Sustainable Manufacturing – NECTEC : National Electronics and Computer Technology Center https://www.nectec.or.th ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ Thu, 23 Jul 2026 20:29:35 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=7.0.4 https://www.nectec.or.th/wp-content/uploads/2022/06/cropped-favicon-nectec-32x32.png Sustainable Manufacturing – NECTEC : National Electronics and Computer Technology Center https://www.nectec.or.th 32 32 สรุปแนวทางใช้เทคโนโลยีอัปเกรดโรงงาน ‘แบบไม่เจ็บตัว’ อุดรอยรั่วการผลิต เซฟต้นทุน เริ่มสเกลเล็กแต่เห็นผลจริง https://www.nectec.or.th/news/news-article/sustainable-factory-tech-upgrade.html Thu, 23 Jul 2026 19:54:30 +0000 https://nectec.or.th/?p=43446

🔑 Key Message

จากผลิตให้มาก สู่ผลิตให้มีประสิทธิภาพ: ต้นทุนพลังงาน วัตถุดิบ แรงงาน และข้อกำหนดด้านความยั่งยืน ทำให้โรงงานต้องใช้ข้อมูลแบบ Real-time มาช่วยตัดสินใจมากขึ้น เป้าหมายจึงขยับจากการเพิ่มกำลังผลิตเพียงอย่างเดียว มาเป็นการผลิตให้แม่นยำ คุ้มค่า และลดความสูญเสียในกระบวนการ

เริ่มจากโจทย์จริง ไม่ใช่เทคโนโลยี: การนำ AI และระบบอัตโนมัติมาใช้ควรเริ่มจากการสำรวจปัญหาหน้างาน เลือกจุดที่ส่งผลต่อธุรกิจ และทดลองในขนาดที่วัดผลได้จริง ก่อนขยายสู่ระบบที่ใหญ่ขึ้น

ประเมินความพร้อมก่อนลงทุน: สวทช. เนคเทค และศูนย์นวัตกรรมการผลิตยั่งยืน (SMC) มีเครื่องมือช่วยโรงงานประเมินความพร้อมครอบคลุมด้านโรงงาน บุคลากร เทคโนโลยี และความยั่งยืน ตั้งแต่ Thailand i4.0 Index, Human Capability Framework, iSmart OEE, Daysie, ACAM ไปจนถึง UNAi ที่ช่วยให้เห็นข้อมูลตำแหน่งในโรงงานแบบเรียลไทม์

Table of Contents

เป้าหมายของการบริหารโรงงานในปัจจุบัน ขยับจากการวัดความสำเร็จด้วย ‘ปริมาณการผลิต’ มาเป็นความสามารถในการผลิตที่ ‘แม่นยำและสูญเสียน้อยที่สุด’ เมื่อต้นทุนทุกด้านปรับตัวสูงขึ้น ทั้งพลังงาน วัตถุดิบ และแรงงาน ผนวกกับข้อกำหนดด้านความยั่งยืนที่เข้มงวด ภาคอุตสาหกรรมจึงต้องหันมาพึ่งพาข้อมูลและเทคโนโลยี เพื่อพลิกโฉมการผลิตให้แม่นยำคุ้มค่า และลดความสูญเสียในกระบวนการ

บทความนี้พาไปถอดบทเรียนจากงาน Sustainable Manufacturing Executive Forum โดยศูนย์นวัตกรรมการผลิตยั่งยืน (SMC) เนคเทค สวทช. เจาะลึกตั้งแต่แนวคิดการใช้ AI แก้ปัญหาหน้างาน การเริ่มลงทุนจากสเกลเล็ก ๆ ไปจนถึงเครื่องมือประเมินความพร้อมจากภาครัฐ ที่จะช่วยเปลี่ยนโรงงานไทยให้พร้อมสู่การทำ Green Transformation ได้อย่างมั่นใจและตรงจุด

