากนี้เทคโนโลยีอีกประเภทที่มีแนวโน้มจะใช้งานมากในอนาคตคือ เทคโนโลยีวิศวกรรมดิจิทัล (Digital Engineering) ทั้งในส่วนของระบบเสมือนจริง (Virtual Reality : VR) และการประสานระหว่างโลกจริงกับระบบเสมือน (Augmented Reality : AR) เพราะเทคโนโลยีนี้สามารถลดต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้ การนำเอาเทคโนโลยีหุ่นยนต์และเทคโนโลยีวิศวกรรมดิจิตอลเข้ามาทำงานร่วมกันจะสามารถช่วยให้ระบบปฏิสัมพันธ์ระหว่างหุ่นยนต์และมนุษย์ดีขึ้น

วิสัยทัศน์

เป็นทีมวิจัยที่มีความเป็นเลิศทางด้านการพัฒนาเครื่องจักรกลหรือระบบอัตโนมัติด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ และวิศวกรรมดิจิทัล เพื่อสร้างต้นแบบที่มีนวัตกรรมร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร ทั้งภายในและภายนอกประเทศ

พันธกิจ

  • ดำเนินการวิจัย พัฒนา และออกแบบวิศวกรรม ในโจทย์ทางด้านหุ่นยนต์  ปัญญาประดิษฐ์ และวิศวกรรมดิจิทัล
  • ทำงานร่วมกันกับพันธมิตรทั้งภายในและภายนอกองค์กรโดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนานวัตกรรมทางด้านระบบอัตโนมัติ ที่ถูกนำไปใช้ได้จริงและสามารถอยุ่ได้ในท้องตลาด
  • ดำเนินการพัฒนาแพลตฟอร์มสำหรับขยายผลการใช้งานในภาคอุตสาหกรรม
  • สนับสนุนการทำงานของศูนย์นวัตกรรมการผลิตยั่งยืน (SMC) เพื่อช่วยผู้ประกอบการ ในการยกระดับสู่อุตสาหกรรม 4.0

เทคโนโลยีหลัก

  • เทคโนโลยีหุ่นยนต์บริการ (Service Robot) เน้นหุ่นยนต์สำหรับงานเชี่ยวชาญเฉพาะทาง (Service robot for professional use)
  • เทคโนโลยีแมชชีนวิชั่น  (Machine Vision) และ ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence, AI)
  • เทคโนโลยีความจริงเสมือน (Mixed Reality)
  • เทคโนโลยี Autonomous Mobile Robot สำหรับใช้ในการพัฒนาหุ่นยนต์ส่งของ หุ่นยนต์ทำความสะอาด และหุ่นยนต์สำรวจ

ผลงานเด่น

  • แพลตฟอรฺ์ม NomadML สำหรับช่วยพัฒนาโปรแกรมประยุกต์ทางด้านแมชชีนวิชั่น ที่ใช้ระบบปัญญาประดิษฐ์ในการประมวลผลภาพ
  • แพลตฟอร์ม eMR เป็นบอร์ดสำหรับนำไปพัฒนาต่อยอดเป็นหุ่นยนต์ AMR ในรูปแบบต่างๆ
  • ต้นแบบภาคอุตสาหกรรม หุ่นยนต์ตรวจสอบเครื่องกำเนิดไฟฟ้า รุ่นที่ 1 (2558) และ 2 (2563)
  • ต้นแบบภาคอุตสาหกรรม ชุดฝึกอบรบขับรถเกี่ยวนวดข้าวและรถขุด ด้วยเทคโนโลยี VR (2561)
  • ต้นแบบภาคอุตสาหกรรม อัลกอริธึมวางแผนสำหรับซอฟต์แวร์ระบบบริหารอะไหล่กังหันก๊าซ (2557)
  • ต้นแบบภาคอุตสาหกรรม ซอฟท์แวร์ระบบบริหารการตัดเหล็กเส้นในอุตสาหกรรมก่อสร้างระยะที่ 1 และ 2 (2555, 2561)
  • ต้นแบบเชิงพาณิชย์ เครื่องย้อมสไลด์อัตโนมัติรุ่นที่ 1 และ 2 (2557, 2560)
  • ต้นแบบภาคอุตสาหกรรม ระบบควบคุมเครื่องกัดและเครื่องกลึงอัตโนมัติในการศึกษา (2553)
  • ต้นแบบภาคสนาม UAV ตรวจไฟป่า (2563)

บุคลากรและความเชี่ยวชาญ

  • ดร.พิเชษฐ์ บุญหนุน : Machine Vision, Digital Real-Time Control System, Robot Operating System, Augmented Reality
  • ดร.กิตติพงศ์ เอกไชย : Optimization, Man-Machine Interface, Neural Network ROS2
  • ดร.วุฒิภัทร คอวนิช : Reconfigurable manufacturing system, Digital Real-Time Control System, Machine Vision
  • นายวุฒิกร เชาว์ประมวลกุล : Motion Control System, CNC & PLC System, Embedded Programming
  • นายอุดม โกมินทร์ : Automated Manufacturing System, Multi-Axis Motion control, Fuzzy Systems, Adaptive Control, Robot Control
  • นายประกอบ โกเมศวรากุล : Embedded System, Modbus RTU
  • ดร. อภิสิทธิ์ ตันตระวรศิลป์ : Robot Design, Embedded System
  • ดร. พงศกร สีขาว : Man-Machine Interface, Motion Control, Channel Coding in Communications
  • ดร. สิริชัย นิธิอุทัย : Machine Design , Robot Control
  • นายภานุพันธ์ ขวัญสุด : SCH & PCB Design, CAD/CAM Design
  • ดร. ธีศิษฏ์ ลีลาสวัสดิ์สุข : Image Processing, Machine Vision, Pattern Recognition, Gaze Detection, Machine Learning
  • ดร. วิทย์วศิน วิมลมงคลพร : Mechanical Design, Virtual Reality, Robotic, Human-Robot Interactions
  • นายพิเชษฐ พุดซ้อน : Man-Machine Interface, Graphical User Interface Programming
  • นายราชันย์ ไชยหาญ : Mechanical Design, Embedded System
  • นายศักย์ปณชัย เกศสิชาปกรณ์ : Machine Vision, Machine Learning, DevOps, Embedded System, Robot Operating System, Backend API
  • ดร. ณิชา อภิชิตโสภา : Computer Vision, Deep Learning, Image Processing

ติดต่อ

ทีมวิจัยสมองกลอัจฉริยะและความจริงเสมือน (SMR)
กลุ่มวิจัยไอโอทีและระบบอัตโนมัติสำหรับงานอุตสาหกรรม (IIARG)
ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค)
อีเมล : smr[at]nectec.or.th

]]>