Panel Discussion
Beyond Longevity: AI-Powered Healthcare & Wellness
3 กันยายน 2569
14.00 - 15.00 น.
ห้องประชุม 1
สรุปสาระสำคัญจากหัวข้อสัมมนา
Beyond Longevity: AI-Powered Healthcare and Wellness เมื่อ AI เปลี่ยนการแพทย์ไทยจาก “รักษา” สู่ “ป้องกัน”
ดาวน์โหลดเอกสารประกอบ
เวทีเสวนา Beyond Longevity: AI-Powered Healthcare and Wellness ฉายภาพอนาคตระบบสุขภาพไทย เมื่อ AI ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือช่วยวินิจฉัย แต่กำลังเชื่อมโยงข้อมูล การรักษา และการป้องกันโรค เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทย
ทพญ.อรชร ทองบุราณ ผู้อำนวยการสำนักดิจิทัลการแพทย์ กรมการแพทย์ ชี้ว่า หัวใจสำคัญของ Medical AI คือ “ข้อมูล” ที่ต้องมีมาตรฐาน เชื่อมโยงและใช้ร่วมกันได้ เพราะ “เมื่อข้อมูลมีมาตรฐานแล้ว เราถึงจะสามารถนำไปขับเคลื่อนงาน AI ได้อย่างน่าเชื่อถือ” เป้าหมายในอนาคตคือให้คนไทยเป็นเจ้าของ Personal Health Record ของตนเอง ใช้ข้อมูลเดียวกันได้ทั้งโรงพยาบาลรัฐและเอกชน และนำไปสู่การดูแลสุขภาพเชิงรุกมากขึ้น
พญ.ชญานิน นิติวรางกูร ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายนวัตกรรมและคู่ความร่วมมือ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล เน้นว่า Medical AI ต้องผ่านการควบคุมคุณภาพและพิสูจน์ความน่าเชื่อถือก่อนใช้งานจริง โดยโรงเรียนแพทย์มีบทบาทตั้งแต่พัฒนานวัตกรรม ทดสอบและติดตามประสิทธิภาพ ไปจนถึงสร้าง AI Literacy ให้แพทย์รุ่นใหม่ ในอีก 5 ปี AI จะถูกนำมาใช้มากขึ้นทั้งด้านวินิจฉัยและ Workflow ช่วยให้ “คนไข้ได้รับการรักษาที่ไวและเร็วขึ้น” พร้อมผลักดันระบบสุขภาพจากการรักษาไปสู่ Health Prevention มากขึ้น
คุณญานิสา สุนทรโยธิน ผู้จัดการส่วนพัฒนาธุรกิจ AI BDMS Health Intelligence Lab มองการใช้ AI ผ่าน 3 เสาหลัก ได้แก่ Productivity, AI Literacy และ Secure & Governance พร้อมย้ำว่า AI ที่นำมาใช้ต้องสร้าง Value จริง มีเจ้าของโครงการชัดเจน และมี Data Readiness รองรับ โดยอนาคต Federated Learning จะช่วยให้โรงพยาบาลร่วมกันพัฒนา AI ได้โดยไม่ต้องนำข้อมูลผู้ป่วยออกจากแต่ละแห่ง ทำให้ “คนไข้ยังเป็นเจ้าของข้อมูล” ขณะเดียวกันก็สามารถพัฒนาโมเดลที่เหมาะกับบริบทของคนไทยได้
ดร.มารุต บูรณรัช นักวิจัยอาวุโส กลุ่มวิจัยวิทยาการข้อมูลและการวิเคราะห์ NECTEC สวทช. กล่าวถึงบทบาทของ Medical AI Consortium ในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานตั้งแต่ Data Sharing เครื่องมือพัฒนาและทดสอบ AI ไปจนถึง Computing Resource โดยทิศทางต่อไปคือ Federated Learning Interoperability Platform ที่เปิดทางให้ AI เรียนรู้จากหลายโรงพยาบาลโดยข้อมูลสำคัญยังคงอยู่กับต้นทาง เพิ่มทั้งความปลอดภัยและโอกาสในการพัฒนา Medical AI ของประเทศ
นพ.ปิยะฤทธิ์ อิทธิชัยวงศ์ ผู้ดำเนินรายการ สรุปว่า จุดแข็งของประเทศไทยอยู่ที่การ “รวมพลังกันระหว่างหมอ เอ็นจิเนียร์ และสาย Business” พร้อมแรงสนับสนุนด้านนโยบายและโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อเปลี่ยนจากยุคที่ไทยต้องนำเข้า AI ไปสู่ยุคที่ “เราสามารถมี AI ของคนไทย ใช้เอง และสุดท้ายอาจไปขายต่างชาติได้ด้วย”
เวทีนี้จึงสะท้อนภาพเดียวกันว่า อนาคต Healthcare ไทยไม่ได้อยู่ที่ AI เพียงลำพัง แต่อยู่ที่การสร้างข้อมูลที่มีคุณภาพ เทคโนโลยีที่เชื่อถือได้ บุคลากรที่พร้อม และความร่วมมือของทุกภาคส่วน เพื่อเปลี่ยนการแพทย์จากการรักษาเมื่อป่วย ไปสู่การป้องกันและดูแลสุขภาพก่อนเกิดโรค
วิทยากร

ทพญ.อรชร ทองบุราณ
ผู้อำนวยการสำนักดิจิทัลการแพทย์

พญ.ชญานิน นิติวรางกูร
ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายนวัตกรรมและคู่ความร่วมมือ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

คุณญาณิศา สุนทรโยธิน
ผู้จัดการส่วนพัฒนาธุรกิจ AI BDMS Health Intelligence Lab เครือกรุงเทพดุสิตเวชการ

ดร.มารุต บูรณรัช
นักวิจัยอาวุโส กลุ่มวิจัยวิทยาการข้อมูลและการวิเคราะห์ เนคเทค สวทช.
ดำเนินรายการโดย

นพ.ปิยะฤทธิ์ อิทธิชัยวงศ์
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล และ ผู้ร่วมก่อตั้ง Preceptor AI สตาร์ทอัพ