ปรับทิศทางการผลิต จากปริมาณสู่ประสิทธิภาพ

เมื่อต้นทุนวัตถุดิบ พลังงาน และแรงงานปรับตัวสูงขึ้น ขณะเดียวกันลูกค้า ตลาดส่งออก และนักลงทุนเริ่มให้ความสำคัญกับข้อมูลด้านความยั่งยืนมากขึ้น ภาคการผลิตจึงต้องกลับมาทบทวนวิธีการทำงานใหม่ทั้งหมด ดร.กรกช ธีวงศ์คำ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ Automation & IoT บริษัท เบทาโกร จำกัด (มหาชน) มองว่าแรงกดดันเหล่านี้ทำให้เป้าหมายขององค์กรเปลี่ยนไป โดยระบุว่า “เป้าหมายของเราคงจะไม่ใช่ผลิตให้มากเข้าไว้ แต่คงจะต้องเป็นการผลิตที่มีประสิทธิภาพสูงสุดบนการใช้ฐานข้อมูลแบบ Real-time เบทาโกรมองการเติบโตอย่างยั่งยืนบนการมีประสิทธิภาพไปพร้อม ๆ กัน”

ในมุมของเบทาโกร AI และ Green เป็นเรื่องที่เดินไปด้วยกัน เพราะการใช้ข้อมูลช่วยลดการใช้พลังงาน ลดต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการผลิตได้พร้อมกัน นอกจากการนำเทคโนโลยีมาใช้แล้ว ดร.กรกช ยังกล่าวถึงหัวใจสำคัญในการเปลี่ยนผ่าน คือ การสร้าง “AI Literacy” ให้กับคนในองค์กร “เทคโนโลยีเปลี่ยนไปเร็วมาก เราต้องรีบแคตช์เข้ามาใช้ ซึ่งแปลว่าหลังบ้านของเราต้องมีศักยภาพรองรับ อนาคตเราต้องมีภาพของการประยุกต์ใช้และต่อยอด Product ไปกับ AI ได้แบบยั่งยืน”

ด้าน คุณธัชพล จิรโมฬี ผู้จัดการส่วนเทคโนโลยีอัตโนมัติ บริษัท สยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด สะท้อนมุมมองว่า “ถ้าเกษตรกรอยู่ดี คูโบต้าก็อยู่ได้” สยามคูโบต้าจึงให้ความสำคัญกับคุณภาพของเครื่องจักรกลการเกษตรเป็นอันดับแรก ควบคู่กับการควบคุมต้นทุน ภายใต้โจทย์นี้ Automation และ AI จึงไม่ได้ถูกนำมาใช้ในลักษณะโปรเจกต์ แต่เริ่มเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของงานประจำวัน เช่น การช่วยพนักงานในงานที่ใช้แรงมาก โดยโรงงานกำหนดให้มีตัวช่วยเมื่อต้องยกของเกิน 8 กิโลกรัม รวมถึงงานที่จำเป็นต้องทำแต่ไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่มโดยตรงให้ลูกค้า ทั้งหมดนี้อยู่บนหลักคิดที่ว่า “การเลือกไม่ใช่เทคโนโลยีที่ดีที่สุด แต่เป็นการเลือกตัวที่คุ้มค่าและเหมาะสมเข้ามา เพื่อให้เกิดความยั่งยืน”

เปลี่ยนช่วงเวลาชะลอตัวให้เป็นจังหวะของการเริ่มต้น

ดร.พนิตา พงษ์ไพบูลย์ รองผู้อำนวยการเนคเทค สวทช. และผู้อำนวยการ SMC เล่าว่า ทีมนักวิจัยเตือนตัวเองเสมอว่า “อย่าให้เป็น Technology Push” ต้อง Supply Push เพราะสิ่งสำคัญของการขับเคลื่อนโรงงานสู่ระบบดิจิทัลคือ การออกไปทำความเข้าใจแรงกดดันที่โรงงานเผชิญอยู่จริง โดยเฉพาะเรื่องสภาพเศรษฐกิจ การตัดสินใจลงทุนภายใต้ภาวะที่ยอดขายลดลงและต้นทุนยังสูงอยู่ ไม่ใช่เรื่องง่าย

อย่างไรก็ตาม ดร.พนิตา ได้ถ่ายทอดประสบการณ์จากผู้ประกอบการที่ยังเดินหน้าทำ Digital Transformation ในช่วงวิกฤตว่า “เขาบอกว่าช่วงที่ยอดคำสั่งซื้อน้อยเป็นเวลาที่เหมาะสมในการปรับปรุงเครื่องจักร ใช้โอกาสที่สายการผลิตไม่ตึงตัวมาก ดึงพนักงานเข้ามาวันเสาร์-อาทิตย์เพื่อติดตั้งเซ็นเซอร์ IoT โดยไม่ต้องไปเสียดาย OT เมื่อไรวันที่ฟื้นจากวิกฤต เขาก็จะพร้อมทันที”

ดร.พนิตา แนะนำว่า “เริ่มเล็กๆ ก่อน พิสูจน์ให้ได้ว่าเทคโนโลยีเหมาะกับเราจริง แล้วค่อยขยาย” สอดคล้องกับมุมมองของคุณวรรัฐ สาระสุรีย์ภรณ์ ผู้จัดการส่วนการขายและการตลาด บริษัท เอ.ไอ. เทคโนโลยี จำกัด ซึ่งแนะนำให้โรงงานเริ่มจากการทำ Lean เพื่อค้นหาจุดสูญเสีย แล้วนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ เพื่อคัดเลือกกระบวนการนำร่องที่มีตัวชี้วัดชัดเจนก่อนขยายไปสู่ระบบอัตโนมัติขนาดใหญ่

“ปัจจุบันเป้าหมายเราใหญ่กว่า ‘การเอาคนออก’ เป้าหมายคือการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและลดการใช้ทรัพยากร โดยนำ Automation และ AI เข้ามาเป็นเครื่องมือช่วยยกระดับ เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายที่ใหญ่กว่านั้น” คุณวรรัฐ กล่าว

ใช้ AI จาก Pain Point ที่ชัดเจนและวัดผลได้

การนำ AI มาใช้ในโรงงานให้เกิดผลลัพธ์จริง ต้องเริ่มจากปัญหาที่ชัดเจนและมีผลต่อธุรกิจ คุณสุกิจ อัคคกิจโกศล DX & AI Division Director บริษัท ซี.เอส.ไอ. (ประเทศไทย) จำกัด ยกตัวอย่างการพัฒนา AI Vision Inspection สำหรับโรงงานผลิตหลอดไฟ ซึ่งเดิมใช้คนตรวจสอบจุดเชื่อมสายไฟ ทำให้เกิดความเหนื่อยล้าและประสิทธิภาพลดลง บริษัทจึงนำซอฟต์แวร์ TAKUMI ทำงานร่วมกับ AI Camera เพื่อตรวจจับจุดเชื่อมต่อ ซึ่งช่วยลดต้นทุนการรีเวิร์กและเห็นผลตอบแทนจากการลงทุนภายใน 3–6 เดือน

“อยากให้กลับไปดูว่าในโรงงานมี Loss ตรงไหนบ้าง และ Loss นั้นมี Impact กับธุรกิจขนาดไหน จากนั้นถึงค่อยเลือกมาพัฒนาจุดนั้น เราไม่ควรเริ่มจากการเลือกเทคโนโลยี แต่ต้องเลือกจุดที่สร้าง Business Value และเกิด ROI มากที่สุด” คุณสุกิจ กล่าว

ประเมิน 4 ความพร้อม ก่อนขยับสู่โรงงานอัจฉริยะ

การลงทุนจะต่อยอดได้แม่นยำขึ้นเมื่อโรงงานรู้สถานะของตนเอง คุณอุดม ลิ่วลมไพศาล ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยไอโอทีและระบบอัตโนมัติสำหรับงานอุตสาหกรรม เนคเทค สวทช. แนะนำให้โรงงานประเมินความพร้อมใน 4 ด้าน ได้แก่

(1) ด้านความพร้อมของโรงงาน สวทช. พัฒนา Thailand i4.0 Index เป็นเครื่องมือสำหรับประเมินระดับความพร้อมของโรงงานทั้งในรูปแบบการประเมินออนไลน์และการประเมินเชิงลึกโดยผู้เชี่ยวชาญ ข้อมูลจากการประเมินจะช่วยให้ผู้ประกอบการเห็นสถานะของตนเองเมื่อเทียบกับกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกัน เข้าใจจุดแข็งและประเด็นที่ควรพัฒนารวมถึงสามารถกำหนดแนวทางยกระดับโรงงานได้สอดคล้องกับบริบทของธุรกิจ

(2) ด้านความพร้อมของบุคลากร SMC Academy มีเครื่องมือ Human Capability Framework (HCF) สำหรับประเมินศักยภาพและความพร้อมของคนในองค์กรควบคู่กับการพัฒนาทัศนคติ ทักษะและขีดความสามารถของบุคลากรให้พร้อมต่อการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี เนื่องจากการลงทุนเทคโนโลยีจะเกิดประโยชน์ได้อย่างยั่งยืนก็ต่อเมื่อบุคลากรมีความเข้าใจสามารถใช้งาน ดูแล และต่อยอดระบบได้อย่างต่อเนื่อง

(3) ด้านความพร้อมของเทคโนโลยี SMC มีโซลูชันสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมหลายรูปแบบ เช่น ‘iSmart OEE’ สำหรับติดตามประสิทธิภาพเครื่องจักรแบบ Real-time, ‘Daysie’ ซึ่งเป็น No-code Edge AI-IoT Application Platform รวมถึง ‘NomadML’ และ ‘CVDev’ สำหรับงาน Visual Inspection ที่ช่วยให้โรงงานนำข้อมูลและระบบอัจฉริยะไปใช้ปรับปรุงกระบวนการผลิตได้อย่างเป็นรูปธรรม

(4) ด้านความยั่งยืน เนคเทค สวทช. พัฒนา ACAMP หรือ Automated Carbon Accounting Management Platform ซึ่งใช้ IoT ช่วยดึงข้อมูลคาร์บอนฟุตพริ้นท์จากการใช้น้ำมัน (Scope 1) และพลังงานไฟฟ้า (Scope 2) สนับสนุนให้องค์กรสามารถติดตามข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมและวางแผนมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ได้อย่างเป็นระบบ

มองเห็นหน้างานจริงด้วยข้อมูลตำแหน่งแบบเรียลไทม์

ข้อมูลที่ดีต้องรวมถึงข้อมูลตำแหน่งของสิ่งของ คน และยานพาหนะ ดร.กมล เขมะรังษี นักวิจัยอาวุโส ทีมวิจัยระบบระบุตำแหน่งและบ่งชี้อัตโนมัติ กลุ่มวิจัยการสื่อสารและเครือข่าย เนคเทค สวทช. นำเสนอ UNAi (อยู่ไหน) เทคโนโลยีระบุตำแหน่งภายในอาคาร ที่ช่วยแก้ปัญหาหน้างานที่มักมองไม่เห็นและคาดเดาไม่ได้ UNAi ช่วยยืนยันตำแหน่งสินค้าหรือรถโฟล์คลิฟต์ได้แม่นยำขึ้น กรณีศึกษาจากบริษัท ยูไนเต็ดคอยล์เซ็นเตอร์ จำกัดr พบว่าระบบนี้ช่วยลดข้อผิดพลาดจากการคีย์ข้อมูล ลดเวลาค้นหาสินค้า และต่อยอดไปสู่ Digital Twin เพื่อการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ภาครัฐพร้อมหนุน ลดความเสี่ยง เปลี่ยนเกมธุรกิจ

การปรับตัวสู่เทคโนโลยีไม่ได้แปลว่าภาคเอกชนต้องแบกรับความเสี่ยงเพียงลำพัง ดร.พนิตา ทิ้งท้ายว่า เนคเทค และ SMC พร้อมทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมโรงงานเข้ากับเทคโนโลยี ตั้งแต่การประเมินสุขภาพโรงงาน ไปจนถึงการจับคู่เทคโนโลยี (Matching)

นอกจากนี้ ภาครัฐยังมีเครื่องมือสนับสนุน ทั้งการให้คำปรึกษาเพื่อรับสิทธิประโยชน์ทางภาษีจาก BOI รวมถึงแคมเปญให้ทุนสนับสนุน 120,000 บาท เพื่อลดความเสี่ยงในการลงทุนเบื้องต้น การให้บริการด้านการพัฒนาบุคคลากร และเปิดพื้นที่ศูนย์ SMC จ.ระยอง ให้ผู้ประกอบการเข้าไปทดลองใช้ระบบ AS/RS หุ่นยนต์ และเทคโนโลยีอื่น ๆ อีกหลากหลายได้จริง

สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการเริ่มต้นปรับโรงงานให้พร้อมต่อ AI และ Green Transformation 
สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับคำปรึกษาจากภาครัฐได้ที่ ศูนย์นวัตกรรมการผลิตยั่งยืน (SMC)
เว็บไซต์ www.nectec.or.th/smc หรือ Facebook: smceeci

]]>
เนคเทค สวทช. จับมือ ส.ท.อ. พร้อมพันธมิตรเอกชน ร่วมยกระดับอุตสาหกรรม 4.0 ด้วยแพลตฟอร์มสารสนเทศขั้นสูง พร้อมเปิดตัวศูนย์นวัตกรรมการผลิตยั่งยืน (Sustainable Manufacturing Center: SMC) https://www.nectec.or.th/news/news-pr-news/ace2021-opening.html Mon, 13 Dec 2021 06:13:53 +0000 https://www.nectec.or.th/?p=23734

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) โดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ หรือ เนคเทค สวทช. ร่วมกับ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ(มทร.กรุงเทพ) และหน่วยงานพันธมิตรเอกชน จัดงานประชุมวิชาการและนิทรรศการเนคเทคประจำปี 2564 หรือ NECTEC Annual Conference and Exhibitions 2021 (NECTEC–ACE 2021) ภายใต้แนวคิด “ฐานรากเทคโนโลยีก้าวไกล พัฒนาไทยก้าวหน้า” มุ่งเน้นด้าน “Digital Transformation for Sustainable Manufacturing and Services” เพื่อยกระดับและเพิ่มขีดความสามารถภาคอุตสาหกรรม ไทยด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล เป้าหมายเพื่อแสดงผลงานทางด้านนวัตกรรมการผลิตและบริการที่ยั่งยืน ซึ่งสามารถนำไปใช้แก้ไขปัญหาและประยุกต์ใช้งานได้จริงในสายการผลิต พร้อมเปิดตัวศูนย์นวัตกรรมการผลิตยั่งยืน (Sustainable Manufacturing Center: SMC) ตอบโจทย์การผลิตยุคใหม่ พัฒนาไทยสู่ Industry 4.0 ในวันที่ 13 ธันวาคม 2564 สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

รองศาสตราจารย์ ดร.พาสิทธิ์ หล่อธีรพงศ์ รองปลัดกระทรวงการอุดศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หรือ อว. ในฐานะประธานเปิดงานกล่าวว่า อุตสาหกรรมคือแรงขับเคลื่อนสำคัญต่อภาคเศรษกิจของไทย แต่ในช่วงที่ผ่านกลับเติบโตช้าลง ส่วนหนึ่งเป็นผลจากความสามารถด้านแข่งขันและความเข้มข้นของการใช้เทคโนโลยีเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่น ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรมไทย ประกอบกับสถานการณ์จากการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ทำให้รัฐบาลจำเป็นต้องช่วยเหลือผู้ประกอบการอย่างเร่งด่วน นอกเหนือจากการลดต้นทุนในการดำเนินธุรกิจแล้ว ยังต้องมีการพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง พร้อมต่อการแข่งขันภายหลังจากสถานการณ์ COVID-19 คลี่คลาย บวกกับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ากับสายการผลิตเพื่อยกระดับอุตสาหกรรม 4.0 ในปัจจุบันได้เข้ามาช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม ตามแนวทางการพัฒนาประเทศ Thailand 4.0 ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนได้ถึง 10-40 % และสร้างรายได้ 10-20 % แต่ผู้ประกอบการยังขาดความรู้ความเข้าใจในการประยุกต์ใช้ อุตสาหกรรม 4.0

จากเหตุผลดังกล่าวจึงได้กำหนดแนวทางในการสนับสนุนผู้ประกอบการโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ประกอบการ SME ให้สามารถยกระดับองค์กรให้ทันกับกระแสการเปลี่ยนแปลงอย่างสอดคล้องกับทิศทางธุรกิจ พร้อมรองรับการเข้าสู่ยุคความปกติใหม่หลัง COVID-19 ขึ้น อย่างเป็นระบบ โดยใช้แนวทางบันได 3 ขั้น คือ 1.การประเมินความพร้อมในปัจจุบัน และการจัดลำดับความสำคัญของสิ่งที่ต้องดำเนินการตามทิศทางของธุรกิจ (Initiation) 2.การจัดทำแผนดำเนินการและการจัดหาเทคโนโลยีโซลูชั่น (Solutioning) 3.การติดตั้งเทคโนโลยีโซลูชั่นและการประยุกต์ใช้งานในโรงงาน (Implementation & Operation)

 
เมื่อภาคอุตสาหกรรมของไทยสามารถประเมินความพร้อมได้ จะทำให้ได้ข้อมูลเชิงลึกจำนวนหนึ่งที่จะเป็นประโยชน์ในการพิจารณากำหนดนโยบายหรือมาตรการช่วยเหลือและกระตุ้นผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรม ในการยกระดับความพร้อมของสถานประกอบการให้เข้าสู่อุตสาหกรรม 4.0 และสามารถนำไปใช้ในการวางแผนการพัฒนากำลังคนอุตสาหกรรม และการพัฒนา Technology Solution Provider/System Integrator (SI) ให้มีทักษะที่สอดคล้องกับความต้องการ ซึ่งจะช่วยทำให้ต้นทุนของผู้ประกอบการ ในการยกระดับเข้าสู่อุตสาหกรรม 4.0 ต่ำลง และมีประสิทธิภาพสูงขึ้น อีกทั้งยังจะช่วยพัฒนาอุตสาหกรรมระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ และระบบอัจฉริยะของประเทศไทยให้เกิดขึ้นอย่างเป็นระบบ และสอดคล้องกับอุปสงค์ของภาคอุตสาหกรรมในประเทศอีกด้วย

ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ หรือ สวทช. กล่าวว่า การจัดงานประชุมวิชาการและนิทรรศการของเนคเทคประจำปี 2564 หรือ NECTEC Annual Conference and Exhibitions 2021 (NECTEC – ACE 2021) ถือเป็นกิจกรรมสำคัญในการส่งมอบผลงานให้กับประเทศไทย เป็นเวทีนำเสนอผลงานวิชาการ ผลงานวิจัย การสนับสนุนภารกิจสำคัญของประเทศและเครือข่ายพันธมิตร โดยในปีนี้มีกลุ่มเป้าหมายและพันธมิตรที่สำคัญ คือ ภาคอุตสาหกรรมของประเทศไทย และหน่วยงานพันธมิตรเอกชน ที่ต้องการปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีการผลิตไปสู่อุตสาหกรรม 4.0 ด้วยเทคโนโลยีเหมาะสมและคุ้มค่าต่อการลงทุน

ซึ่งปีนี้ เนคเทค สวทช. ได้จับมือร่วมกับพันธมิตรสำคัญได้แก่ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ และผู้สนับสนุนการจัดงานจากภาคเอกชน 8 องค์กร ภาครัฐ 1 องค์กร ร่วมกันจัดงานในรูปแบบออนไลน์ มีกำหนดจัดขึ้นวันที่ 13-16 ธันวาคม 2564 และมีพิธีเปิดงาน ณ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กรุงเทพฯ ภายใต้แนวคิด “ฐานรากเทคโนโลยีก้าวไกล พัฒนาไทยก้าวหน้า” โดยมุ่งเน้นด้าน “Digital Transformation for Sustainable Manufacturing and Services” เพื่อแสดงถึงการพัฒนาเทคโนโลยีให้เหมาะสมในยุคดิจิทัลที่มีความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา โดยมีเป้าหมายแสดงผลงานทางด้านนวัตกรรมการผลิตและบริการที่ยั่งยืน ตอบโจทย์การผลิตยุคใหม่ พัฒนาไทยสู่ Industry 4.0 เป็นสำคัญ 

รวมทั้งภายในงานจะมีการนำเสนอองค์ความรู้จากผลงานวิจัยของเนคเทค และผลงานที่ร่วมกับพันธมิตร มานำเสนอในรูปแบบการสัมมนาวิชาการ และการจัดนิทรรศการแบบOnline โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อนำเสนอผล งานและบริการที่เกี่ยวข้องกับการยกระดับและเพิ่มขีดความสามารถของภาคอุตสาหกรรมไทยด้วยเทคโนโลยี ดิจิทัล เพื่อแสดงศักยภาพและเทคโนโลยีจากภาครัฐและเอกชนในด้านเทคโนโลยีดิจิทัลสำหรับภาค อุตสาหกรรม และนำเสนอความก้าวหน้าทางวิชาการทางด้านการวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิสก์ และสารสนเทศขั้นสูง โดยในปีนี้จะมีการจัดงานในรูปแบบ Online มีระยะเวลาจัดงาน 4 วัน , มี 4 Keynote , 17 หัวข้อสัมมนา, 50 บูธนิทรรศการ, 10 ห้องเจรจาธุรกิจ ที่สำคัญ คือ Virtual Exhibition ทั้ง 50 บูธ ยังเปิดให้ผู้สนใจสามารถเข้าไปรับชมและศึกษาข้อมูลได้ตลอด 3 เดือนภายหลังวันจัดงาน

ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค สวทช.) กล่าวว่า “ตลอดระยะเวลา 35 ปี ในการก่อตั้งเนคเทค สวทช. ได้สะสมองค์ความรู้และผลงานวิจัยในด้านต่างๆ เพื่อตอบโจทย์สำคัญ โดยมุ่งเน้นสร้างฐานรากเทคโนโลยีสารสนเทศขั้นสูงให้กับประเทศ ที่ผ่านมาได้ส่งมอบผลงานในหลายด้าน อาทิ AIFORTHAI, KidBright, NETPIE2020, HandySense Smart Farming Open Innovation, Open-D และในวันนี้สิ่งหนึ่งที่เนคเทค สวทช. พัฒนาเทคโนโลยีมาอย่างต่อเนื่อง คือ การเพิ่มขีดความสามารถด้านอุตสาหกรรมที่หลากหลาย ประกอบกับมีโจทย์สำคัญของประเทศในการขับเคลื่อนไปสู่อุตสาหกรรม 4.0 โดยภายหลังจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ในปี 2564 เนคเทค สวทช. จึงส่งมอบ Smart Factory Platform ซึ่งประกอบด้วยเทคโนโลยีที่ช่วยตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรมการผลิตและภายใต้แผนพัฒนาเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EECi จึงมีโอกาสขยายต่อยอดเพื่อประโยชน์แก่ภาคอุตสาหกรรมทุกระดับต่อไป พร้อมเปิดตัวศูนย์นวัตกรรมการผลิตยั่งยืน (Sustainable Manufacturing Center: SMC) ตอบโจทย์การผลิตยุคใหม่ พัฒนาไทยสู่ Industry 4.0”

ภาคอุตสาหกรรมจะได้เตรียมความพร้อมในการก้าวสู่อุตสาหกรรมอุตสาหกรรม 4.0 คือ การรู้จักตัวเองด้วยดัชนีชี้วัดความพร้อมอุตสาหกรรม 4.0 (Thailand I4.0 Index) ช่วยในการสนับสนุนตามมาตรการของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เป็นกระบวนการการประเมินศักยภาพความพร้อมของผู้ประกอบการ โรงงาน เเละบริษัท โดยทำการลำดับการปรับปรุงโรงงานในด้านต่าง ๆ เมื่อภาคอุตสาหกรรมมีความเข้าใจก็สามารถเริ่มต้นง่ายๆ เพื่อก้าวสู่อุตสาหกรรม 4.0 ในราคาที่จับต้องได้ ด้วยแพลตฟอร์ม IDA หรือ Industrial IoT and Data Analytics Platform ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มไอโอที(IoT) และระบบวิเคราะห์ข้อมูลอุตสาหกรรม ที่เชื่อมโยงข้อมูลจากเครื่องจักรการผลิตและนำข้อมูลมาวิเคราะห์ เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตและอนุรักษ์พลังงานให้ดีที่สุด”

นอกจากนี้ เนคเทค สวทช. ร่วมกับ ส.ท.อ. พร้อมพันธมิตร ร่วมเปิดตัวศูนย์นวัตกรรมการผลิตยั่งยืน (Sustainable Manufacturing Center: SMC) ในพื้นที่เขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EECi ณ อำเภอวังจันทร์ จังหวัดระยอง โดยมีวิสัยทัศน์เพื่อตอบโจทย์การผลิตยุคใหม่ พัฒนาไทยสู่อุตสาหกรรม 4.0 มุ่งเน้นการพัฒนาแพลตฟอร์มที่ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมการผลิต ผู้พัฒนาระบบ นวัตกร นักวิจัยตลอดจนนักศึกษาในสาขาที่เกี่ยวข้องสามารถเข้ามาใช้ประโยชน์ผ่านกิจกรรมต่างๆ

SMC ช่วยปลดล็อกปัญหาในการก้าวสู่อุตสาหกรรม 4.0 ด้วยบริการทั้ง 5 ด้าน 

1) การประเมินความพร้อมของโรงงาน ว่ามีประเด็นใด ที่ต้องพัฒนาไปสู่ industry 4.0 ด้วย Thailand I4.0 Index 

2) การพัฒนากําลังคนร่วมกับพันธมิตรเพิ่มทักษะรองรับการเปลี่ยนแปลง 

3) การเลือกใช้เทคโนโลยีและการให้คําปรึกษาเรื่องแหล่งเงินทุนรวมถึงสิทธิประโยชน์ด้านภาษีกับอุตสาหกรรมการผลิตแบบ One Stop Shop 

4) ให้บริการแพลตฟอร์มพื้นฐาน เพื่อตอบโจทย์โรงงานขนาดเล็กและกลางที่มีเงินลงทุนจำกัด 

5) ให้บริการเครื่องมือทดสอบ (Testbed) เบื้องต้นสามารถเข้ามาใช้บริการศูนย์การเรียนรู้ SMC Learning Center เพื่อเรียนรู้และรับบริการให้คำปรึกษาเชิงเทคนิค ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย สามารถรับคำแนะนำจากบุคลากรและผู้เชี่ยวชาญเทคโนโลยีขั้นสูงที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรม 4.0 ในด้านต่างๆ กว่า 100 ท่าน

สนใจรับบริการ ติดต่อได้ที่

Email: smc-business@nectec.or.th
Website: www.nectec.or.th/smc
Facebook Page: facebook.com/smceeci
Facebook Group: SMC Community

]]>